กฎเหล็กใน การลงทุน (สำหรับทุกมือ)

posted: 4 years ago
2,143 views
กฎเหล็กใน การลงทุน (สำหรับทุกมือ)

comments

กฎเหล็กการลงทุน มีอะไรบ้าง

จริงๆแล้ว คนสมัยนี้ชอบคิดว่า การลงทุน นั้นทำได้ง่าย ไม่ลำบาก ที่ไหนๆก็มีสอน มีบอก ดูในเว็บเอาก็ได้ อะไรก็ว่าไป แต่จริงๆแล้วการลงุทนมีหลายอย่างที่สำคัญที่หากคุณไม่ใส่ใจละก็อาจจะลงทุนจนหมดตัวได้ง่ายๆ (จริงๆนะ) ทีนี้ เราก็เลยถือโอกาสด้วยประการฉะนี้ เอาเรื่องดีๆมาฝากให้นักลงทุน(มือใหม่ และ มืออื่นๆ) ได้ดูกันว่า 10 ข้อหลักๆที่ควรจะทำก่อนตัดสินใจทำ การลงทุน เป็นก้อนเป็นกำ ต้องดูที่อะไรบ้าง

Viriyah Insurance

1. แนวเอียงแนวโน้ม

อย่างแรก หาคุณต้องการลงทุน คุณจะต้องกลับไปดูประวัติของหุ้น หรือ กองทุนที่คุณสนใจก่อน การเรียนรู้ชาร์ตระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ จะช่วยให้คุณสามารถนำข้อมูลมาประกอบกับการวิเคราะห์ได้ ทำให้เห็นอะไรต่อมิอะไรได้ชัดขึ้น ว่าหุ้นตัวนั้น หรือ กองทุนนั้นๆ มีแนวขึ้น แนวลง แนวตะแคงยังไงบ้าง แล้วค่อยมดูชาร์ตรายวัน รายนาทีต่อไป ถ้าคุณเอาแต่ดูแนวโน้มระยะสั้นอย่างเดียว จะทำให้ผิดพลาดวุ่นวายได้ เดี๋ยวแทนที่จะได้เยอะ จะกลายเป็นเสียเยอะ เสียดายตัง

2. วิเคราะห์ แล้ววิ่งตามแนว(โน้ม)

ทีนี้ แนวโน้มของตลาดมีหลายช่วง อย่างแรกคุณจะต้องรู้ก่อนว่าคุณถนัดลงทุนแบบไหน จะระยะยาว กลาง สั้น ก็แล้วแต่ เพราะการวิเคราะห์ข้อมูลจะไม่เหมือนกันสักอย่าง คุณต้องดูให้ดีว่าคุณลงทุนไปในแนวเดียวกันกับระยะ การลงทุน ที่คุณต้องการ ซื้อตอนมีแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น ขายตอนแนวโน้มอยู่ขาลง ถ้าคุณลงทุนระยะกลาง ให้ใช้การวิเคราะห์จากชาร์ตรายวัน รายสัปดาห์ ลงทุนระยะสั้นให้ดูรายวัน รายนาที (ตาลาย)

3. สูงต่ำ (ไม่ใช่ไฮโล)

ที่บอกว่าสูงต่ำไม่ใช่เอาเงินไปเล่นไฮโล แต่จะบอกว่า คุณจะต้องทำการวิเคราะห์แนวรับ และ แนวต้าน หาจุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อ ถ้าเป็นการเข้าซื้อ จุดที่ดีที่สุดก็คือจุดใกล้แนวรับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นจุดต่ำสุดของรอบการซื้อขายรอบก่อน จุดดีสุดสำหรับการขายออกก็คือจุดที่ใกล้แนวต้าน หรือ ใกล้จุดสูงสุดของรอบการซื้อขายรอบก่อนหน้านั่นเอง หากมีการเคลื่อนไหวเลยแนวต้าน แนวต้านนั้นก็จะกลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลง หรือ จุดสูงสุดเดิม กลายเป็นจุดสูงสุดใหม่ แล้ว จุดต่ำสุดเดิมก็กลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่เช่นกัน

10 หัวใจการลงทุนให้สำเร็จ

4. กลับตัว

ปกติแล้วตลาดจะมีการกลับตัวขึ้น-ลงตามเปอร์เซนต์ของแนวโน้มก่อนหน้า ให้ลองดูอัตราส่วนการขึ้น-ลง คิดเป็นเปอร์เซนต์ คิดจากการใช้อัตราส่วนชุดแรกที่มีการกำหนดค่าเอาไว้แล้ว เช่น มีการเอาการกลับตัวขึ้น-ลง 50% ของแนวโน้มก่อนมาเป็นอัตราพื้นฐานกันบ่อย อัตราส่วนการตีกลับก็คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อน สูงสุดคือ 2/3 อัตราส่วนที่คุณควรสนใจคือ อันตราส่วน Fibnacci (ฟิโบนาชชี่ – เหมือนในเรื่องดาวินชี่โค๊ด) 36% และ 62% ถ้าตลาดมีการพักช่วยขาขึ้น ก็จะมีจุดซื้อคืนจุดแรกตอนที่ตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด (ไม่งงเนาะ)

MuangThai Insurance

5. เส้นแนวโน้ม

เส้นแนวโน้มเป็นครื่องมือการวิเคราะห์อย่างหนึ่งที่ทั้งง่าย และ ดี อย่างแรกที่ต้องนึกถึงก่อนคือว่า เส้นแนวโน้มวาด กับ เส้นแนวโน้มขาขึ้นโดยใช้จุดต่ำสุด 2 จุดที่อยู่คิดกันมาวาด ราคาหุ้นส่วนมากมักจะเข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนจะย้ายองค์กลับเข้าแนวโน้มของมัน ถ้าเกิดราคาพุ่งปรุ๊ดผ่านเส้นแนวโน้ม แปลว่าการเปลี่ยนแนวโน้มกำลังจะเกิดขึ้น เส้นแนวโน้มจะมีผลก็ต่อเมื่อราคาเคลื่อนแตะที่เส้นแนวโน้มอย่างน้อย 3 ครั้ง ยิ่งลากเส้นแนวโน้มได้ยาว ยิ่งหมายถึงจำนวนการทดสอบเส้นแนวโน้มที่มากขึ้น ยิ่งทดสอบเยอะ เส้นแนวโน้มยิ่งมีความใกล้เคียงมากขึ้น ยิ่งมีความใกล้เคียงก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นกับการนำมาใช้ในการวิเคราะห์ ว่างั้น

6. ติดตาม(ละคร)ค่าเฉลี่ย

จริงๆแล้วก็ไม่ใช่ละครเรื่องใหม่หรอก แต่หมายถึงการติดตามการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ย เส้นค่าเฉลี่ยบอกเป้าหมายซื้อ-ขาย โดยจะแสดงให้เห็นว่าตอนนี้ราคาอยู่ในแนวโน้มไหน เอามาใช้ช่วยยืนยันสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้มก็ยังได้ แต่ว่าเส้นค่าเฉลี่ยไม่ใช่หมอดูที่จะบอกได้ว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดังนั้นต้องดูข้อมูลรวมๆ แล้ววิเคราะห์ก่อนตัดสินใจนะจ้ะ

มาลงทุนกันเถอะ!

7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว

Oscillators  (เครื่องมือที่มีตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 100) จะเป็นดัชนีที่ช่วยบอกจุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันการเปลี่ยนแนวโน้ม และ Oscillators จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดโน้มไปในทิศทางไหนมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดการกลับตัว  Oscillators ที่นิยมใช้กันส่วนมาก ได้แก่ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics  เป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillators เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100

ทีนี้เมื่อ RSI มีค่าเกิน 70 ก็คือมีการซื้อมากเกินไป (Overbought) และ ถ้าต่ำกว่า 30 คือมีการขายมากเกินไป (Oversold)  ค่า Overbought และ Oversold สำหรับ Stochastics คือ 80 และ 20  นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับการคำนวณค่า Stochastics  และ 9 หรือ 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับ RSI

สัญญาณกลับตัวที่เกิดใน Oscillators  เป็นการเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว  เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไรและไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน  สัญญาณในระดับสัปดาห์ ยังเอามาใช้ช่วยทำความสะอาดพวกสัญญาณหลอกต่างๆ และ ยืนยันสัญญาณรายวัน และใช้สัญญาณรายวัน ในการยืนยันสัญญาณรายนาที อีกต่อหนึ่ง

8. มองเห็นสัญญาณเตือน

Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นดัชนีวัด (พัฒนาโดย Gerald Appel) ที่รวมระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold ของ Oscillators ไว้ด้วยกัน สัญญาณซื้อ จะเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดเหนือเส้นที่ช้ากว่า โดยทั้งสองเส้นอยู่ต่ำกว่าศูนย์ สัญญาณขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่เร็วกว่า ตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าที่อยู่เหนือศูนย์ สัญญาณในรายสัปดาห์ จะมีน้ำหนักมากกว่าสัญญาณรายวัน

9. เป็นหรือไม่เป็นแนวโน้ม

Average Directional Index (ADX) จะเป็นดัชนีชี้วัดว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่ ระดับไหน เส้น ADX ชี้ขึ้นแสดงว่าแนวโน้มชัดเจน ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ ถ้าเส้น ADX ต่ำลงแปลว่าตลาดไม่มีแนวโน้ม เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น ควรจะใช้ Oscillators ในการวิเคราะห์

10. ดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม

สัญญาณที่จะเป็นตัวยืนยันถึงปริมาณการซวื้อขาย และ จำนวนการซื้อขายจากผู้ซื้อใหม่ (open interest) ทั้ง 2 ตัวเป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขาย จะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว จะให้ดีที่สุด คือ คุณจะต้องมีความมั่นใจว่าปริมาณการซื้อขายเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแนวโน้มปัจจุบัน ส่วน open interest จะช่วยยืนยันว่าจะมีเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนให้แนวโน้มปัจจุบันอยู่ต่อไป ถ้า open interests ตกแปลว่าแนวโน้มนั้นกำลังจะสิดสุดลง เป็นต้น

หวังว่าบทความนี้คงจะช่วยให้ทุกๆท่านที่กำลังเล็ง การลงทุน อยู่ มีความเข้าใจอะไรๆมากขึ้น และ ขอให้โชคดีมีตังใช้กันทุกคน

ลงทุน ลงทุน ลงทุนยังไงให้ได้ตัง


avatar
by admin

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon