‘Uber’ กรณีศึกษาสำคัญของไทย ทำยังไงจะอยู่ในสังคมไทยได้

posted: 1 year ago
‘Uber’ กรณีศึกษาสำคัญของไทย ทำยังไงจะอยู่ในสังคมไทยได้

comments

ช่วงที่ผ่านๆ ไม่น่ามีข่าวอะไรดังไปกว่า ข่าวเรื่อง “Uber” แล้วล่ะ เชื่อว่าหลายๆ คนก็น่าจะมีโอกาสได้ใช้บริการ หรือบางคนก็อาจจะทำอาชีพด้วยการขับ Uber ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ก็มี เป็นการหารายได้เสริมไปในตัวก็ถือว่าไม่เลว

โดยส่วนตัวแล้วก็ชื่นชอบไอเดียของ Uber อยู่แล้ว ไอเดียตั้งต้นเค้าเริ่มต้นจากที่ว่าเวลาเดินทางตอนเช้าไปทำงานส่วนใหญ่มนุษย์เงินเดือนก็จะวิ่งทางประจำแบบเดิมๆ อยู่แล้ว แล้วคำถามก็เกิดขึ้นว่าทำไมทุกคนต้องซื้อรถแล้วขับไปกันเอง 5 คนก็ 5 คัน ไหนจะรถติด มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกคน

heavy traffic at Bts Siam Square

แล้วถ้าสามารถทำให้ทุกคนมานั่งกันใน 1 คันได้ก็จะช่วยได้เยอะมากทั้งรถก็ติดน้อยลง ประหยัดพลังงานมากขึ้น แถมทุกคนก็ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย เหมือน Uber จะออกมาแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงจุดเลยก็ว่าได้ จากนั้นก็พัฒนาเป็น Personal Driver รับถึงที่ สะดวกสบายสุดๆ

พอ Uber เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ก็เหมือนจะเกาถูกที่คันเข้าไปเต็มๆ สำหรับใครที่ใช้บริการแท็กซี่ๆ บ่อยก็เจอปัญหาเดียวกันก็คือ โบกไม่จอด….. แก๊สหมด ส่งรถ รถติด อะไรก็ว่าไป ทำให้คนหันมาใช้ Uber กันมากขึ้นถึงแม้จะจ่ายแพงกว่านิดหน่อยก็ตาม



แต่ที่นี้หลังจากที่ Uber เข้ามาเปิดบริการในไทยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเกิดการประท้วงของกลุ่มรถรับจ้างทั่วไปที่มีมาก่อน เช่นกลุ่ม Taxi หรือแม้แต่กลุ่มรถสองแถวแดงที่เชียงใหม่ก็ไม่พอใจเพราะมองว่า Uber มาแย่งลูกค้าไปทำให้รายได้ของตัวเองลดลง

ทีนี้พอมีข่าวเรื่องรัฐบาลประกาศออกมาว่า Uber ผิดกฎหมายไม่สามารถให้บริการได้ก็เกิดเสียงวิพากวิจารณ์ออกมากันเป็นจำนวนมาก ว่ารัฐบาลยุคไดโนเสาร์โลกเค้าไปถึงไหนต่อไหนแล้วไม่รู้จักพัฒนากันสักที ไหนว่าจะพาเมืองไทยไป Thailand 4.0 ฯลฯ…..

Balloons at a pro Uber rally

แต่ส่วนตัวมองมุมต่างกันนิดหน่อย ตรงที่ว่า Uber เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยโดยไม่ศึกษากฎหมายไทยให้ดีก่อน ก็เลยไม่แปลกที่จะผิดกฎหมายของประเทศเรา ซึ่งถ้าไปมองในอีกมุมนึงที่ว่าอย่างน้อยกว่า Taxi จะมาขับได้ก็ต้องมีการลงทะเบียนกัน มีใบอนุญาตมีการควบคุมจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ Uber มีเพียงการอบรมจากบริษัทเท่านั้น (ถึงแม้ว่าบางครั้งเอกชนจะดีกว่าหน่วยงานรัฐก็ตาม)

แล้วถ้าไปมองอีกด้านหนึ่ง ด้านของคนขับจริงๆ ก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันตรงที่ว่าเราไม่รู้ว่าผู้โดยสารทีเรียกเป็นใครมาจากไหน เพราะ Uber ใครๆ ก็สมัครได้ทั้งนั้น ลองคิดดูว่าถ้า Uber โดนเรียกเข้าไปในซอยเปลี่ยวๆ แล้วเกิดโดยทำร้ายร่างกายหรือชิงทรัพย์ขึ้นมาก็จะเป็นปัญหาได้อีกเหมือนกัน ส่วนตัวเลยมองว่าน่าจะมีการปรับปรุงในจุดนี้อยู่เหมือนกัน



ทั้งรัฐบาลและ Uber น่าจะหารือหาจุดที่สมดุลกัน แล้วกลุ่ม Taxi หรือรถรับจ้างอื่นๆ ที่มาก่อนก็น่าจะไปหาทางพัฒนาบริการมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วโลกเราก็เป็นโลกแห่งการแข่งขัน ใครสู้ไม่ได้ก็ต้องออกจากธุรกิจไป

ถ้าเรามัวแต่พึ่งพาคนอื่นอยู่ทุกวันอนาคตก็อาจจะเหมือนข้าวของไทยเราที่ไม่ได้มีการพัฒนามานานมากแล้ว จนโดนเพื่อนบ้านแซงไปไหนต่อไหนเพราะเวลามีปัญหาที่ไรก็เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาช่วยเหลือทุกที คนเราพอได้รับความช่วยเหลือบ่อยๆ จนเคยตัว สุดท้ายในอนาคตก็จะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดไป


avatar
by JK, CFP®

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon