กระสือ ไทย กับ สื่อไทยในยุคปัจจุบัน

posted: 1 year ago
1,634 views
กระสือ ไทย กับ สื่อไทยในยุคปัจจุบัน

comments

เมื่อพูดถึงผีไทย โดยเฉพาะกับผียอดฮิตอย่าง “ผีกระสือ” แล้ว หลายคนอาจจะคุ้นกับผีที่มีเพียงหัวและไส้ ออกหากินยามค่ำคืนกันอย่างแน่นอน แม้ว่าในปัจจุบัน ผีกระสือจะถูกนำไปใช้ในสื่อต่างๆ ให้กลายเป็นเรื่องตลก มากกว่าจะน่ากลัว ก็ตาม

วันนี้ เราจะพาคุณไปทบทวนกันเสียหน่อยว่า ผีกระสือ ในไทยนั้น ปัจจุบันเป็นอย่างไรกันบ้าง แล้วตำนานกระสือที่เราได้ยินกันนั้น เหมือนดั้งเดิมหรือไม่กันนะ ?


ตำนานกระสือ มาจากไหนกันแน่ ?

ในอดีต เคยมีความเชื่อกันว่า กระสือ คือ ภูตผีชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นจากความเชื่อว่า สมัยยังเป็นมนุษย์ได้หลอกลวง ต้มตุ๋นผู้อื่น เมื่อตายไปจึงต้องรับกรรมเกิดไปเป็นเปรต หากกรรมยังไม่หมดตามเวลาก็จะเกิดต่อเป็น กระสือ ที่กินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว ของเน่าเหม็น โดยจะเข้าสิงได้เฉพาะบุคคลที่ทำกรรมเหมือนตัวเองสมัยเป็นมนุษย์  หรือก็คือ บุคคลที่หลอกลวง ต้มตุ๋นผู้อื่น ก็มีสิทธิ์ที่จะโดนกระสือสิงนั้นเอง

กระสือนั้น มีรูปร่างคล้ายกับผี แต่มีฤทธิ์มากกว่า และเมื่อสิงใครได้แล้ว ก็จะสิงเสมือนเป็นกาฝากในร่างของมนุษย์ผู้นั้น ยิ่งอยู่นานไปก็จะยึดทั้งร่างกายและจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ

กระสือจะชอบที่มืด ไม่ชอบแสงสว่าง แต่ไม่มีหัวและไส้ ทำให้เวลาถอดจิตของเจ้าของร่างออก ขณะเจ้าของร่างนอนหลับ เมื่อถอดไปแล้วเจ้าของร่างก็ไปไหนไม่ได้  และร่างนั้นจะกลายเป็นศพไปชั่วขณะ เพราะอวัยวะภายในหลุดออกไปหมดแล้ว และจะหายได้ต่อเมื่อกลับมาเข้าร่างเดิมเท่านั้น



ด้วยเหตุนี้ ทำให้เราเห็นกระสือเป็นดวงไฟสว่างเป็นสีๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีสีเหลือง, สีแดง, สีเขียว และสีส้ม ลอยขึ้นๆ ลงๆ เพื่อหาอาหาร ร่างของเขานั้นจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ พูดตรงๆ ก็คือจะกลายเป็นศพอยู่ขณะหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ร่างนั้นจะสงบนิ่งอยู่

เพราะกระสือชอบกินของสกปรก ของคาว ของเหม็นเน่า เมื่อกินเสร็จแล้วจะมาเช็ดปากกับเสื้อผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้งไว้ค้างคืน แล้วทิ้งร่องรอยสกปรกไว้ มีความเชื่อว่าถ้าเอาผ้าที่ผีกระสือเช็ดปากไปฟาดที่บันไดจะทำให้คนที่เป็นกระสือเกิดปากบวมบ้าง หรือเอาผ้าไปต้มให้ปวดแสบปวดร้อน

แต่ก็มีบางประวัติกล่าวว่า ผีกระสือจะสิงในร่างผู้หญิง เวลากลางวันจะมีร่างเหมือนหญิงทั่วไป มีพฤติกรรมแปลกๆ คล้ายคนป่วย แต่ตกกลางคืนดึก ๆ วิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจจะบีบเค้นให้ศีรษะและอวัยวะภายในหลุดออกจากร่าง ชอบกินเครื่องในโดยเฉพาะไส้แบบสดๆ และมักจะลอยออกไปล่าเหยื่อกิน เช่น วัว ควาย และสัตว์เล็กๆ อย่าง กบเขียด และอุจจาระ เป็นต้น และกระสือจะไม่ทำร้ายคนนอกจากจะจนมุมแล้ว

สำหรับการปราบกระสือนั้น เราไม่สามารถไล่ออกจากร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายได้ เพราะวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคนๆ นั้นไปแล้ว (ก็คือการเป็นกาฝากนั้นเอง) ฉะนั้น หากจะปราบกระสือได้ หมายความว่าต้องฆ่าคนๆ นั้นไปเลย

รวมๆ แล้ว ตำนานกระสือนั้น เกิดขึ้นจากความเชื่อ และกุศโลบายให้ผู้คนเกรงกลัวต่อบาปกรรม โดยเฉพาะกับการต้มตุ๋น หลอกลวงผู้อื่น เหมือนกับการตกนรก หรือเป็นความพยายามที่จะอธิบายเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนนั้นเอง


p195djcka41vvprdlkqlh6c1f485


แล้ว กระสือ ในทางวิทยาศาสตร์ เขาว่ายังไงกันบ้าง ?

จบกระสือสายไสยศาสตร์กันไปแล้ว เรามาต่อกันที่ กระสือสายวิทย์กันบ้าง  แน่นอนด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ทำให้เราสามารถอธิบายเรื่องราวเหนือธรรมชาติได้บางส่วน ซึ่งกระสือมักได้รับการอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่า ดวงไฟที่คนสมัยก่อนเห็นในยามกลางคืน และคิดว่าเป็นกระสือนั้น แท้จริงแล้วคือการลุกโชนของก๊าซมีเทน ที่เกิดจากการสะสมของซากเน่าเปื่อยของอินทรียสารในนาข้าวหรือท้องทุ่ง

หรือถ้าไม่ใช่ก๊าซมีเทน เพราะก๊าซมีเทนอาจจะไม่ติดไฟ จนลุกโชนลอยขึ้นมาอากาศได้ ก็อาจจะเป็นไฟจากมิจฉาชีพที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ แถวท้องนาในเวลายามวิกาลนั่นเอง  นอกจากนี้ ในทางกายวิภาค ร่างกายมนุษย์เมื่อถอดส่วนหัวแล้ว อวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น ไส้ หัวใจ หรือปอด ก็จะไม่สามารถติดออกมา แล้วลอยตามหัวไปมาได้อีกด้วย


maxresdefault


รู้ไหม กระสือ ไม่ได้มีแค่ในไทย ?!

รู้หรือไม่ กระสือนั้นไม่ได้มีแค่ในไทยเท่านั้น แต่ผีตามภูมิภาคเอเชียทั้งหลายก็มีผีที่คล้ายคลึง หรือคล้ายกับผีกระสือในไทยมากๆ ไม่ว่าจะเป็น

กระสือในกัมพูชาเรียกว่า “เอิบ” ในลาวเรียก “กะสือ” ในเวียดนามเรียก “มาลาย”

อย่างมาเลเซีย ก็มีผีที่คล้ายกับกระสือ “ฮันตูปินังกาลัน” หรือ “ปินังกาลัน” ซึ่งความแตกต่างของฮันตูปินังกาลัน และกระสือ ต่างกันที่สีของดวงไฟ ที่กระสือจะเป็นสีเขียวหรือแดง และฮันตูปินังกาลันจะเป็นสีเหลือง อีกทั้งฮันตูปินังกาลันยังมีความดุร้ายกว่า


CuFV3kMVIAANedx


ส่วนที่ ฟิลิปปินส์ มีความเชื่อคล้ายๆ กัน ในเรื่องมานานังเกล ผีดูดเลือดที่มีปีกเหมือนค้างคาวขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง เมื่ออกล่าเหยื่อจะถอดลำตัวท่อนบนออก แล้วบินไปในอากาศในเวลากลางคืน รวมถึงยังชอบที่จะกินเด็กทารกจากครรภ์ผู้เป็นแม่

นอกจากนั้นแล้ว ที่ญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปีศาจที่สามารถถอดหัวหากินได้ในเวลากลางคืน เรียกกันว่า นุเกะ-คุบิ เป็นหัวปีศาจ 3 – 4 หัวล่องลอยไปมา ใช้ลิ้นตวัดกินมดปลวกตามพื้น



กระสือ ในสื่อไทย

หากเรามองย้อนกลับไป จะเห็นได้ว่ากระสือนั้นเป็นเรื่องราวที่สร้างขึ้น นอกจากจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นกุศโลบายการทำบาปบุญแล้ว ยังใช้อธิบายในปรากฏการณ์แปลกๆ เมื่อครั้งในอดีต

และด้วยความเชื่อเหล่านี้เอง จากที่เราเห็นว่าเป็นผี วิญญาณ ที่น่ากลัว ลอยไปลอยมาในเวลากลางคืน มีความเชื่อในเรื่องของการทำกรรม กระสือก็ได้ถูกพลิกบทบาทจากผู้กำกับหลายเจ้า หลายค่าย นำตำนานกระสือมาแต่งเติมต่อ เพิ่มความดุร้ายให้น่ากลัวสมกับเป็นผีไทยมากยิ่งขึ้น


p195dj3u6btb7ef315v1lc2f7k6


(แถมยังเพิ่มความเชื่ออื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับตำนานของกระสือมากขึ้นไปอีก เช่น หากกินน้ำผสมน้ำลายของผู้ที่เป็นกระสือ จะสืบต่อความเป็นกระสือต่อกัน)

จากสื่อไทยในยุคนั้น ทำให้กระสือดูน่ากลัวมากยิ่ง จนกระทั่งมีผีไทยตนอื่นๆ ที่ถูกแต่งเติมตามกันมาด้วย แล้วกระสือจึงถูกลดทอนความน่ากลัวลง อย่างที่ควรจะเป็นเช่นต้นตำนานเดิม ก่อนจะถูกปรับทอนลง ให้กลายเป็นผีที่เน้นเฮฮาเหมือนผีปอบไปอย่างเช่นในปัจจุบัน


กระสือฟัดปอบ


เราจะเห็นว่ากระสือนั้น แต่แรกถูกเล่าในฐานะของกุศโลบาย ก่อนที่จะถูกปรับปรุง ปรุงแต่งจนกลายเป็นกระสืออย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon