กทม. ทุบสถิติในอาเซียน รถติดหนักสุด เสียเวลาอยู่บนท้องถนนกว่า 72 นาที

posted: 8 months ago
กทม. ทุบสถิติในอาเซียน รถติดหนักสุด เสียเวลาอยู่บนท้องถนนกว่า 72 นาที

comments

ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ สะสมอยู่มาหลายสิบปี จนถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่รถติดอันดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาแก้ไขแต่ก็ยังไม่ได้ผล ทั้งนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการจัดวางผังเมือง รวมถึงปริมาณรถยนต์ในกรุงเทพฯ มีจำนวนเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ในขณะที่พื้นผิวการจราจรในระดับดินไม่สามารถรองรับปริมาณรถยนต์ที่มีจำนวนสะสมและเพิ่มขึ้นในแต่ละปีได้



ข้อมูลวิจัยการสำรวจผู้เดินทางในกรุงเทพฯ ของ บริษัท อูเบอร์ ประเทศไทย พบแนวโน้มปัญหาการจราจรติดขัดมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตามมาด้วยจาการ์ตา มะนิลา ฮานอย และกัวลาลัมเปอร์ โดยนางศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำอูเบอร์ ประเทศไทย บอกว่า โดยเฉลี่ยคนกรุงเทพใช้เวลาเฉลี่ย 72 นาทีในการเผชิญรถติด และใช้เวลา 24 นาทีในการหาที่จอดรถ รวม 96 นาที ต่อวัน คิดแล้วใน1ปี คนไทยเผชิญปัญหารถติด 24 วัน ซึ่งหากใช้เวลาดังกล่าวไปอยู่กับครอบครัว น่าจะทำให้คนกรุงเทพฯมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ค่าเสียโอกาสและเรื่องคุณภาพชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามากด้วย และเมื่อคิดเป็นมูลค่าของนาทีที่ของคนที่มีรถขับจะมากถึง 157,000 บาทต่อปี

นางศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำอูเบอร์ ประเทศไทย
นางศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำอูเบอร์ ประเทศไทย

ปัจจุบันกรุงเทพมีรถมากถึง 5,800,000 คัน คิดเป็นประมาณ 910,600 ล้านบาทต่อปี และต้องใช้พื้นที่เท่ากับ 8 สนามบินสุวรรณภูมิในการจอดรถทั้งหมด ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน รถจะติดมากกว่าช่วงเวลาปกติ 2 เท่า มีรถอยู่บนถนน 60% ของปริมาณรถยนต์ที่ควรจะมี หรือเท่ากับ 3.5 ล้านคัน และได้พื้นที่คืนจากที่จอดรถคิดเป็นพื้นที่มากถึง 275 เท่าของสวนลุมพินี

นอกจากนี้ยังกระทบต่อต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะร้อยละ 80 ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดจากการเดินทาง ทำให้คนที่อาศัยต้องเผชิญกับปัญหามลพิษ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ จะมองข้ามได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาของการใช้รถที่ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นบริการรถร่วมเดินทางหรืออูเบอร์จึงเป็นทางออกของการแก้ปัญหา ที่จะช่วยลดมลพิษและต้นทุนทางเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ดี จากการสำรวจถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนเมื่อมีการนำแนวคิดและบริการร่วมเดินทางมาใช้อย่างกว้างขวางขึ้น พบว่าต้องใช้ 2 มาตรการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการจราจรให้ดีขึ้น นั่นคือการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันกับการใช้บริการร่วมเดินทาง ส่วนกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ของเมืองไทย การแก้ปัญหาความแออัดของการจราจร หรือการปลดล็อกเมืองคือ รถยนต์หนึ่งคันสามารถรับคนมากกว่าหนึ่งคนร่วมเดินทางไปด้วยกันเพียงแค่นี้ก็ช่วยลดจำนวนรถบนถนนให้น้อยลง

ด้าน ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการชำนาญการขนส่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะที่ปรึกษาโครงการปฏิรูประบบขนส่งทางบก กล่าวว่า ตามหลักทั่วไปแล้ว การแก้ปัญหาจราจรที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีและการแบ่งปันข้อมูลการเดินทางเข้ามาเป็นตัวหลอมรวมเข้าด้วยกัน ดังนั้นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ รถไฟฟ้าจำเป็นต้องทำพร้อมไปกับการพัฒนาระบบร่วมเดินทาง (ride sharing) ควบคู่ไปด้วย ดังนั้นผลการศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบแท็กซี่ที่จะออกมาในกลางปี 61 มีโอกาสที่จะนำเสนอให้แก้กฎหมายขนส่งเพื่อสนับสนุนระบบร่วมเดินทางควบคู่ไปกับการปรับขึ้นค่าแท็กซี่อีกด้วย

ส่วน ศุภกร สิทธิไชย ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ สำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า ปัญหาการจราจรและการเดินทาง ถือเป็นปัญหาร่วมของชุมชนเมืองในหลายประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไข และพัฒนาเมืองให้ผู้อยู่อาศัยได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกมิติ โดยมีบางส่วนได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น ขอนแก่น ภูเก็ต และเชียงใหม่ เป็นต้น เบื้องต้นรัฐบาลจัดทำโครงการนำร่องไปแล้วเช่น สมาร์ทซิตี้ที่ผลักดัน ให้เกิดเครือข่าย สร้างเป็นแพลตฟอร์ม เพื่อรวบรวมผู้ให้บริการเทคโนโลยี ผู้บริหารเมือง และที่เกี่ยวข้องเข้ามาหารือกันเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม



แม้ว่าปัญหาการจราจรติดขัดคงไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่มองไปในระยะข้างหน้า หากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการพัฒนาระบบการขนส่งสาธารณะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ก็น่าจะช่วยให้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ บรรเทาลง อีกทั้งจากการลงทุนดังกล่าวยังจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon