“ต้านโกง” บลจ.รวมพลังจัดตั้งกองทุนแห่งแรกของโลก

posted: 1 year ago
“ต้านโกง” บลจ.รวมพลังจัดตั้งกองทุนแห่งแรกของโลก

comments

เมื่อสภาธุรกิจตลาดทุนไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุนโดยสมาชิกคือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 15 บริษัท ร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อคนไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และเช้นจ์ เวนเจอร์ ประกาศเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง “กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุนกลุ่มในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการกำกับกิจการที่ดีและมีการต่อต้านคอรัปชั่น เพื่อเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาระบบธรรมาภิบาล โดยจะร่วมกันกำหนดหุ้นที่มีคุณสมบัติที่เข้าเกณฑ์มาอยู่ในตะกร้าหุ้นกลุ่มเดียวกัน



ในเบื้องต้น 15 บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) ได้ทำการหารือร่วมกันในการจัดตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย ซึ่งเตรียมจัดตั้งกองทุนรวมหุ้นที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีธรรมาภิบาลส่งเสริมการทำธุรกิจที่คำนึงถึงการดูแลสังคมสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยได้มีการหารือกันภายในถึงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกตัวหุ้นที่จะลงทุนและจำนวนหุ้นใน Universe หรือในตะกร้าที่เหมาะสม

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 15 บริษัท ร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อคนไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และเช้นจ์ เวนเจอร์ ประกาศเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง “กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย"
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 15 บริษัท ร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อคนไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และเช้นจ์ เวนเจอร์ ประกาศเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง “กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย” (ขอบคุณภาพจากมูลนิธิเพื่อไทย)

โดย 15 บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) เห็นชอบเตรียมจัดตั้งกองทุนดังกล่าวขึ้นมาแห่งละ 1 กองทุน แล้วใช้เกณฑ์การคัดเลือกหุ้นที่คล้ายคลึงกัน โดยพิจารณาแนวทางบริหารการจัดตั้งกองทุนได้ทั้งแบบ Active Fund หรือ Passive Fund หรือแม้แต่ ETF ที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่มีธรรมาภิบาล

นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี (ขวา) เป็นประธานงานและ นางวรวรรณ ธาราภูมิ (ซ้าย) ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการพัฒนาโครงการกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (ขอบคุณภาพจากมูลนิธิเพื่อไทย)
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี (ขวา) เป็นประธานงานและ นางวรวรรณ ธาราภูมิ (ซ้าย) ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการพัฒนาโครงการกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (ขอบคุณภาพจากมูลนิธิเพื่อไทย)

อย่างไรก็ดี ตัวช่วยคัดกรองด่านแรก จะเป็นการใช้รายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่ผ่านการประเมินด้านธรรมาภิบาลจาก IOD (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies 2016) ที่มี CG Rating ตั้งแต่ระดับ 4 ดาวขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 455 บริษัท มาพิจารณารวมกับรายชื่อบริษัทจดทะเบียน ที่ได้รับการรับรองจาก CAC (Thai IOD) ซึ่งมีอยู่ราว 20 บริษัท และบริษัทที่อยู่ใน THSI (Thailand Sustainable list) ซึ่งเป็นหุ้นยั่งยืน จำนวน 51 บริษัท มาพิจารณาประกอบในขั้นแรกนี้

กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทยคาดว่าจะเริ่มเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชนได้ในช่วงครึ่งปีนี้ โดยจะแบ่งรายได้จากค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนที่บลจ.จะได้รับประมาณ 40% เพื่อไปสนับสนุนองค์กร หรือว่าโครงการที่มีแนวคิดในการเสริมสร้างธรรมาภิบาล และต่อต้านคอรัปชั่น ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับความเสียหายของประเทศจากการทุจริตคอรัปชั่นที่มีมูลค่าสูงหลักแสนล้านบาท

โดยผลที่คาดว่าจะได้รับจากการจัดตั้ง“กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย” มีดังนี้
1. เป็นแรงจูงใจให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องมีการบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาลและตระหนักในความรับผิดชอบต่อสังคม
2. เกิดค่านิยมและวัฒนธรรมการทำการค้าที่ซื่อสัตย์ ไม่ร่วมมือกับคนโกงและไม่ยอมให้ใครโกง
3. เป็นแหล่งทุนสนับสนุนการดำเนินงานของภาคประชาสังคม ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างเข้มแข็ง ต่อเนื่อง และเป็นอิสระ
4. เป็นการยกระดับตลาดหุ้นไทยในเรื่องธรรมาภิบาล และเรื่องการทำหน้าที่ที่ดีของผู้ลงทุนสถาบันในการกำกับดูแลกิจการที่กองทุนนำเงินไปลงทุนระยะยาว ซึ่งจะทำให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืนในการลงทุน

ทั้งนี้ 15 บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) ที่เข้าร่วมการจัดกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทยมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการกว่า 93 % ของทรัพย์สินทั้งหมดของอุตสาหกรรมบลจ. ซึ่งถือเป็นนิติหมายที่เรียกได้ว่า ไม่มีที่อื่นในโลกที่ทำอย่างนี้ขึ้นมาได้

สำหรับรายชื่อ 15 บลจ. จากทั้งหมด 22 บลจ. ที่ประกาศจะจัดตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย ประกอบด้วย 1. บลจ.กรุงไทย 2. บลจ.กรุงศรี 3. บลจ.กสิกรไทย 4. บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล 5. บลจ.ทหารไทย 6. บลจ.ทาลิส 7. บลจ.ทิสโก้ 8. บลจ. ไทยพาณิชย์ 9. บลจ.บัวหลวง 10. บลจ.บางกอกแคปปิตอล 11. บลจ.ภัทร 12. บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) 13. บลจ.วรรณ 14. บลจ.เอ็มเอฟซี 15. บลจ.แอสเซท พลัส



อย่างไรก็ตาม กองทุนประเภทดังกล่าวได้มีการจัดตั้งกันมาบ้างแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการหารือจัดตั้ง “กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย” อย่างเป็นทางการในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งก็มีหลายบลจ.ที่ประกาศความชัดเจนว่าจะลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี ได้แก่

บลจ. บัวหลวง ที่มีความคิดริเริ่มในการในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ที่มีกองทุนซึ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจอย่างยั่งยืนมากที่สุด ประกอบด้วย 3 กองทุน ได้แก่ 1.กองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND) มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมใน 4 ด้าน ดังนี้ 1.สิ่งแวดล้อม (Environment) 2.สังคม (Social) 3.ธรรมาภิบาล (Good Governance) และ 4.การต่อต้านคอร์รัปชั่น (Anti-Corruption) หรือเรียกอย่างย่อว่า ESCG เพื่อแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวที่ยั่งยืน ซึ่งบริษัทที่ลงทุนนอกจากจะเป็นกิจการที่มีปัจจัยพื้นฐานดีแล้ว ยังจะต้องเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญกับการรับผิดชอบต่อสังคมทั้ง 4 ด้านด้วย นอกจากนี้ กองทุนยังมีการแบ่งเงินค่าบริหารจัดการกองทุน หรือ Management fee นำไปบริจาคให้แก่โครงการหรือองค์กรที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยจะมีคณะกรรมการในการพิจารณาโครงการหรือองค์กรที่จะได้รับเงินบริจาค

2. กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Active Management ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom up และเป็นหุ้นที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี พิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring อีกทั้งต้องมีมูลค่าตามราคาตลาดสูง หรือมีสภาพคล่องตัวสูงอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

3. กองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาลเพื่อการเสี้ยงชีพ (BSIRIRMF) มีนโยบายการลงทุนเหมือนกับกองทุนเปิดบัวหลวงสิริผลบรรษัทภิบาล (BSIRICG) แต่สร้างทางเลือกในการลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ซึ่งยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย

บลจ.วรรณ จัดตั้งกองทุนวรรณ แอนไท คอรัปชั่น (ONE-ACT) มีนโยบายที่จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนในตราสารแห่งทุน ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารแห่งหนี้ และ/หรือเงินฝากของบริษัทที่มีแนวโน้มหรือปัจจัยพื้นฐานดีและดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งผ่านเกณฑ์การพิจารณาหรือดัชนีชี้วัดในด้านการกำกับดูแล

บลจ.ทิสโก้ จัดตั้งกองทุนทิสโก้ ESG เพื่อสังคม (TISESG-S) มีนโยบายลงทุนในบริษัทที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมใน 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและประกาศโดยสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ

บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) มีด้วยกัน 2 กองทุนได้แก่ 1.กองทุนบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว (CG-LTF) เป็นที่ที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะลงทุนใน “หุ้นที่มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี” ตามกรอบการจัดเกณฑ์ของหน่วยงานต่างๆ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ บริษัท ไทยเรทติ้งแอนด์อินฟอร์เมชั่นเซอร์วิส (TRIS) สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) เป็นต้น โดยกรอบการจัดเกณฑ์ของหน่วยงานต่างๆ จะมีสาระสำคัญในการพิจารณาในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส หรือความรับผิดชอบ ของกรรมการ หรือการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันต่อผู้ถือหุ้น หรือบทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย หรือสิทธิของ ผู้ถือหุ้น เป็นต้น

2. กองทุนเปิดบรรษัทภิบาลเพื่อการเลี้ยงชีพ (CGRMF) มีนโยบายที่จะเน้นการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีระบบธรรมาภิบาลที่ดีตามกรอบการจัดเกณฑ์บรรษัทภิบาล (CG Scoring) ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หรือหน่วยงานอื่นใดที่เป็นที่ยอมรับ ที่มีการจัดเกณฑ์บรรษัทภิบาล ซึ่งกรอบการจัดเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวจะพิจารณาสาระสำคัญ เช่น การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส หรือความรับผิดชอบของกรรมการ หรือ การปฏิบัติที่เท่าเทียมกันต่อผู้ถือหุ้น หรือบทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย หรือสิทธิของผู้ถือหุ้น เป็นต้น โดยในการพิจารณาระบบธรรมาภิบาลที่ดี กองทุนจะพิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ในอันดับ 3 ขึ้นไป

การจัดตั้ง “กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย” ขึ้นมาในครั้งนี้ เพื่อต่อต้านและไม่สนับสนุนการคอรัปชั่น ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการลงทุนทางสังคมแบบใหม่ และเป็นกองทุนแรกของโลกที่มาจากความร่วมมือกันกับทุกภาคส่วน โดยเชื่อมั่นว่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีในระยะยาว ย่อมมาจากกิจการที่มีธรรมาภิบาลที่ดีด้วย


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon