ก่อนจะใช้ยาพาราเซตามอลควรรู้อะไรบ้าง

posted: 1 year ago
ก่อนจะใช้ยาพาราเซตามอลควรรู้อะไรบ้าง

comments

ยาพาราเซตามอล (paracetamol) เป็นยาที่มีฤทธิ์แก้ปวดลดไข้ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถใช้ได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ รวมถึงปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์  แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าถ้ารับประทานยามากเกินไปจะทำให้เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเราบ้าง วันนี้ Rabbit Daily ได้นำข้อมูลดี ๆ มาบอกกล่าวกันคะ 



รับประทานยาพาราเซตามอลอย่างไร

ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมคือ 10 – 15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยรับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการ ดังนั้นการรับประทานยาจึงควรให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัวเช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ควรรับประทานเท่ากับ 500 – 750 มิลลิกรัม ก็คือพาราเซมอล 500 มิลลิกรัม จำนวน 1 เม็ดนั่นเอง ส่วนเด็กไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 5 วัน ผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 10 วันผู้ที่เป็นไข้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3 วัน


การรับประทานยาพาราเซตามอลมากเกินไป (overdose) จะเกิดอะไรขึ้น

การได้รับยามากเกินไป ไม่ได้ช่วยให้ได้ผลการรักษามากขึ้น แต่กลับเป็นการทำให้ร่างกายได้รับสารพิษมากขึ้น สำหรับยาพาราเซตามอลหากได้รับเกินขนาด (150 มก./กก. ของน้ำหนักตัว ภายในครั้งเดียว หรือรับประทานต่อเนื่องเกิน 150 มก./กก.ของน้ำหนักตัว ภายใน 1-2 วัน หรือ เกิน 100 มก./กก.ของน้ำหนักตัว ภายใน 3วัน) อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง ความดันลดลง หรือในบางรายที่กินเกินขนาดมากๆ อาจส่งผลให้การทำงานของตับและไตเสียได้


ข้อควรระวังในการใช้ยา

• ผู้ป่วยโรคตับไม่ควรใช้ยา
• ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ อาจเกิดพิษต่อตับจากยาได้มากขึ้น
• ผู้ที่แพ้ยาพาราเซตามอลเกิดผื่น คัน แดง หรือมีไข้ ควรหยุดใช้ยาทันทีและรีบไปพบแพทย์


ยาพาราเซตามอลที่มีจำหน่ายในประเทศไทย

ในประเทศไทยมียาพาราเซตามอลหลากหลายยี่ห้อ มีทั้งยาน้ำสำหรับเด็ก ยาเม็ด และยาเม็ดรวมแก้ไข้หวัดที่มีตัวยาพาราเซตามอลผสมอยู่ เนื่องจากเป็นยาที่ผู้คนหาซื้อได้ง่าย และส่วนมากมักซื้อทานเอง จึงควรทำความรู้จักยาเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสม และไม่ให้เกิดการรับประทานซ้ำซ้อน ซึ่งรายการมีดังแสดงต่อไปนี้

ยาน้ำสำหรับเด็ก มีความเข้มข้นต่างๆ ดังนี้

• แบบหยด มีตัวยา 60 มก./0.6 มล. หรือ 80 มก./0.8 มล. เหมาะกับเด็กอ่อนน้ำหนักตัวไม่ถึง 10 กก.(อายุไม่ถึง 1 ปี)
• แบบยาน้ำเชื่อม มีตัวยา 120, 125 มก./ช้อนชา เหมาะกับเด็กน้ำหนักตัว 12 – 15 กก. (อายุน้อยกว่า 2 ปี)
• แบบยาน้ำเชื่อม มีตัวยา 160 มก./ช้อนชา เหมาะกับเด็กน้ำหนักตัว 16 – 24 กก. (อายุประมาณ 3-7ปี)
• แบบยาน้ำเชื่อม มีตัวยา 250 มก./ช้อนชา เหมาะกับเด็กน้ำหนักตัว 25-40 กก. (อายุประมาณ 8-10ปี)
**ทั้งนี้ให้คิดตามน้ำหนักตัวของเด็กแต่ละคน เพราะบางทีเด็กที่อายุน้อย อาจน้ำหนักตัวมาก ซึ่งการกินยาในความเข้มข้นน้อยเพียง 1 ช้อนชา อาจไม่สารมารถรักษาอาการได้ดังนั้นให้คำนวณขนาดยาให้ได้ประมาณ 10 – 15 มก./กก. ของน้ำหนักตัวเด็ก

ยาเม็ดสำหรับผู้ใหญ่ และเด็กที่สามารถทานยาเม็ดได้และมีน้ำหนักตัว 40 กก. ขึ้นไป มีความเข้มข้นต่างๆ ดังนี้

• ยาเม็ดขนาด 325 มก./เม็ด จำนวนเม็ดที่รับประทานให้คำนวณตามน้ำหนักตัว โดยให้ 10 – 15 มก./กก.
• ยาเม็ดขนาด 500 มก./เม็ด จำนวนเม็ดที่รับประทานให้คำนวณตามน้ำหนักตัว โดยให้ 10 – 15 มก./กก.
• ยาเม็ดขนาด 650 มก./เม็ด เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยาว 8 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นให้ทานทุก 8 ชั่วโมง โดยจำนวนเม็ดที่รับประทานให้คำนวณตามน้ำหนักตัว โดยให้ 10 – 15 มก./กก.



ปัญหาที่พบได้จากการใช้ยา

• ลืมรับทานยาต้องทำอย่างไร
ให้ทานทันทีที่นึกได้ และทานเม็ดต่อไปหลังจากนั้น 4 – 6 ชั่วโมง โดยไม่ต้องทานทีเดียว 2 เท่าเพื่อชดเชยที่ลืม
• ได้รับยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม

ตัวอย่างที่ 1 : ผู้ปกครองมีลูก 2 คน อายุ 4ปี และ 9ปี ทั้ง 2คน มีอาการปวดหัว ตัวร้อนพร้อมๆกัน จึงซื้อยาน้ำพาราเซตามอลสีชมพูมา 1 ขวด โดยให้ลูกทั้ง 2 คนทานในปริมาณ 1 ช้อนชาเท่ากัน

จากตัวอย่างนี้ยาน้ำพาราเซตามอลสีชมพู (รสสตรอเบอร์รี่) มีตัวยาพาราเซตามอล 250 มก./ช้อนชา การให้ยานี้แก้เด็ก 4 ปี จะทำให้เด็กได้ยาในปริมาณที่มากเกินไปและหากรับประทานติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้เกิดพิษต่อตับของเด็กได้

ตัวอย่างที่ 2: หมอจ่ายยายาน้ำพาราเซตามอลเป็นรสส้ม แต่ลูกไม่ชอบรสชาติ จึงไปซื้อเองที่ร้านยาเป็นรสสตรอเบอรี่
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าลักษณะยาเหมือนกัน แต่ปริมาณยาในแต่ละสูตรไม่เท่ากัน โดยยาน้ำพาราเซตามอลรสสตรอเบอร์รี่มีตัวยาพาราเซตามอล 250 มก./ช้อนชาส่วนยาน้ำพาราเซตามอลรสส้มมีตัวยาพาราเซตามอล 120มก./ช้อนชา ดังนั้นการทานในปริมาณเท่ากัน เด็กก็ได้รับปริมาณของตัวยาไม่เท่ากัน

• ทานยาซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว
มักเกิดเมื่อผู้ป่วยซื้อยาแก้ไข้หวัดแบบเม็ดรวม เช่น Decolgen®หรือ Tiffy®มาทาน และทานพาราเซตามอลร่วมด้วย โดยที่ไม่รู้ว่าในยาเม็ดรวมนั้นก็มียาพาราเซตามอลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงทำให้ผู้ป่วยได้รับยามากเกินความจำเป็น และอาจเพิ่มโอกาสเกิดพิษจากการใช้ยาได้


หลังจากรู้จักยาพาราเซตามอลทั้งหมดแล้ว เราควรเลือกใช้ยาให้ถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ยา “โรคหาย พิษภัยไม่มี” นะคะ


ขอบคุณข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon