ก่อนลงทุนตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ต้องรู้อะไรบ้าง

posted: 1 year ago
ก่อนลงทุนตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ต้องรู้อะไรบ้าง

comments

ปัจจุบันการลงทุนมีหลากหลายรูปแบบให้นักลงทุนได้เลือกสรรกันอย่างมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ได้เป็นกอบเป็นกำ และการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักลงทุนได้ ซึ่งขณะนี้การลงทุนดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่อาจจะยังสงสัยว่า ตลาดเกิดใหม่คืออะไร มีประเทศอะไรบ้าง แล้วเขาไปลงที่ไหนกันบ้าง วันนี้ Rabbit Daily จะพาไปทำความเข้าใจ ก่อนที่จะก้าวเข้าไปลงทุน



ตลาดเกิดใหม่คืออะไร


ตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets คือตลาดที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนา ส่วนใหญ่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะสูง ที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า 1.5 หมื่นดอลลาร์ โดยมีการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีจำนวนประชากรราวร้อยละ 80 ของประชากรทั่วโลก และมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน


ตลาดเกิดใหม่มีประเทศอะไรบ้าง

ตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามภูมิภาค คือ

• ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (Emerging Asia) เช่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวันและไทย
• ตลาดเกิดใหม่ในละตินอเมริกา (Emerging Latin) เช่น บราซิล ชิลี อาร์เจนตินาและเม็กซิโก
• ตลาดเกิดใหม่ในยุโรปตะวันออก (Emerging Eastern Europe) เช่น สาธารณรัฐเชก ฮังการี โปแลนด์และรัสเซีย
• ตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง/แอฟริกา (Emerging Middle East/Africa) เช่น แอฟริกาใต้ อียิปต์ ไนจีเรีย และลิเบีย



ความน่าสนใจในตลาดเกิดใหม่

การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets สิ่งที่จะช่วยให้ขับเคลื่อนการเติบโตในประเทศตลาดเกิดใหม่ มาจากการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศโลกตะวันออก และธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้นในแถบแนวพื้นที่การค้าใหม่ ที่ช่วยเชื่อมเศรษฐกิจระหว่างเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกาเข้าไว้ด้วยกัน

อย่างไรก็ดี ประเทศจีนถือว่า เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีความสดใสมากที่สุดในแถบเอเชีย เนื่องจากว่า มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ ขณะที่ประเทศอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเอเชียที่รองมาจากจีนและญี่ปุ่น ขณะเดียวกันเมื่อจีนและอินเดียรวมเข้าด้วยกันทำให้ช่วยส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจในเอเชียให้มีขนาดที่ใหญ่ในแถบเอเชียมีสัดส่วนเศรษฐกิจขนาดใหญ่ขึ้น


IMF เผยตลาดเกิดใหม่ปีนี้โตอีก 4%

ขอบคุณภาพ www.js100.com
ขอบคุณภาพ www.js100.com

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ในปี 2560 นี้ เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะเติบโตอยู่ที่ 4.0% ซึ่งสัดส่วนหลักจะมาจากการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วจะเติบโตเพียง 1.9% ประกอบกับความน่าสนใจของตลาดเกิดใหม่ยังมาจากประชากรที่มีจำนวนมาก โดยเฉพาะวัยทำงานและประชากรเมืองที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีการบริโภคสูงและมีการเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมด้านไอทีที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น เหล่านี้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ นอกจากนี้ ราคาหุ้นในตลาดเกิดใหม่ ปัจจุบันยังซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว


เดือนมี.ค. 60 นักลงทุนแห่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมาว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปิดที่ 1,575.11 จุด เพิ่มขึ้น 2.08% จากสิ้นปี 2559 จากการไหลเข้าของเงินทุนใน emerging market ทั่วเอเชีย โดยผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 6,371 ล้านบาท


ทั้งนี้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังคงมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ การเริ่มกำหนดแผนการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษและการปรับลดประมาณการของการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนลงสู่ระดับ 6.5% รวมถึงความไม่ชัดเจนจากผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ


กสิกรไทยลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด
นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด

นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงมุมมองการลงทุนในปี 2560 นี้ว่า หุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง โดยปัจจัยหนุนมาจากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยมุมมองในอีก 5 ปีข้างหน้า


ล่าสุดบริษัทฯ เปิดเสนอขายกองทุนเปิดเค ซีเล็คทีฟ อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ หุ้นทุน (K-SEMQ) โดยมีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก Templeton Emerging Markets Fund, Class I (acc) USD ซึ่งจะเน้นลงทุนในหุ้นหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมของประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน แอฟริกาใต้ อินเดีย บราซิล รัสเซีย ฯลฯ โดยปัจจุบันจะให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีและการบริโภคภายในประเทศซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงในประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศตลาดเกิดใหม่ อาทิ หุ้นไอที สินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งนี้กองทุนหลักจะใช้กระบวนการลงทุนแบบ Bottom-up ที่เน้นลงทุนในหุ้นคุณค่า (Value Stock) โดยพิจารณาคัดเลือกหุ้นที่มีราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง และเน้นการถือครองหุ้นในระยะยาวเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากการเติบโตของหุ้นตลาดเกิดใหม่


ทิสโก้แนะลงทุนหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่

นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) จะกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง จึงตัดสินใจออก “กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต” (TISCO Global Emerging Market: TISCOGEM) กองทุนซึ่งมีนโยบายกระจายการลงทุนในกลุ่ม Emerging Market เพื่อเปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนจากกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง

นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ถือว่า Underperform เมื่อ เทียบกับตลาดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Market) จากความกังวลในเรื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่งผลต่อการไหลออกของเงินทุน


อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เริ่มมีเงินลงทุนไหลกลับ เนื่องจากความกังวลต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ P/E ของตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Market ถือว่าอยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบ กับ P/E ของตลาดหุ้นในกลุ่ม Developed Market โดย P/E ของตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Market อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 14 เท่า ในขณะที่ P/E ของตลาดหุ้น Developed Market อย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่เกือบ 18 เท่า ตลาดหุ้นยุโรปอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และตลาดหุ้นญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 14-15 เท่า ขณะเดียวกันกลุ่ม Emerging Market ยังถือได้ว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตสูง โดยมี GDP เติบโตเฉลี่ย 4-5% สูงกว่าการเติบโตของกลุ่ม Developed Market อย่างมาก จึงนับเป็นโอกาสที่จะซื้อสะสมเพื่อการกระจายการลงทุน


ทุกการลงทุนไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศย่อมมีความเสี่ยงเสมอ ดังนั้นเมื่อจะก้าวเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market อย่าลืมที่จะศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจทุกครั้ง


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon