5 สาเหตุว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึง "ทำงานหนักจนตาย"

posted: 2 years ago
6,153 views
5 สาเหตุว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึง "ทำงานหนักจนตาย"

comments

คนญี่ปุ่น

คำว่า “ทำงานหนักจนตาย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทำงานหนักจนวันตาย แต่หมายถึงการตายที่มีสาเหตุมาจาการทำงานหนัก ปัจจุบันกลายเป็นโรคที่ถูกบัญญัติในชื่อ “คาโรชิ” แปลตรงตัวคือการเสียชีวิตจากการทำงานมากเกินไป โดยมีชื่อโรคเป็นภาษาญี่ปุ่นเนื่องจากมีกรณีเช่นนี้พบมากในคนญี่ปุ่นนั่นเอง

ทั่วโลกคงจะคุ้นเคยกับภาพชายชาวญี่ปุ่นวัยกลางคนใส่สูทผูกเนคไทไปทำงานหามรุ่งหามค่ำกลับบ้านดึกดื่นเป็นประจำ พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจที่มีส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก การที่คนญี่ปุ่นยอมอุทิศชีวิตเพื่อหน้าที่การงานได้มากขนาดนี้ก็เนื่องมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เราลองมาปลอกเปลือกจิตใจของเหล่า Salaryman หรือเหล่าพนักงานกินเงินเดือนของญี่ปุ่นกัน ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขายอมทำงานหนักกันได้ขนาดนี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ: สาเหตุที่การทำงานวันละ 5 ชั่วโมงก็ทำให้บริษัทดีขึ้นได้ภาพสะท้อนและเสียดสีสังคมญี่ปุ่นโดย Tetsuya Ishidaกระจ่างปิ๊ง! ทำไมญี่ปุ่นถึงได้นิยมสร้างตัวมาสคอตกันนะ?

Viriyah Insurance

1. สงครามโลกครั้งที่ 2

คนญี่ปุ่นมีจิตสำนึกร่วมและให้ความสำคัญกับส่วนรวมมาตั้งแต่ในอดีต ความสูญเสียจากการพ่ายแพ้สงครามได้สร้างบาดแผลลึกในใจชาวญี่ปุ่นสมัยนั้น แต่พวกเขาก็ได้ถมทับความสิ้นหวังด้วยความเพียรพยายาม ซึ่งในช่วงเวลาหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่  2 นี้เอง ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของค่านิยมการทำงานหนัก ระบบบริษัทกลายเป็นตัวชี้วัดความทุ่มเทของคนญี่ปุ่น เห็นได้จากการทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นแทบทุกวัน

คนญี่ปุ่น
อนุสรณ์สันติภาพฮิโระชิมะ

คนญี่ปุ่นในสมัยนั้นไม่ได้ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่ยอมทำงานหนักเพื่อกู้คืนศักดิ์ศรีและสร้างชาติขึ้นมาใหม่ให้เจริญก้าวหน้า ความพยายามเหล่านั้นได้นำไปสู่จุดเริ่มต้นของค่านิยมการทำงานหนัก(มาก)ในเวลาต่อมา ซึ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากจิตสำนึกในความรักชาติของคนญี่ปุ่นในสมัยนั้น ที่มุ่งเน้นทำเพื่อส่วนรวมมากกว่านั่นเอง

2. ส่วนรวมสำคัญกว่าปัจเจก

ค่านิยมที่ยังมีให้เห็นเด่นชัดอยู่ในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน ความเข้มแข็งของสังคมญี่ปุ่นยังคงมีอำนาจเหนือปัจเจก ดังจะเห็นได้จากการไม่กล้าพูดหรือแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองคิด คนญี่ปุ่นเลือกที่จะปฏิบัติตัวให้กลมกลืนกับคนส่วนมากเพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากกว่าจะเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่าง กล่าวคือ เป็นการปล่อยให้สังคมเป็นตัวกำหนดตัวตนมากกว่าจะเป็นตัวเองที่ผิดแผกแตกต่างไปจากคนส่วนมากนั่นเอง ซึ่งนอกจากการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ค่านิยมนี้ก็ยังถูกใช้ในชีวิตการทำงานอีกด้วย

คนญี่ปุ่น
ผู้คนรอขึ้นไฟในประเทศญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นมักจะทำงานที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งไปจนเกษียณอายุโดยไม่เปลี่ยนบริษัท และจะผูกชีวิตไว้กับองค์กรนั้น ความสำเร็จขององค์กรถือเป็นความสำเร็จของตัวเองด้วย แม้จะไม่ได้มีจิตสำนึกทำเพื่อชาติรุนแรงเหมือนแต่ก่อน แต่คนญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ยังคงทุ่มเทอย่างมากเพื่อองค์กร อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ก็ดูจะเบาบางลงกว่าแต่ก่อนมาก นอกจากนี้คนญีปุ่นยังสามารถทำงานเป็นทีมเวิร์คได้ดีมาก เนื่องจากค่านิยมในการทำเพื่อส่วนรวม พวกเขาจึงสามารถกดตัวเองลงมาเป็นหน่วยหนึ่งขององค์กรได้อย่างกลมกลืนนั่นเอง

3. ลักษณะนิสัยพื้นฐาน

สืบเนื่องจากค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวมมาเป็นอันดับหนึ่ง ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ตามมา คนญีปุ่นจึงจริงจังและทุ่มเทเต็มที่เสมอไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม โดยค่านิยมดังกล่าวจะถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก แต่จะเห็นได้ชัดจากกิจกรรมของชมรมในโรงเรียนมัธยม ซึ่งมีระเบียบวินัยและระบบอาวุโสที่เข้มข้นไม่แพ้สังคมการทำงาน จนกลายเป็นพื้นฐานของลักษณะนิสัยเมื่อเข้าสู่วัยทำงานด้วย

คนญี่ปุ่น
แตกต่างเหมือนกัน

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุเชิงวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของกรุ๊ปเลือด โดยคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีกรุ๊ปเลือดเอ ซึ่งมักเป็นคนเจ้าระเบียบ เข้มงวด และวินัยจัดมาก ดังนั้น การที่คนญี่ปุ่นทำงานหนักไม่ได้แปลว่าเป็นพวกบ้างานเสมอไป แต่เป็นเพราะคนญี่ปุ่นจริงจังกับทุกสิ่งแม้แต่เรื่องงานต่างหาก เพียงแค่เราเห็นลักษณะข้อนี้ได้ชัดผ่านการทำงานของคนญี่ปุ่นเท่านั้นเอง

Dhiphaya Insurance

4. ค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่

ข้อนี้คล้ายกับบ้านเราที่ผู้ชายเป็นเสมือนช้างเท้าหน้าหาเลี้ยงครอบครัว ผู้หญิงเป็นแม่บ้านคอยจัดการดูแลเรื่องอื่นๆ ทั้งงานบ้านและดูแลลูก ลองนึกภาพครอบครัวของโนะฮาร่า ชินโนะสุเกะ หรือชินจังจอมแก่นดู นั่นแหละถือเป็นแบบอย่างครอบครัวญี่ปุ่นที่สะท้อนค่านิยมนี้ได้เป็นอย่างดี จะผิดไปจากความเป็นจริงก็แค่ฝ่ายหญิงไม่ได้เป็นผู้คุมบังเหียนของบ้านเหมือนมิซาเอะก็เท่านั้น

คนญี่ปุ่น
ทำงานหนักไปก็พักบ้างนะ

ความกดดันที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวทำให้สามีต้องทำงานหนัก แม้จะต้องหามรุ่งหามค่ำจนแทบจะไม่ได้เจอหน้าลูกเลยก็ตาม ซึ่งปัญหานี้ก็นำไปสู่ปัญหาช่องว่างระหว่างพ่อและลูกในครอบครัวอีกทอดหนึ่ง แต่ในยุคหลังๆ มานี้ ค่านิยมดังกล่าวก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปตามกระแสโลก ที่ผู้หญิงมีสิทธิ์มีเสียงได้เท่าผู้ชาย ไม่จำเป็นต้องแต่งงานเพื่อไปเป็นแม่บ้านเหมือนกับธรรมเนียมของญี่ปุ่นในอดีต

5. หางานยาก

ข้อนี้เป็นสาเหตุยอดนิยมที่สามารถพบเจอได้ทั่วทุกหัวระแหงในโลก แม้ญี่ปุ่นจะมีอัตราการาว่างงานที่ต่ำ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะหางานกันได้ง่ายๆ แค่การเปลี่ยนงานก็มีส่วนทำให้เครดิตเสียได้ คนญี่ปุ่นเมื่อได้งานแล้วจึงต้องทุ่มเทให้กับงานมากๆ จนแทบจะกลายเป็นอุทิศชีวิตเพื่องานดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้ตกงานนั่นเอง ยิ่งในสังคมของมดงานเช่นประเทศญี่ปุ่นด้วยแล้ว คนที่ทำงานแบบขอไปทีจึงไม่มีที่ยืน นี่จึงกลายเป็นส่วนผลักดันให้คนญี่ปุ่นยิ่งทุ่มเทกับงานมากขึ้นไปอีก

คนญี่ปุ่น
วิ่งวุ่นหางานมาทั้งวัน ไม่ไหวแล้ว

แน่นอนว่าเบื้องหลังความสำเร็จยอมต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง แม้จะเป็นผลดีอยู่มากแก่ส่วนรวม แต่ก็ต้องดูแลตัวเองบ้าง ส่วนใครที่กำลังทำงานแบบขอไปทีนี่ก็ต้องพิจารณาตัวเองใหม่ ทุกอย่างมีความพอดีของมัน การรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่าทำงานจนมองข้ามปัญหาสุขภาพ และอย่าอู้งานให้มากจนไม่เหลือคุณค่าในตัวเอง ใช้ชีวิตให้สมดุลจะเป็นการดีที่สุด


avatar
by ด.ช.อไทย
มนุษย์

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon