คลังเล็งเก็บภาษีกองบอนด์ 15% บลจ.ขานรับงานนี้คุ้มหรือเสีย

posted: 1 year ago
คลังเล็งเก็บภาษีกองบอนด์ 15% บลจ.ขานรับงานนี้คุ้มหรือเสีย

comments

จากกรณีล่าสุดกระทรวงการคลังประกาศเตรียมจัดเก็บภาษี 15% จากผลตอบแทนที่เป็นเงินปันผลกองทุนตราสารหนี้ในรูปแบบเทอมฟันด์ (Term Fund) นั้น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. ส่วนใหญ่ต่างตบเท้าขานรับเห็นด้วยต่อมาตรการดังกล่าว เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและให้เกิดความเป็นธรรมแก่นักลงทุนมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวไม่มีการเสียภาษีจากผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ ซึ่งเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่น ๆ แล้ว นักลงทุนยังคงต้องเสียภาษี 15%



โดยนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน นางวรวรรณ ธาราภูมิ ได้ชี้แจงถึงมุมมองการเก็บภาษีกองทุนรวมตราสารหนี้แบบเทอมฟันด์ว่า ในการฝากเงิน เมื่อได้รับอัตราดอกเบี้ย ผู้ฝากจะต้องเสียภาษี ซึ่งธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% จากดอกเบี้ยที่ลูกค้าได้รับ แล้วธนาคารจึงนำเงินภาษีส่งสรรพากร เรียกว่าเมื่อใดมีรายได้ ก็ต้องจ่ายภาษีให้รัฐ

นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (ขอบคุณภาพจากเฟสบุค วรวรรณ ธาราภูมิ)
นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (ขอบคุณภาพจากเฟสบุค วรวรรณ ธาราภูมิ)

แต่สำหรับกองทุนรวม เมื่อกองทุนนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ / เงินฝาก เวลาได้อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และเมื่อกองทุนจ่ายเงินคืนให้แก่ลูกค้าในแบบที่เรียกว่า ลูกค้าขายคืนอัตโนมัติ (Auto-redemtion) ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย

ตรงนี้ไม่ได้ผิดกฏหมาย แต่เป็นช่องโหว่ที่สรรพากรไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้เลยตั้งแต่แรก และจำได้ว่ารัฐบาลตั้งแต่อดีตทุกรุ่นตั้งแต่มีอุตสาหกรรมกองทุนรวมมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็ไม่เคยมีแนวคิดว่าจะสนับสนุนกองทุนรวมด้วยการไม่เก็บภาษีตราสารหนี้ที่กองทุนรวมลงทุน
เรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เคยเตือนพวกเรามานานหลายปีแล้วว่าอุตสาหกรรมกองทุนรวมอาจจะไม่ได้เติบโตด้วยฝีมือหรือเปล่า และสรรพากรอาจมองได้ว่าเรากำลังเลี่ยงภาษี (อย่างถูกกฏหมาย) ซึ่งไม่ใช่เจตนารมย์ของรัฐบาล ต่างกับการที่รัฐเต็มใจสนับสนุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ RMF กับ LTF และกองทุนหุ้น ด้วยการผ่อนภาระทางภาษีในรูปแบบต่างๆ

Investment instruments

เมื่อธนาคารยังมีสภาพคล่องล้น หมายถึงมีเงินฝากเข้ามามากกว่าที่ปล่อยกู้ออกไป ในอดีตเมื่อยัง “ไม่มีกองทุนรวม” ธนาคารจึงนำเงินที่เหลือนี้ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและอื่นๆ เพื่อให้สามารถหารายได้มาเพียงพอกับการต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ฝาก ซึ่งธนาคารก็ต้องกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำๆ เพื่อจะได้ไม่ขาดทุนจากเงินฝากล้นแบงค์

Various type of financial and investment products in a trolley.

และเมื่อใดที่เศรษฐกิจดี ธุรกิจต่าง ๆ จะมีความต้องการสินเชื่อ ถึงตรงนั้นธนาคารย่อมต้องการเงินฝากมากๆ เพื่อเอาไปปล่อยกู้ ถ้าเศรษฐกิจเครื่องร้อนได้ที่ กู้กันเยอะตามสภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจ ธนาคารขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อให้ผู้มีเงินเหลือสนใจเอาเงินมาฝากกับธนาคาร

แต่หลายๆ ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเรายังไม่ถึงขั้นนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำๆ จึงอยู่กับเรามายาวนาน เพราะธุรกิจไม่ได้ต้องการสินเชื่อ ยังรอให้เศรษฐกิจไปได้ดีก่อน ธนาคารเลยไม่ได้ต้องการเงินฝากมากๆ เพราะเป็นต้นทุนที่เอาไปหารายได้จากการปล่อยสินเชื่อไม่ได้ ดอกเบี้ยก็เลยยังเตี้ยเรี่ยดินอยู่อย่างนี้

เมื่อมีกองทุนรวมตราสารหนี้มาเป็นทางเลือกให้ผู้ฝากเงิน และสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงิน ลูกค้าก็พอใจที่จะลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนมันนี่มาร์เก็ต เป็น Term Fund หรือจะเรียกชื่ออื่นใดก็ตาม

ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้กองทุนตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าฝากเงินก็คือ การที่ไม่มีการหักภาษีตราสารหนี้ที่กองทุนลงทุน แล้วที่อุตสาหกรรมของเราก็เติบโตขึ้นมากนั้น ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องภาษีนี้ด้วย

Magnifying glass and documents with analytics data lying on tabl

วันนี้กระทรวงการคลัง ต้องการให้กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้เสียภาษีเหมือนที่ฝากธนาคาร ทางอุตสาหกรรมกองทุนรวมจึงทำการวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย มีการเปรียบเทียบกับต่างประเทศ และแสดงผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ ฯลฯ ส่งให้กระทรวงคลังไปพิจารณาอย่างครบถ้วน

แต่เมื่อกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วยืนยันว่า ต้องการให้เสียภาษีเหมือนภาคส่วนอื่น เราก็ยอมรับ และกำลังหารือกับสรรพากร กับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อหาข้อสรุปถึงวิธีการที่ดีที่สุด ซึ่งสรรพากรพยายามหาหนทางที่ดีที่สุดอยู่ โดยที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุนไม่ได้ออกมาคัดค้านรุนแรงอย่างที่เป็นข่าว ทีนี้จะเริ่มมีผลเมื่อไหร่นั้น ยังกำหนดไม่ได้

“จุดยืนของอุตสาหกรรมกองทุนคือ เมื่อรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเราเป็นพิเศษในเรื่องไม่เสียภาษีดอกเบี้ยตราสารหนี้ และไม่ได้เป็นเจตนารมย์มาแต่ดั้งเดิม (ไม่เหมือนที่รัฐตั้งใจสนับสนุนกองทุน RMF, LTF, Provident Fund กองทุนตราสารทุน ฯลฯ ด้วยภาษีในรูปแบบต่างๆ) เราก็จะขอทำตัวเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่ดี ที่จะเสียภาษีให้รัฐนำไปพัฒนาบ้านเมืองต่อไป เพราะเราเข้าใจดีว่าทรัพยากรหรืองบประมาณรัฐเป็นสิ่งที่มีจำกัด หากภาษีที่รัฐจะได้เพิ่มจากเราจะมีส่วนช่วยพัฒนาบ้านเมืองได้ เราก็ยินดี”

Double exposure of businessman using the tablet with cityscape

มีการถามว่า แบบนี้จะทำให้อุตสาหกรรมกองทุนปั่นป่วน หดลงมากมายเป็นแสนล้านหรือเป็นล้านล้านบาทเลยหรือไม่ ขอตอบว่าถ้าเราเติบโตได้เพราะเพียงได้ประโยชน์จากการไม่จ่ายภาษีตราสารหนี้ มันก็หมายความว่าผู้จัดการกองทุนไร้ฝีมือในการลงทุนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็ให้เงินไหลคืนไปฝากธนาคารกันให้หมด

แต่ก็เชื่อว่าคนของเรามีฝีมือพอที่จะแสวงหาช่องทางลงทุนที่มีความเสี่ยงพอเหมาะกับผลตอบแทน และนั่นจะไม่ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่กลัวกัน นอกจากนี้ จะยิ่งทำให้อุตสาหกรรมของเราแข็งแกร่งด้วยตนเอง มีพัฒนาการที่ดีกว่าอดีตเกิดขึ้นอีกมาก



ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ชี้แจงกรณีเรื่องกองทุนตราสารหนี้เตรียมจัดเก็บภาษีที่ได้จากผลตอบแทนว่า แนวคิดดังกล่าวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เกิดความเป็นธรรมในระบบการจัดเก็บภาษีมากยิ่งขึ้น และจะทำให้ธุรกิจจัดการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โดยมิใช่เพียงการเติบโตโดยอาศัยประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนในตลาดทุนน่าจะเข้าใจและยอมรับได้ ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของกองทุนรวมในตราสารประเภทหุ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้กระบวนการและขั้นตอนในการจัดเก็บภาษีนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่มีการหารือกันในรายละเอียดระหว่างกระทรวงการคลัง ก.ล.ต. และภาคเอกชน เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยและเป็นธรรม


 แม้บลจ. ต่างออกมาขานรับนโยบายของรัฐบาลต่อการจัดเก็บภาษีกองทุนรวมตราสารหนี้ 15% แต่งานนี้ยังคงมีลุ้นว่า สิ่งที่รัฐบาลคิดและอยากทำนั้น จะเป็นไปในทิศทางไหนยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon