เป็นฟรีแลนซ์ ไม่ต้องกินมาม่า กับ 5 ข้อควรปฏิบัติทางการเงิน

posted: 1 year ago
เป็นฟรีแลนซ์ ไม่ต้องกินมาม่า กับ 5 ข้อควรปฏิบัติทางการเงิน

comments

เมื่อพูดถึงอาชีพฟรีแลนซ์แล้ว เรียกได้ว่าเป็นอาชีพยอดฮิตของคนยุคนี้เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าฟรีแลนซ์นั่น มีข้อดีมากมาย แต่ข้อเสียสำคัญก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะการเงิน ที่ทำให้การเป็นฟรีแลนซ์สะดุดได้บ่อยครั้ง!!

และวันนี้ เราก็ข้อปฏิบัติดีๆ มาฝากกัน รับรองได้เลยว่า อาชีพฟรีแลนซ์ของคุณจะไม่มีสะดุด แถมยังไม่ต้องมานั่งจน นั่งกินมาม่าอีกด้วย!


1.กำหนดยอดเงินที่ต้องใช้รายเดือนให้แน่นอน

จริงอยู่ที่การเป็นฟรีแลนซ์นั่น ทำให้คุณสามารถรับงานได้ตามเท่าที่ต้องการ นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดราคาการทำงานได้บ้าง บางคนขยันมาก ก็ย่อมได้เงินมากกว่าที่เคยทำงานประจำเสียอีก แต่ข้อเสียเรื่องความไม่แน่นอนในฟรีแลนซ์นี่เอง ที่ทำให้หลายคน บางเดือนใช้น้อย บางคนใช้มาก จนไม่มีระบบระเบียบในการใช้เงิน

จะดีกว่าไหม หากคุณลองกำหนดงบประมาณในแต่ละเดือนว่า ต้องการใช้เงินเท่าไหร่ ?  โดยหลักๆ ให้คำนวนจากการใช้จ่ายจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่ามือถือ ค่าเดินทางเผื่อไปพบลูกค้า ค่าอาหาร ฯลฯ จากนั้นก็ลองกำหนดคร่าวๆ ว่า ใน 1 เดือน คุณใช้จ่ายเงินไปเท่าไหร่

Cute businesswoman sitting at table

และถึงแม้จะหาเงินได้เกินจากที่กำหนดไว้ ก็ควรหักเข้าสัดส่วนเงินออม หรือกองทุนสำรองส่วนตัว เพราะบางครั้ง เงินที่ได้อาจจะล่าช้ากว่ากำหนด ถ้าโชคร้าย ดันเจอลูกค้าผู้น่ารัก ชิ่งเข้าให้ ก็อาจจะงานเข้าได้ นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงปริมาณงานในแต่ละเดือน ที่เข้ามาอย่างไม่สม่ำเสมอ จนเป็นสาเหตุให้ค่าใช้จ่ายรายเดือนรวน บางเดือนได้มาก ก็ใช้มาก พอมาเดือนถัดไป ได้มาน้อย ก็อาจจะไม่พอใช้

ดังนั้น ลองสร้างขอบกำหนด กฏเกณฑ์ ในการใช้จ่ายเงินในแต่ละเดือน เพื่อให้ติดนิสัยไม่ใช้จ่ายเงินจนเกินตัว จะช่วยให้เดือนถัดๆ ไป ไม่ต้องมานั่งกินมาม่านั่นเอง


2. สับรางให้ทัน เพราะการเบิกเงิน คือความไม่แน่นอน

อย่างที่รู้ๆ กันดีว่า การทำฟรีแลนซ์นั่น หากได้รับงานมาจากบริษัท บางบริษัทจะมีขั้นตอนการขอเบิกเงิน เพื่อนำเงินเหล่านั่นมาจ่ายให้กับฟรีแลนซ์ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวล้วนแล้วแต่ใช้เวลาด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกใจเลย หากบางครั้ง ฟรีแลนซ์มักจะพบเจอปัญหา เงินไม่พอใช้ระหว่างเดือน ไม่ใช่เพราะคุณไม่ขยัน ไม่มีงานทำ แต่เป็นเพราะเงินเหล่านั่นไม่ได้เข้ามาตามที่กำหนดต่างหาก

Entrepreneur angry and furious with laptop

ปัญหาเหล่านี้นับว่าเป็นปัญหาหลัก ที่ทำให้เหล่าฟรีแลนซ์ต้องนั่งกินมาม่ากันเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว โดยวิธีแก้ไขก็ง่ายๆ นอกจากในการพูดคุยการจ่ายเงินในแต่ละครั้ง คุณควรระบุวันเวลาส่งมอบงาน ส่งมอบเงินให้แน่นอนแล้ว การยึดหลักต่อเนื่องจากข้างบน กำหนดการใช้จ่ายทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ หากเดือนไหนได้เงินเยอะ ให้แบ่งสัดส่วนเผื่อไว้ใช้ในเดือนถัดๆ ไป

เพียงเท่านี้ แม้รายได้ของคุณยังต้องรอการตกเบิกอยู่ แต่ก็ยังช่วยให้คุณมีเงินใช้ในเดือนถัดๆ ไปได้ และสำหรับฟรีแลนซ์สายค้าขายก็ใช้เทคนิคนี้ได้เช่นกัน



3. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ด้วยตัวเองหน่อยไหม ?

หลายคนคุ้นเคยกับกองทุนต่างๆ ในบริษัท หรือในสายงานราชการอยู่บอยๆ ไม่ว่าจะเป็น ประกันสังคม, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และถึงแม้ว่าฟรีแลนซ์จะไม่มีสวัสดิการเหล่านั้น แต่เชื่อเถอะว่า กองทุนสำรองชีพด้วยตัวเอง เราก็สามารถทำได้

ไม่ว่าจะเป็น การเก็บออมเงินแยกไว้ใช้จ่ายในยามที่เงินตกเบิกยังไม่ออก การแยกเงินไว้เป็นเงินออมในช่วงวัยเกษียณ บางคนอาจจะอยากได้ดอกเบี้ย ก็เลือกการเปิดบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูง หรือทำประกันเพื่อการเกษียณแทน  นอกจากนี้ ประกันสังคมนั้น คุณสามารถยื่นเรื่องเพื่อทำเรื่องประกันสังคม และส่งเงินจ่ายให้กับตัวเองได้เองอีกด้วย!

เห็นแบบนี้แล้ว ก็ลองใจแข็ง สร้างกองทุนต่างๆ ให้กับตัวเองเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะดีกว่า ขึ้นชื่อว่าฟรีแลนซ์แล้ว ถึงจะมีอิสระในการเลือกเวลาทำงาน หรือเลือกลูกค้า เลือกงานที่ทำ แต่เมื่อป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้ เงินเหล่านี้จะช่วยเหลือคุณในช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำงาน และช่วยแบ่งเบาค่ารักษาต่างๆ ได้อีกด้วย

และถ้าจะให้ดี ลองนึกถึงกองทุนเพื่อการเกษียณของตัวเองในอนาคต ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย  ยิ่งวางแผนดี เชื่อหรือไม่ว่าฟรีแลนซ์เองก็สามารถเกษียณเวลาทำงานของตัวเองได้เร็วกว่าที่คิดเสียด้วยซ้ำ!

Portrait of an attractive woman at table grabbing her head

4. สุขภาพ ใครว่าไม่เกี่ยวกับเงิน

หลายคนมักจะมองว่า ยิ่งช่วงนี้แข็งแรง ก็ควรทำงานให้มากๆ เพื่อเก็บออมเงินไว้ในยามเกษียณ หรือเมื่ออายุมากขึ้น แต่ขอบอกเลยว่าการคิดแบบนั่นผิด นอกจากส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลต่อเงินในกระเป๋าเงินของคุณเอง!

แน่นอนว่าการแพทย์ทุกวันนี้ก้าวหน้าไปมาก เรื่องโรคภัยถ้าจะรักษาให้หาย นอกจากมีนิสัยทำตามสิ่งที่หมอแนะนำแล้ว การรักษาที่ดี ย่อมมีราคาสูงตามไปด้วย นั่นหมายความว่า แม้โรคร้ายแค่ไหนก็รักษาได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการจ่ายเงินมหาศาลนั่นเอง

หลายคนเลือกที่จะทำงาน สุดท้ายก็ต้องมาเสียเงินเพื่อรักษาตัวเอง แหม ถ้าเป็นแบบนี้ เราขอแนะนำว่า ให้ทำงานแต่พอดี ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการเจ็บป่วย ทำให้แทนที่จะต้องเอาเงินไปคอยรักษาแต่ตัวเอง เอาเงินมาลงทุนเพื่ออนาคต หรือเก็บออมไว้ยามแก่เฒ่า ให้ลูกหลานจะดีกว่านะ

Portrait of an attractive woman at table , lotus pose

5. ศึกษาเรื่องลงทุนไว้บ้าง ไม่เสียหาย

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เหล่ามนุษย์เงินเดือนเท่านั้น ที่สามารถศึกษาการลงทุน เพื่อหาเงินเพิ่มเติม การเป็นฟรีแลนซ์ก็สามารถศึกษาเรื่องดังกล่าว เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องทางการเงิน ช่วยให้เก็บออมเงินได้เร็วมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

โดยการลงทุนนั้น สามารถเลือกได้ตามความชอบ ตามไลฟ์สไตล์ เช่น ถ้าคุณไม่ใช่คนชอบเสี่ยง ก็อาจจะเลือกลงทุนในประเภทกองทุนรวมเป็นหลัก แต่ถ้าชำนาญมากขึ้นแล้ว อาจจะเล่นกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูงมากขึ้น รวมไปถึงการซื้อหุ้น การซื้อทองคำ เพื่อให้เงินทำงานไปพร้อมๆ กับที่คุณทำงาน

Online business

นอกจากนี้ การลงทุนยังหมายถึงธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า การค้าขาย การปล่อยคอนโดฯ ห้องว่างให้เช่า ก็จัดว่าเป็นการลงทุนเช่นกัน

แต่เราก็ต้องยอมรับว่า เรื่องของการลงทุนนั้น หากต้องการผลตอบแทนมาก ความเสี่ยงก็ยิ่งมาก เราขอแนะนำว่าให้เริ่มจากการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ชำนาญเสียก่อน ก่อนขยับไปลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น นอกจากนี้ อย่าลืมแบ่งเงินบางส่วนไว้สำรองหากการลงทุนดังกล่าวขาดทุนขึ้นมา คุณจะได้ไม่เจ็บหนัก หรือต้องเร่งทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อหาเงินมาชดเชยส่วนดังกล่าวนั่นเอง



ทริค

ลองแบ่งเงินต่างๆ เป็นสัดส่วน หรือแยกบัญชี โดยแต่ละบัญชีมีเป้าหมายแตกต่างกันสิ เมื่อถึงคราวต้องใช้เพื่อเป้าหมายนั่นจริงๆ ก็จะช่วยป้องกัน ไม่ให้การใช้จ่ายไปเบียดเบียนเงินที่เก็บสำรองไว้ทำอย่างอื่นได้!

การแบ่งบัญชีตามเป้าหมายนั้น ลองคิดจากงบประมาณที่ใช้ในแต่ละเดือน แล้วลองแบ่งๆ ตามไลฟ์สไตล์ของคุณดู เช่น

บัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน 10% ของรายได้ : การเงินของฟรีแลนซ์ คือข้อเสียจุดใหญ่ที่เราต้องอุด ดังนั้นอย่ามัวแต่ใช้เงินเพลิน ต้องหมั่นหักยอดเงินดังกล่าวไว้เผื่ออนาคตที่เงินยังไมออกด้วยนะ

บัญชีเงินใช้เล่น 10% ของรายได้ : ใช้ท่องเที่ยว ใช้ช้อปปิ้ง หรือใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว

บัญชีเพื่อการเรียนรู้พัฒนาตนเอง 10% ของรายได้ : การขยันต่อยอดความรู้ จะช่วยให้คุณสามารถเรียกเงินได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี หากใครเบื่อเป็นฟรีแลนซ์ อยากกลับเข้าระบบมนุษย์เงินเดือน คุณก็นำไปเสริมทักษะ เรียกเพิ่มเงินเดือนได้

บัญชีเพื่อการให้ 10% ของรายได้ : การให้ นอกจากจะช่วยให้บุญกุศล แบ่งปันเพื่อนมนุษย์แล้ว ยังช่วยให้คุณหักลดหย่อนภาษีได้ด้วย

บัญชีเงินออมเพื่อใช้จ่ายระยะยาว 10% ของรายได้ : เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เพื่อการเกษียณ เป็นเรื่องที่ไม่เสียหาย

บัญชีเพื่อค่าใช้จ่ายจำเป็น 50% ของรายได้ : ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำไฟ ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน ในส่วนนี้สามารถลดเพิ่มปริมาณได้ แต่ถ้าจะให้ดี ประหยัดได้ก็ควรประหยัดนะ

Woman in surroundings of digital technology

หากอยากจะเป็นฟรีแลนซ์ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง แถมชีวิตยังดีไม่แพ้กับมนุษย์เงินเดือนคนไหนๆ ก็สามารถทำได้ หากคุณมีวินัยทางการเงิน และอุดช่องว่าง จุดอ่อนในการใช้จ่ายต่างๆ ให้ดี ชีวิตดีๆ ทั้งก่อนเกษียณ และหลังเกษียณก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป


เอาละ มาโบกมือ บ๊ายบายมาม่ากันเถอะ !


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon