ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันชีวิต

posted: 2 years ago
10,678 views
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประกันชีวิต

comments

ถ้าพูดถึงสินค้าการเงินที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทยคงหนีไม่พ้น “ประกันชีวิต” ด้วยเหตุผลที่หลากหลายว่าทำไมประกันชีวิตเป็นที่นิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะว่าช่องทางการขายที่เยอะมาก ทั้งผ่านธนาคาร นายหน้าหรือแม้แต่ตัวแทนประกันชีวิตก็ตาม ประกอบกับประกันชีวิตเป็นสินค้าทางการเงินตัวหนึ่งที่เข้าใจง่าย ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนชัดเจน (ไม่รวมประกันชีวิตแบบใหม่ๆ ที่ออกมาเช่น ประกันชีวิตควบการลงทุน) ทำให้เรื่องการสื่อสารระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขายทำใด้ง่ายกว่าสินค้าการเงินอื่นๆ และยิ่งตามหลักการวางแผนการเงินแล้วด้วย ประกันชีวิตถือว่าเป็นสินค้าการเงินตัวแรกๆ ที่เราควรจะมีด้วยซ้ำไป

แต่หลายๆ คนไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย ปัจจุบันยังคงมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับประกันชีวิตกันอยู่พอสมควร งั้นเราลองมาดูกันดีกว่าว่า “ความเข้าใจผิด” จะมีอะไรกันบ้าง !!

scissors and the alphabet TAXES

1. ซื้อประกันชีวิตเพราะได้ลดหย่อนภาษี

ตามหลักการของการวางแผนการเงินแล้ว เรื่องลดหย่อนภาษีหรือ “ผลประโยชน์ด้านภาษี” นั้นเป็นเพียงผลประโยชน์เพิ่มเติม (Side Benefit) เท่านั้น แต่แก่นแท้ของประกันชีวิตที่มีประโยชน์ที่สุดก็คือเรื่องของ “ทุนประกัน” หรือว่าเรื่องของหลักประกันให้กับครอบครัวหรือคนที่เรารักนั้นเอง ถ้าตัวเราจะต้องจากไปก่อนวัยอันควรภาระต่างๆ ก็จะตกไปอยู่กับคนหลังข้างหรือครอบครัวเราแทน

ดังนั้นประกันชีวิตเป็นเรื่องของ “การบริหารความเสี่ยง” เป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องของลดหย่อนภาษีอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ เพราะถ้าดูแค่เรื่องลดหย่อนภาษีจริงๆ LTF RMF ที่ได้สิทธิลดหย่อนเช่นกันก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่

2. ประกันชีวิตคือสินค้าการเงินดีที่สุดในโลก

เมื่อได้ชื่อว่าสินค้าทางการเงิน แน่นอนว่าไม่มีสินค้าการเงินตัวไหนทีดีที่สุด มีแต่สินค้าการเงินที่ “เหมาะสมที่สุด” ถ้าเราต้องการบริหารความเสี่ยงในชีวิตเราแน่นอนว่าประกันชีวิตต้องมาเป็นอับดับแรกแน่นอน แต่ถ้ามองในเรื่องของผลตอบแทนต้องยอมรับประกันชีวิตยังไม่ใช่สินค้าการเงินที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีที่สุด เพราะว่าพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกันชีวิตอยู่ประมาณ 3-4% ต่อปี โดยเฉลี่ยเท่านั้นเอง แปลว่าผลตอบแทนในกรมธรรม์เราไม่มีทางได้สูงกว่านั้น เพราะเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปก่อนนำไปลงทุนจะต้องหัก ค่าคอมมิชชั่นฝ่ายขาย ค่าการตลาด ค่ากำเนินการต่างๆ ฯลฯ ออกก่อนนำไปลงทุน ด้วยเหุตผลนี้จึงทำให้ผลตอบแทนของกรมธรรม์เรานั้นอยู่ประมาณ 2-3% ต่อปี หรือบางครั้งใครที่ซื้อประกันเพราะคิดว่าผลตอบแทนสูง นั่นหมายความว่าเรากำลังโดนคนขาย “หลอก” อยู่ก็เป็นได้ เพราะกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ขายกันอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงมากกว่า 4% ได้เลยจากสภาวะ “ดอกเบี้ยต่ำ” ทั่วโลกนั้นเอง

ดังนั้นบางครั้งการวางแผนการเงินให้บางแผน เราจำเป็นต้องใช้ผลตอบแทนที่สูงกว่า 4% ต่อปี เราจำเป็นต้องใช้สินค้าการเงินตัวอื่นๆแทนเช่น กองทุนรวม ตราสารทุน(หุ้น) ตราสารหนี้ หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์ก็เป็นทางเลือกเช่นกัน

Profit Or Loss Keys Showing Returns For Internet Businesses

3. กลัวซื้อประกันชีวิตแล้วใช้ไม่คุ้ม

หลายๆ คนที่ตัดสินใจที่จะไม่ทำประกันเหตุผลเพราะว่า “กลัวไม่คุ้ม” ซึ่งเป็นเหตุผลที่แปลกมากๆ ลองนึกถึงเวลาที่ซื้อ “ประกันภัยรถยนต์” เราก็คงไม่ได้อยากจะให้เราชนจนไม่คุ้ม หรือถ้าเราทำ “ประกันอัคคีภัย” นั้นก็คงไม่ได้หมายความว่าเราอยากให้บ้านเราเกิดเหตุที่จะต้องเบิกประกัน แต่ที่เราทำก็เพราะเรากลัวว่าถ้าเกิดเหตุขึ้นมา เราต้องทำอย่างไรมากกว่า การทำประกันจึงเป็น “ทางเลือกที่น่าสนใจ” เป็นอับดับแรกๆ เรื่องของประกันชีวิตก็เช่นกันเราไม่มีทางรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราจึงต้องมีสินค้าการเงินที่ช่วยบริหารความเสี่ยงนั้นเอง

ดังนั้นเรื่องของ “ประกัน” ไม่ใช่เรื่องของความคุ้มเลย แต่เป็นเรื่องของการบริหารความเสี่ยงมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของความคุ้มไม่คุ้ม แล้วถ้ามองลึกๆแล้ว ก็คงไม่มีใครอยากให้ทำประกันชีวิตแล้วคุ้มจริงมั้ย?

4. ทุนประกันชีวิตเป็นเรื่องไม่จำเป็น

คนส่วนใหญ่มองว่า “ทุนประกัน” เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นจึงส่งผลกระทบกับตัวเราที่ว่า บริษัทประกันภัยหลายๆ ที่จึงพยายามออกแบบประกันชีวิตให้ตอบโจทย์ที่ว่า “ทุนประกัน” เป็นเรื่องไม่จำเป็นจึงพยายามออกแบบประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนที่สูงๆ แต่ทุนประกันที่น้อยลง หลายๆ กรมธรรม์ที่ออกมาในท้องตลาดตอนนี้ความคุ้มครองแทบจะเท่ากับเบี้ยที่จ่ายไปเลยด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าผิดจุดประสงค์การทำประกันอย่างมาก “ประกันชีวิต” เป็นสินค้าทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่เรื่องของผลตอบแทน

ดังนั้นการทำประกันควรมอง “ทุนประกัน” มากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะว่าประกันชีวิตถูกออกแบบมาให้มี “ทุนประกัน” ซึ่งถ้าเราไม่สนใจเรื่องของ “ทุนประกัน” สินค้าการเงินตัวอื่นน่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้มากกว่า

iStock_69593819_MEDIUM

5. เบี้ยประกันชีวิตคือภาระ

บางคนอาจจะมีความรู้สึกว่าการที่เราต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตทุกปีๆ รู้สึกว่าเป็นภาระมากๆ แต่อย่าลืมว่า “รายจ่าย” ส่วนเบี้ยประกันเราสามารถกำหนดได้ แต่รายจ่ายที่เกิดขึ้นจากความเสี่ยงต่างๆ เราแทบจะกำหนดไม่ได้เลย ลองมองในกรณีที่เราต้องจากไปก่อนวัยอันควร เราก็สบายใจว่าครอบครัวเราจะไม่ลำบาก หรือแม้แต่เรื่อง “ค่ารักษาพยาบาล” ในกรณีที่เราทำประกันเพิ่มเติมส่วนค่ารักษาพยาบาลไว้แล้ว ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วถ้าไม่บริหารความเสี่ยงไว้ เราอาจจะมีรายจ่ายคาดไม่ถึงเป็นจำนวนมาก็ได้

 

ดังนั้นเบี้ยประกันที่เราจ่ายจึงไม่ใช่ภาระ แต่เบี้ยประกันเป็นรายจ่ายแบบคงที่ที่เราสามารถกำหนดได้เพื่อบริหารความเสี่ยงนั้นเอง “ประกันชีวิต” จริงๆ แล้วเป็นสินค้าทางการเงินตัวหนึ่งที่ดีมากๆ แต่ภาพลักษณ์ของตัวสินค้าประกันชีวิตอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะในปัจจุบันเราเดินเข้าธนาคารก็แทบจะโดนเสนอขายอยู่ตลอดแล้ว ยังมีตัวแทนประกันชีวิตบางกลุ่มที่คอยเอาแต่ขายของโดนไม่สนใจว่าเราต้องการหรือไม่อีกด้วย วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือเราต้องมีความเข้าใจในตัวสินค้าแต่ละประเภทให้มากที่สุด และเมื่อเราเข้าใจแล้วเราก็จะได้คัดเลือกสินค้าการเงินที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเราได้นั้นเอง

 


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon