ความเสี่ยงคืออะไร แล้วจะรับมืออย่างไร

posted: 1 year ago
1,046 views
ความเสี่ยงคืออะไร แล้วจะรับมืออย่างไร

comments

หลักการวางแผนทางการเงิน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องการทำอย่างไรให้เงินเรางอกเงยมากที่สุดหรือว่านำเงินไป “ลงทุน” แต่อย่างใด แต่เรื่องการวางแผนทางการเงิน จะเน้นไปที่เรื่องการ “บริหารความเสี่ยง” ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นมากกว่า แต่ “ความเสี่ยง” ที่เราพูดถึงก็ไม่ใช่แค่ “ความเสี่ยงจากการลงทุน” อย่างที่เรารู้จักแต่อย่างใด แต่เป็นความเสี่ยงภัยที่มีโอกาสจะทำให้เกิด “ความสูญเสีย” ได้นั้นเอง

ลองคิดถึงว่าเราทำงานทำมาหากินเก็บเงินมาเรื่อยอย่างต่อเนื่อง แล้วเราก็นำเงินที่เราเก็บออมไปลงทุนแล้วก็มีกำไรมาระดับนึง แล้วจู่ๆ คืนนั้นเราก็ปวดหัวอย่างรุนแรงจนหมดสติไป แล้วครอบครัวก็พาไปหาหมอ ผลที่ออกมาก็คือหมอบอกว่าเราเป็นเส้นเลือดในสมองแตก! ไม่ว่าจะค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูร่างกายต่างๆ หรือค่าเสียโอกาสที่เราจะออกไปหารายได้ต้องหายไป แบบนี้ก็เป็นความเสี่ยงรูปแแบบหนึ่งเช่นกัน นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมการวางแผนทางการเงินถึงให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก



นอกจากความเสี่ยงเรื่อง “สุขภาพ” จริงๆ แล้วก็ยังมีความเสี่ยงต่างๆ อีกมากมายเช่น “อุบัติเหตุ” หรือแม้แต่ความเสี่ยงด้าน “สินทรัพย์” เช่น ขับรถชน/ถูกรถชน บ้านไฟไหม้/น้ำท่วม เป็นต้น หรือปัจจุบันคนที่ประกอบอาชีพบางอาชีพก็มีความเสี่ยง เช่น หมอก็มีความเสียงหากรักษาผิดพลาดแล้วโดนฟ้องก็เป็นความเสี่ยงเช่นกัน

ถ้าโชคดีเราอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะความเป็นอยู่ดีระดับนึงก็รอดตัวสามารถหาเงินมาจ่ายค่ารักษาได้ แต่ถ้าเราไม่มีสุดท้ายก็ต้องเป็นหนี้กับโรงพยาบาลหรือไม่ก็รักษาตามอาการไปเรื่อยๆแบบนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่ คำถามก็คือเราสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างไรบ้าง?

1. หลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ก็คือการพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไปเจอเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดเหตุเช่น เวลาฝนตกก็ไม่ออกไปเดินตากฝนเพื่อหลีกเลี่ยงการป่วย ไม่เล่นกิจกรรมผาดโผนเพื่อหลีกเลี่ยงจากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง เป็นต้น หลักการง่ายข้อนี้ก็คือถ้ารู้ว่า “กินพริกแล้วเผ็ดก็อย่ากิน” เท่านั้นเอง

ความเสี่ยงคืออะไร-02

2. ควบคุมความเสี่ยง

อันนี้สามารถทำได้ทุกคนแต่ส่วนใหญ่มักจะละเลยเช่น ออกกำลังกายเป็นประจำและกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อลดโอกาสการป่วย ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูงเพื่อลดอุบัติเหตุ หรือจะก่อนออกจากบ้านอย่าลืมล๊อคประตูเพื่อลดโอกาสการเกิดโจรกรรมเป็นต้น หลักการของการควบคุมก็คือต้อง “ลด” โอกาสที่จะเกิดเหตุ

ความเสี่ยงคืออะไร-03

3. ถ่ายโอนความเสี่ยง

วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดและช่วยบริหารความเสี่ยงได้แน่นอนที่สุดก็คือการทำ “ประกัน” นั่นเองไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันอัคคีภัย เป็นต้น จะเป็นการโอนย้ายความเสี่ยงในกับบริหารประกันไป ด้วยแนวคิดที่ถ้าเราสามารถนำเงินบางส่วนที่เราหาได้ในแต่ละปีประมาณ 5-15% มาคุ้มครองความเสี่ยงเหล่านี้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ก็เป็นหนึ่งวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงได้

ความเสี่ยงคืออะไร-04

4. รับความเสี่ยงไว้เอง (Self-Insurance)

วิธีสุดท้ายนี้เป็นวิธีที่คนเราชอบทำที่สุด ก็คือใช้เงินของตัวเราเองให้การรองรับความเสี่ยงไว้เอง โดยคิดว่า “ไม่เป็นไรหรอก” “เราไม่ซวยเหมือนคนอื่นๆ หรอก” แต่ชอบลืมไปว่า “คนอื่นของคนอื่น” ก็คือตัวเราเหมือนกัน

คำถามต่อมาก็คือแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า “ความเสี่ยง” แบบไหนควรใช้การบริหารแบบหลีกเลี่ยง? ความเสี่ยงแบบไหนควรรับไว้เองล่ะ? ถ้าตามหลักการแล้วก็มีวิธีที่ช่วยจับคู่หลักการบริหารความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน ก่อนอื่นเราสามารถแยกเป็น “ความเสี่ยง” ออกได้ทั้งหมด 4 ประเภทก็คือ



ความเสี่ยงที่ “โอกาสเกิดต่ำ” และ “ความเสียหายต่ำ”
แบบนี้สามารถใช้หลักการบริหารความเสี่ยงด้วยวิธีการ “รับความเสี่ยงไว้เอง” ได้

ความเสี่ยงที่ “โอกาสเกิดต่ำ” และ “ความเสียหายสูง”
ถ้าเป็นแบบนี้แนะนำว่าให้ “ถ่ายโอนความเสี่ยง” ไปที่บริษัทประกันจะดีกว่า

ความเสี่ยงที่ “โอกาสเกิดสูง” และ “ความเสียหายต่ำ”
ความเสี่ยงลักษณะนี้แนะนำว่าให้ใช้วิธี “ควบคุม” จะดีที่สุด

ความเสี่ยงที่ “โอกาสเกิดสูง” และ “ความเสียหายสูง”
ถ้าความเสี่ยงในลักษณะแนะนำว่าให้ “หลีกเลี่ยง” เท่านั้นเพราะถ้าทำประกันเบี้ยก็จะสูงมากจนไม่สมควรทำหรือบริษัทดูแล้วก็อาจจะไม่รับประกันด้วยซ้ำไป

ทั้งนี้ “ความเสี่ยง” แบบเดียวกันแต่คนละคน ก็อาจจะใช้วิธีการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกันก็ได้ ดังนั้นหลักการ “บริหารความเสี่ยง” ต้องวิเคราะห์จากตัวเราว่า “ความเสี่ยง” นั้นสำหรับตัวเราแล้ว โอกาสที่จะเกิดเป็นอย่างไรแล้วความเสียหายที่จะกระทบเป็นอย่างไรบ้าง เราจะได้เลือกวิธีการที่ “เหมาะสม” กับตัวเราที่สุด


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon