รัฐจัดระเบียบซื้อขายของออนไลน์ปิดช่องโหว่เล็งเก็บภาษี

posted: 1 year ago
รัฐจัดระเบียบซื้อขายของออนไลน์ปิดช่องโหว่เล็งเก็บภาษี

comments

จากแนวทางการจัดเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ ที่เริ่มมีกระแสตั้งแต่เดือนมิถุนายน (2560) ที่ผ่านมา ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ในระหว่างการร่างกฎหมายโครงสร้างภาษีธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะการแก้ไขประมวลรัษฎากรหรือร่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงได้เปิดให้หน่วยงานทางภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะผ่านทางเว็บไซด์ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน



โดยกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการออกกฎหมาย 2 ฉบับ คือกฎหมายอีคอมเมิร์ซ และกฎหมายอีเพย์เม้นท์เพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษี ทำให้เสียภาษีถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากขณะนี้ธุรกิจเปลี่ยนเป็นธุรกรรมทางการเงินด้วยการซื้อ-ขายสินค้า บริการต่างๆ บนสื่อออนไลน์มากขึ้น และการเสียภาษียังไม่ถูกต้อง หากกฎหมายแล้วเสร็จ จะทำให้ รายได้ในโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นเข้าสู่ระบบทางภาษีที่ถูกต้องมากขึ้น

อย่างไรก็ดี กรมสรรพากรเตรียมที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยกำหนดให้นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นในต่างประเทศ หากมีรายได้หรือมีการโอนเงินจากประเทศไทย จะต้องเสียภาษีเงินได้ รายได้จากค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าใช้พื้นที่เว็บไซต์ ให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายในอัตราสูงสุด 15% นำส่งให้กรมสรรพากร และหากมีรายได้จากการขายสินค้า และบริการเกินปีละ 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย พร้อมกับยกเลิกการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้าที่มีการนำเข้าทางไปรษณีย์ที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ขณะที่การดำเนินธุรกิจบนนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ เช่น อีเพย์เม้นท์ และอีวอลเล็ตก็เข้าข่ายต้องชำระภาษี โดยกฎหมายจะให้อำนาจสถาบันการเงินเป็นผู้จัดเก็บภาษี หัก ณ ที่จ่าย 5% แทนกรมสรรพากร

สำหรับธุรกิจที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีอีคอมเมิร์ซ ที่นอกจากเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ยูทูบว์ รวมไปถึงอเมซอนดอทคอม ที่เข้าข่ายผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ ในไทยที่ต้องเสียภาษี 15% แล้ว ยังมีธุรกิจรายอื่น ๆ อีก ได้แก่

1. เว็บไซต์แสดงรูป และราคาสินค้า Catalog Website
2. เว็บไซต์ เพื่อการขายสินค้า e-Shopping
3.การขายสินค้าบนชุมชนเว็บบอร์ดโดยผู้ขาย ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง Community Web
4.เว็บไซต์เพื่อการประมูลขายสินค้า e-Auction (electronic auction)
5.เว็บไซต์ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ e-Market Place หรือ Shopping Mall
6.เว็บไซต์แหล่งซื้อขายภาพถ่ายดิจิทัล Stock Photo
7.การรับโฆษณาจากเว็บไซต์กูเกิ้ล Google AdSense
8.การทำให้ผลการค้นหาบนกูเกิ้ลติดลำดับแรกๆ หรือ Search Engine Optimization-SEO
9.เว็บไซต์นายหน้าการขายสินค้าและบริการ Affiliate Marketing
10.การเล่นเกม ผ่านระบบเครือข่ายออนไลน์ Game Online

จากผลสำรวจของ PwC’s พบว่า สิ้นปี 2559 ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนักช็อปออนไลน์ซื้อสินค้าโดยตรงผ่านทางโซเชียลมีเดียมากที่สุดในโลกถึง 51% รองลงมาคือ อินเดีย 32% มาเลเซีย 31% และจีน 27% จากผลสำรวจนักช็อปออนไลน์ 23,000 ราย ใน 25 ประเทศทั่วโลก และพบว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึง 2.52 ล้านล้านบาท ในปี 2559 เมื่อเทียบจาก ปี 2557 มีมูลค่า 2.03 ล้านล้านบาท แต่กลับไม่มีผู้ประกอบการรายใดเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเลย

ขณะที่สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT เปิดเผยถึงข้อมูลงบโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลของประเทศไทยปีนี้ (2560) คาดว่า งบโฆษณาที่จะใช้กับเฟซบุ๊คจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,166 ล้านบาท เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,711 ล้านบาท และยูทูบว์เพิ่มขึ้นเป็น 2,100 ล้านบาท เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,526 ล้านบาท ซึ่งเฟซบุ๊กถือว่าครองแชมป์มาเก็ตแชร์มากที่สุด นอกจากนี้แล้วการลงโฆษณาของเอเจนซี่ต่างๆ ในสื่อไทยยังมีมูลค่าสูงกว่าปีละ 1 หมื่นล้านบาทอีกด้วย

ล่าสุดผู้ประกอบการค้าออนไลน์มากกว่า 10 รายได้รวมตัวกันตั้ง “สมาคมการค้าผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ไทย” ขึ้นมา ได้จดทะเบียนการค้ากับทางกระทรวงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสมาคมดังกล่าวมีความแตกต่างจากสมาคมของผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เน้นกลุ่มผู้ประกอบการเว็บไซต์ แต่สมาคมที่ตั้งขึ้นจะเน้นผู้ประกอบการทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งกลุ่มสมาชิกเจ้าของแบรนด์สินค้า และกลุ่มที่เป็นตัวแทนจำหน่าย เพื่อใช้เป็นพื้นที่ติดต่อช่วยเหลือระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกัน และใช้เป็นตัวกลางในการสร้างความเข้าใจกับภาครัฐที่อาจยังไม่เข้าใจกลุ่มผู้ประกอบการมากนัก



ถ้าประเทศไทยเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซได้จริงเหมือนกับต่างประเทศเชื่อว่ารายได้จะเข้ารัฐเป็นหลายพันล้านบาท ซึ่งสามารถนำเงินส่วนนี้มาทำประโยชน์ให้ประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้อีกมากมายมหาศาล


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon