‘ฉลาดเกมส์โกง’ เมื่อหนัง…ทำหน้าที่ตีแผ่ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย

posted: 1 year ago
2,056 views
‘ฉลาดเกมส์โกง’ เมื่อหนัง…ทำหน้าที่ตีแผ่ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย

comments

กำลังมาแรงสุดๆ สำหรับ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ หนังเรื่องใหม่ล่าสุดจากค่าย GDH ของผู้กำกับ ‘บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ’ ที่กระแสตอบรับดีท่วมท้น และดูเหมือนจะจุดประกายความหวังให้วงการหนังไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากการนำเสนอที่แปลกใหม่ รวมไปถึงจังหวะและการตัดต่อที่ชวนลุ้นน่าติดตามแล้ว หนังเรื่องนี้ยังสะท้อนประเด็นด้านการศึกษาไทยที่น่าสนใจ

(ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography)
ผู้กำกับบาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ (ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography)

Rabbit Daily จะพาคุณมาลองวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ กลายเป็นหนังไทยที่น่าจับตามองประจำปีนี้ รวมถึงชวนผู้อ่านมาลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทสรุปของหนัง ซึ่งกล่าวได้ว่าค่อนข้างสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่หลากหลายทีเดียว อีกทั้งชวนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทของหนังไทยบางเรื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่เน้นไปทางตีแผ่ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย

คำเตือน : มีการกล่าวถึงเนื้อหาส่วนสำคัญของเรื่อง
(หากใครยังไม่ดูหนัง ค่อยกลับมาอ่านก็ได้ จะได้ไม่เสียอรรถรส)


ประเด็นจิกกัดที่แฝงมาใน ‘ฉลาดเกมส์โกง’

ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography
ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography

คิดว่าหลายๆ คนคงทราบเนื้อเรื่องย่อของหนังกันไปบ้างแล้ว เรื่องราวของ ‘ลิน’ เด็กมัธยมหัวดีที่เริ่มต้นเส้นทางเกมส์โกงโดยการแอบส่งคำตอบข้อสอบให้กับสนิท ‘เกรซ’ เด็กกิจกรรม จนเกรซนำไปบอก ‘พัฒน์’ แฟนหนุ่มฐานะดี และนำไปสู่การว่าจ้างบอกข้อสอบ แน่นอนว่าประเด็นต่างๆ ที่ได้เห็นในหนังนั้นได้จิกกัดระบบการศึกษาไทยอย่างแสบสันเลยทีเดียว

ค่านิยมของพ่อแม่ : เริ่มด้วยการที่คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวต้องการให้ลูกสาวคนเก่งย้ายไปเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เพราะต้องการให้ลูกได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดี ซึ่งค่านิยมข้อนี้ก็จะส่งผลในลำดับถัดไปก็คือ นำมาซึ่งการยัดเงินใต้โต๊ะเพื่อฝากลูกเข้าเรียนโรงเรียนดัง เพราะคิดเพียงว่าลูกจะได้รับโอกาสที่ดี เรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ได้แวดล้อมด้วยสังคมดีๆ (ซึ่งก็คือเหล่าลูกหลานของบรรดาคนมีฐานะทางสังคมในแวดวงต่างๆ) จนบางครั้งก็อาจหลงลืมไปว่าการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะก็คือการสนับสนุนการทุจริตและค้ำจุนระบบอุปถัมภ์นั่นเอง

แป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนดัง : การรับเงินใต้โต๊ะเป็นสิ่งที่ตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ผู้ปกครองยอมควักเงินหลักหมื่นหลักแสนเพื่อแลกกับการที่ลูกหลานได้เข้าเรียนโรงเรียนดัง ไม่เพียงแต่โรงเรียนเอกชนเท่านั้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าแม้แต่โรงเรียนรัฐบาลบางแห่ง ซึ่งได้รับงบประมาณจากรัฐบาลอยู่แล้วก็ยังรับเงินแป๊ะเจี๊ยะมูลค่ามหาศาล ยิ่งถ้าได้ยินข่าวจำพวกยัดเงินเพื่อให้ลูกหลานสอบเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ ก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ก็ในเมื่อระดับเล็กๆ อย่างมัธยมก็ยังเกิดปัญหานี้ขึ้นเลย

ความเหลื่อมล้ำทางสังคม : สำหรับสังคมไทยนั้นต้องยอมรับว่าการศึกษาบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง สถาบันการศึกษาจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือไต่เต้าทางชนชั้น หนังเรื่องฉลาดเกมส์โกงเองก็สะท้อนประเด็นความเหลื่อมล้ำได้ค่อนข้างชัดเจน ในเมื่อตัวละครหลักอย่าง ‘ลิน’ และ ‘แบงค์’ ไม่ได้มีฐานะดีเหมือนเพื่อนๆ การสร้างเงินจากธุรกิจทุจริตข้อสอบจึงดูเหมือนจะเป็นอีกวิธีการทำรายได้ที่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ หรือแม้กระทั่งตัวละคร ‘แบงค์’ เมื่อข้อจำกัดในชีวิตบีบเค้นแบบสุดๆ เขาก็ต้องละทิ้งจริยธรรมและเลือกเส้นทางที่ตัวเองเคยปฏิเสธมาก่อน

การศึกษาไทยไม่ได้ฝึกให้เด็กคิดวิเคราะห์ : ข้อสอบแบบปรนัยหรือให้เลือกคำตอบ ก. ข. ค. และ ง. ดูเหมือนจะเอื้อต่อการทุจริตได้ง่ายที่สุด ซึ่งยิ่งเน้นย้ำระบบการศึกษาที่จำกัดคำตอบให้แก่เด็กไทย แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อสอบแบบปรนัยไม่มีประโยชน์ เพียงแค่ควรเพิ่มสัดส่วนของข้อสอบอัตนัยบ้าง เพื่อฝึกให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์และจัดลำดับระบบความคิด

ผลลัพธ์สำคัญที่สุด : นักเรียนซึ่งเป็นตัวละครในหนังนั้นให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ ต้องการได้คะแนนดีๆ เกรดสวยๆ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของพ่อแม่ วิธีการคิดแบบเด็กๆ คือคิดว่าการทุจริตสอบจนทำคะแนนได้ดีนั้น จะสามารถทำให้พวกเขาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยดังๆ ได้ จนบางครั้งก็ไม่ได้ประเมินความสามารถของตัวเองว่าจะสามารถเรียนได้หรือไม่

สุดท้ายก็ต้องก้มหัวให้ระบบ : แม้ว่าในช่วงแรกตัวละคร ‘ลิน’ จะชักนำให้ผู้ชมเห็นว่าตัวเธอเองนั้นขบถต่อค่านิยมของระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินแป๊ะเจี๊ยะ หรือการย้ายมาเรียนโรงเรียนดัง แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องก้มหัวต่อระบบ และหนังเองกลับเสนอตอนจบของเรื่องอย่างง่ายดาย ซึ่งขัดกับการสร้างตัวละคร ‘ลิน’ มาตั้งแต่ต้น (ซึ่งจะพูดถึงในประเด็นต่อไป) นอกจากนี้เชื่อว่าผู้ชมหลายท่านคงถูกใจกับความจริงที่น่าเจ็บปวดใจข้อที่ว่า นักเรียนแต่ละคนลงทุนไปกับการเรียนอย่างมหาศาล แต่ค่าตอบแทนจากการทำงานกลับสวนทางกับการลงทุน เพราะฉะนั้นการสร้างรายได้จากการทุจริตสอบจึงสร้างเม็ดเงินจำนวนมากและดึงดูดใจตัวละครหลายๆ ตัว

ภาพจากเฟสบุ๊ก : ฉลาดเกมส์โกง
ภาพจากเฟสบุ๊ก : ฉลาดเกมส์โกง

ทั้งนี้ ‘ฉลาดเกมส์โกง’ มีข้อดีที่น่าชื่นชมอยู่หลายข้อเหมือนกัน ซึ่งนับว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานหนังไทยไปสู่อีกระดับหนึ่ง แม้ว่าบทอาจจะไม่เฉียบคม เทคนิค ‘เล่นเปียโน’ ที่ชวนสงสัยว่าไม่มีใครจับทุจริตได้จริงๆ เหรอ โดยเฉพาะซีนแผนการทุจริตข้ามชาตินั้น มีช่องโหว่ให้เห็นมากมาย แต่ก็เข้าใจได้ว่าพยายามสะท้อนวิธีแผนโกงสไตล์เด็กมัธยมแต่ด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องและการตัดต่อที่แพรวพราว สนุกสนานและตื่นเต้น โทนภาพก็สีสวยแปลกตา สร้างความบันเทิงจนทำให้หลายๆ คนมองข้ามความไม่สมจริงที่เกิดขึ้นไปได้



ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่สะท้อนความล้มเหลวของการศึกษา ?

ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography
ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography

อย่างที่บอกไปว่าหนังเรื่อง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ เป็นหมุดหมายที่ดีที่จะพาหนังไทยไปสู่การสร้างพล็อตเรื่องที่แปลกใหม่ (แม้ว่าก่อนหน้านี้ก็มีหนังไทยคุณภาพหลายเรื่องที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ) เพื่อที่คอหนังชาวไทยจะได้ดูหนังที่หลากหลายแนวมากขึ้นและก้าวข้ามหนังผีและหนังตลกไปสู่ความสร้างสรรค์ใหม่ๆ แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่าก่อนที่หนังเรื่องฉลาดเกมส์โกงของ GDH จะลงจอฉาย ทางค่าย GTH เองก็เคยสร้างหนังที่ตีแผ่ระบบการศึกษาไทยมาแล้ว เพียงแต่บางครั้งผู้ชมอาจจะไม่ได้ติดใจประเด็นดังกล่าว เนื่องจากรู้สึกบันเทิงกับความฟีลกู๊ดหรือบรรยากาศตลกผสมโรแมนติกที่ฉาบทับหนังเอาไว้ ที่ Rabbit Daily จะยกตัวอย่างมาให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือหนังเรื่องต่อไปนี้

คิดถึงวิทยา

เรื่องราวของครูชนบทที่มีเหตุจำเป็นให้ต้องเดินทางไปสอนหนังสือ ณ ห้องเรียนเรือนแพที่ลอยอยู่กลางน้ำ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและระบบการศึกษาไทย นักเรียนห่างไกลชุมชนเมืองซึ่งควรได้รับโอกาสทางการศึกษาเทียบเท่ากับเด็กในอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่กลับขาดแคลนโอกาสนั้น อีกทั้งยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย นอกจากนี้ครอบครัวของนักเรียนเองก็เน้นการทำมาหากิน ไม่ได้เห็นความสำคัญของการศึกษา อีกทั้งยังตอกย้ำค่านิยมของผู้ที่ประกอบอาชีพครูที่ว่า ส่วนใหญ่ก็อยากสอนหนังสือนโรงเรียนดังๆ ในชุมชนเมือง ทำให้โรงเรียนรอบนอกค่อนข้างขาดแคลนบุคลากร

คิดถึงวิทยา (2557)
คิดถึงวิทยา (2557)

ฝากไว้ในกายเธอ

แม้หากมองผ่านๆ อาจคิดว่าคือหนังผีวัยรุ่นทั่วไป แต่หากพิจารณาดีๆ แล้ว ปัญหาต้นเหตุที่สร้างปมปัญหาให้เรื่องราวต่างๆ ก็คือ การที่เด็กวัยรุ่นไม่มีความรู้เรื่องเพศศึกษา ขาดการป้องกันที่ถูกวิธี ไม่แปลกใจที่หากมีการจัดอันดับประเทศที่มีคุณแม่ในวัยเรียนมากที่สุด จะต้องมีชื่อของประเทศไทยติดอันดับอยู่เสมอ แม้สังคมไทยอาจมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่าอาย แต่หากไม่มีการให้ความรู้อย่างจริงจัง ก็จะนำมาซึ่งปัญหาท้องในวัยเรียนและกลายเป็นปัญหาสังคมในเวลาต่อมา

ฝากไว้.. ในกายเธอ (2557)
ฝากไว้.. ในกายเธอ (2557)

ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู๊

หนังรักอารมณ์ดีแบบนี้ถูกจริตคนไทยแน่นอน สร้างรายได้ไปกว่า 300 ล้าน เรื่องราวของช่างบำรุงรักษาหนุ่มคนหนึ่งที่มีปัญหาภาษาอังกฤษในระดับวิกฤติ ต้องไปเข้าคอร์สเรียนกับติวเตอร์สาวสวย ความไม่ชำนาญด้านภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นสำเนียง ความรู้เรื่องคำศัพท์ และไวยากรณ์ ความประดักประเดิดด้านการใช้ภาษาอาจเป็นเรื่องขบขัน แต่ก็สะท้อนปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษของคนไทยได้เป็นอย่างดี ลองคิดดูว่าเด็กไทยแต่ละคนเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งกี่สิบปี แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้ ที่สำคัญหนังเรื่องนี้เข้าฉายในช่วงที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าร่วมประชาคมอาเซียนด้วยล่ะ

ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ (2557)
ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้ (2557)

ซีรีส์ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น

ซีรีส์ที่สร้างปรากฎการณฺ์วิจารณ์เป็นวงกว้างและถูกพูดถึงมากที่สุด ด้วยการกล้านำเสนอเนื้อหาที่แรงอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งรื้อพรมเพื่อขุดคุ้ยปัญหาที่สังคมไทยซ่อนไว้มานาน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านการศึกษา เพศ และความรุนแรงในครอบครัว รวมไปถึงค่านิยมผิดๆ ของกลุ่มวัยรุ่น สังคมไม่ควรปฏิเสธความจริงในข้อที่ว่าเนื้อหาที่ซีรีฮอร์โมนส์นำมาเสนอนั้นเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย

ซีรีส์ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ซีซีน (2558)
ซีรีส์ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ซีซีน  3 (2558)

บทสรุปของหนัง ‘ฉลาดเกมส์โกง’ ที่อาจสร้างความหงุดหงิดใจให้กับผู้ชม (บางส่วน)

ฉลาดเกมส์โกง


แน่นอนว่าหลังจากได้ดูหนังเรื่องฉลาดเกมส์โกงแล้ว ใครๆ ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าหนังสนุก ชวนลุ้น เต็มไปด้วยความปราณีตด้านงานภาพ และเทคนิคการตัดต่อทีค่อนข้างหวือหวา โดยรวมแล้วนับเป็นหนังไทยที่สนุกและบันเทิงไม่น้อย หากแต่บทสรุปของหนังอาจสร้างความขัดใจให้กับผู้ชม (บางส่วน) เนื่องจากจะเห็นว่าตลอดทั้งเรื่อง หนังต้องการชูตัวละคร ‘ลิน’ ให้เป็นตัวแทนที่ขบถต่อระบบการศึกษา ลินไม่เห็นด้วยกับค่านิยมในการเรียนโรงเรียนดัง ระบบแป๊ะเจี๊ยะ และตกอยู่ในวังวนของความเหลื่อมล้ำทางสังคม จึงคิดเอาคืนด้วยการโกงข้อสอบ ใช้ความฉลาดของตัวเองสร้างรายได้จากธุรกิจดังกล่าว

ภาพจากก
ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography

แต่ทว่าสุดท้ายแล้วลินเลือกเส้นทางของการเป็นครู ฉากสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อกลับเป็นคำถามและคำตอบอันบริสุทธิ์ตามแบบฉบับ ซึ่งค่อนข้างขัดแย้งกับสิ่งที่หนังกระเทาะความเน่าเฟะของระบบการศึกษาไทยมาตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะฉากที่ลินจำยอมสารภาพความผิดในห้องโทนสีขาวกับคณะกรรมการที่ท่าทางเป็นมิตร ซึ่งมันขัดกับภาพของผู้คุมสอบที่ดุดันในช่วงกลางเรื่อง จะว่าอีกนัยหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่า ตัวหนังเองก็ทำหน้าที่สั่งสอนคนดูและตีกรอบเรื่องจริยธรรมให้ตัวละครและผู้ชม ซึ่งหากมองในโลกแห่งความจริงแล้ว สิ่งที่ลินทำจะต้องส่งผลกระทบในวงกว้าง อาจลามไปถึงการยกเลิกการสอบ STIC ในต่างประเทศด้วย รวมไปถึงอนาคตของเด็กนักเรียนอีกนับแสนนับล้านชีวิต แต่กระนั้นการสารภาพผิดนำมาซึ่งการให้อภัยเสมอใช่เหรอไม่ ?

ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography
ภาพจากเฟสบุ๊ก : Sasidis Photography

แม้ว่าตอนจบและบทสรุปของหนังได้แสวงหาทางออกให้ตัวละครในแบบที่ไม่แหวกขนบ เสมือนตัวหนังทำหน้าที่สั่งสอนผู้ชม ชี้นำบทสรุปตามกรอบศีลธรรมและจริยธรรมของสังคม แต่อย่างไรก็ตาม ‘ฉลาดเกมส์โกง’ ก็ทำหน้าที่สะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะจิกกัดระบบอุปถัมภ์แบบไทยๆ ที่ฝังรากลึกในสังคมมาอย่างยาวนาน จึงไม่แปลกใจที่หนังเรื่องนี้ถูกยกให้เป็นหนังไทยที่น่าจับตามองที่สุดของปี และนำไปสู่ความท้าทายใหม่ๆ ของคนทำหนัง


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon