ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี “ช้อปช่วยชาติ” เริ่ม 11 พ.ย. – 3 ธ.ค.นี้ ลดภาษีได้ 1.5 หมื่นบ.

posted: 8 months ago
ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี “ช้อปช่วยชาติ” เริ่ม 11 พ.ย. – 3 ธ.ค.นี้ ลดภาษีได้ 1.5 หมื่นบ.

comments

คลอดออกมาเรียบร้อยแล้ว สำหรับมาตรการ “ช้อปช่วยชาติ” ปี 2560 ที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีนี้ ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม นี้ ในวงเงิน 15,000 บาท ต่อคน รวมระยะเวลา 23 วัน ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีประจำปี 2560 ได้



โดยมาตรการลดภาษีช้อปช่วยชาติในปีนี้ ไม่ได้ออกมาใช้เหมือนช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากกระทรวงการคลัง ต้องการให้ประชาชนตื่นตัวในการจับจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ประชาชนผ่านช่วงไว้ทุกข์ไปแล้ว และไม่ต้องการให้ประชาชนเกิดการชะลอใช้จ่ายช่วงนี้เพื่อรอไปใช้ช่วงสิ้นปี ดังนั้น ในปีนี้จึงรัฐบาลจึงเร่งกระตุ้นมาตรการดังกล่าวออกมาเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ รายละเอียดของมาตรการจะเป็นไปในรูปแบบเดิม คือกำหนดให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายเท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2560 มาหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท และผู้มีเงินได้ต้องซื้อสินค้าหรือรับบริการและชำระราคาค่าสินค้าหรือค่าบริการในช่วงเวลาดังกล่าว และต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าหรือรับบริการเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่ร้านค้าออกให้มาใช้แสดง นอกจากนี้สินค้าและบริการที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งต้องเป็นการซื้อสินค้าเพื่อใช้ในประเทศหรือบริการเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น และต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%

จากมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ข้างต้น จะเป็นการกระตุ้นในการซื้อสินค้าและรับบริการในช่วงปลายปี 2560 และทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระภาษีของประชาชน เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยขยายฐานภาษีและส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐในระยะยาว ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่า จะมีภาษีที่สูญเสียประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่จะเป็นการเพิ่มยอดขายสินค้าหรือการให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตัวของ GDP หรือเศรษฐกิจมวลรวมเพิ่มขึ้นราว 0.05%

ส่วนสินค้าที่ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้นั้น จะไม่รวมการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมัน ก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ทองคำแท่ง (ส่วนทองรูปพรรณลดหย่อนได้เฉพาะค่ากำเหน็จ) การชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ซื้อประกันชีวิต ประกันภัยรถยนต์ ซื้อบัตรของขวัญของห้างสรรพสินค้า และอื่นๆ และการบริการนั้นไม่รวมถึงการจ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ การจ่ายค่าที่พักในโรงแรมให้กับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม เพราะการช่วยเหลือด้านดังกล่าว อาจจัดทำเป็นมาตรการออกมารองรับเป็นการเฉพาะต่อไปในเร็ว ๆ นี้

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตรการช้อปช่วยชาติ น่าจะช่วยสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยให้กับธุรกิจค้าปลีกได้เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ และน่าจะเป็นโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ เช่น ผู้ผลิตสินค้า (Supplier) เกษตรกร รวมถึงการจ้างงานของธุรกิจต่างๆ ในห่วงโซ่ของธุรกิจค้าปลีก

1

จากที่ก่อนหน้านี้ ธุรกิจค้าปลีกยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดันทางด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มฐานราก ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของประเทศ โดยสะท้อนได้จากเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆ เช่น ราคาสินค้าเกษตรที่เริ่มมีแนวโน้มลดลง อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ยอดขายของสินค้าไม่คงทนและกึ่งคงทนที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน รวมถึงภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และตุลาคม-พฤศจิกายน และครอบคลุมหลายๆ พื้นที่ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ยังคงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย

ทั้งนี้ จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า มาตรการช้อปช่วยชาติ 15,000 บาท ปีนี้ จะมีผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

• มาตรการช้อปช่วยชาติ ปี’60 คนที่มีฐานรายได้สุทธิมากกว่า 500,000 บาทต่อปีขึ้นไป ยังคงวางแผนใช้สิทธิใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มีฐานรายได้สุทธิ 2 ล้านบาทขึ้นไป วางแผนที่จะใช้สิทธิเต็มจำนวน แต่คนที่มีฐานรายได้สุทธิไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี วางแผนที่จะใช้สิทธิลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจาก ยังคงกังวลกำลังซื้อในอนาคต และโดยปกติก็เสียภาษีในอัตราที่ไม่สูงมาก จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีเพิ่ม

• แรงส่งของมาตรการช้อปช่วยชาติปีนี้ น่าจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจค้าปลีกใกล้เคียงกับที่ภาครัฐได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่จากการสำรวจพบว่า กว่าร้อยละ 40 ของผู้ที่จะใช้สิทธิจากมาตรการดังกล่าว มีแผนที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพียงแต่อาจวางแผนเลื่อนวันในการซื้อสินค้าให้เร็วขึ้นในช่วงที่ออกมาตรการ เพื่อต้องการใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าต่อชิ้นสูง



• ปีนี้ ผู้ประกอบการค้าปลีกควรเตรียมพร้อม ทั้งในเรื่องของสต็อกสินค้า การจัดการเรื่องของใบกำกับภาษี และเร่งทำกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เร็วขึ้นกว่าปีก่อน เพื่อหนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค และส่งผลให้คาดว่า บรรยากาศโดยรวมในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้ น่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้วจากการกระตุ้นการใช้จ่ายโดยผู้ประกอบการร้านค้าปลีกต่างๆ 2 รอบ คือ ช่วงมาตรการช็อปช่วยชาติและช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งต่างจากปีก่อนที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon