ซิตี้แบงก์เผยลงทุนครึ่งปีหลังตลาดหุ้น-พันธบัตรผลตอบแทนดี เพิ่มน้ำหนักตลาดเอเชีย-ยุโรป

posted: 1 year ago
ซิตี้แบงก์เผยลงทุนครึ่งปีหลังตลาดหุ้น-พันธบัตรผลตอบแทนดี เพิ่มน้ำหนักตลาดเอเชีย-ยุโรป

comments

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดความผันผวน ทำให้นักลงทุนต้องมีการทบทวนการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมต่อความเสี่ยงและโอกาสในการลงทุนให้มากขึ้น

โดยในช่วงครึ่งปีหลัง นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า การลงทุนของนักลงทุนควรเน้นการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรที่มีความน่าสนใจและให้ผลตอบแทนที่ดี ตามมุมมองของธนาคารซึ่งแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชียและยุโรปมากขึ้น โดยสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง แนะนำให้นักลงทุนแบ่งสัดส่วนลงทุนในตลาดหุ้นร้อยละ 50 – 60 และลงทุนในตลาดพันธบัตรสัดส่วนร้อยละ 20 – 40

นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย
นายดอน จรรย์ศุภรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย

ทั้งนี้ ธนาคารได้มีนวัตกรรมใหม่ในการช่วยเหลือให้ลูกค้าวางแผนการเงินและวางแผนความมั่งคั่งภายใต้ชื่อ Total Wealth Advisory (TWA) ซึ่งเป็นเครื่องมือวางแผนการเงินตามเป้าหมายที่ธนาคารได้พัฒนาและนำมาให้บริการกับลูกค้าซิตี้โกลด์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าเห็นพอร์ตการลงทุนแบบภาพรวม รวมไปถึงดัชนีการกระจายความเสี่ยง ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าการลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีที่สุดในสินทรัพย์ทุกประเภท

นอกจากนี้ ภายในสิ้นปี 2560 ธนาคารจะเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์กองทุนรวม โดยจะมีจำนวนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ชั้นนำระดับโลกเพิ่มขึ้นเป็น 10 สถาบัน จากปัจจุบันมี 8 สถาบัน เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนต่อลูกค้าเพิ่มขึ้น จะช่วยผลักดันให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ หรือ AUM ของธนาคารเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าเติบโตร้อยละ 20 ในปี 2560


เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มอีก 3%

ด้านเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัวในทุกภูมิภาค ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ นายเอเดรียน ไวสส์ หัวหน้าที่ปรึกษาการบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารซิตี้แบงก์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ร้อยละ 3 ในปี 2560 และร้อยละ 3.3 ในปี 2561 โดยปัจจัยที่สนับสนุนวัฏจักรการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ประกอบด้วย กำไรจากผลประกอบการภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น กิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และการฟื้นตัวของกิจกรรมการลงทุน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ คือ การชะลอตัวอย่างมากของเศรษฐกิจจีน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังขาต่อนโยบายปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ส่วนอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง

ด้านตลาดหุ้นหลักในทุกภูมิภาคคาดว่าในปี 2560 จะมีการเติบโตในทางบวก ซึ่งเกิดขึ้นครั้งหลังสุดในปี 2553 โดยเป็นผลมาจากการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบ ความคืบหน้าจากการใช้นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อาจจะส่งผลบวกต่อหุ้นที่ได้รับอิทธิพลจากวัฏจักรเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากที่ผ่านมานักลงทุนไม่ได้คาดหวังมากนักกับการปฏิรูปภาษีและมาตรการกระตุ้นด้านการคลังของสหรัฐฯ รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้นและการเติบโตของผลประกอบการจะส่งผลต่อหุ้นที่เป็นวัฏจักร เช่น กลุ่มพลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี

ส่วนตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ ตลาดหุ้นยุโรปและตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหุ้นวัฏจักร คาดว่าจะมีการเติบโตได้ไนระดับตัวเลขสองหลักในปีนี้ ซึ่งดีกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านพ้นไป โดยนักลงทุนต่างคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นและแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นพบว่าตั้งแต่ต้นปี 2560 ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ กลับลดลง จากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ มีโอกาสทยอยปรับตัวขึ้นไนช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า โดยมองว่าการเลือกลงทุนในพันธบัตรควรจะเป็นการเลือกลงทุนในพันธบัตรบางกลุ่ม เช่น ตราสารหนี้เอกชนของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับที่น่าลงทุน และตราสารหนี้ของประเทศเกิดใหม่

“ความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดหุ้น มองว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย ละตินอเมริกา และยุโรปตะวันออกในบางประเทศ มีความน่าสนใจในปีนี้ เพราะปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นปัจจัยหนุน และ Valuation ของตลาดหุ้นในกลุ่มนี้ที่ถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่ง P/E เฉลี่ยของตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ที่ 13 เท่า ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ 19 เท่า ส่วนตลาดหุ้นยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งตลาดหุ้นที่น่าสนใจ เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยุโรป เพราะการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปให้ผลตอบแทน 3% ส่วนตลาดตราสารหนี้ยุโรปให้ผลตอบแทนน้อยกว่า 1%” นายเอเดรียน กล่าว

ด้านอัตราแลกเปลี่ยนยังคาดว่ามีผันผวน เพราะความเคลื่อนไหวทางการเมืองกดดันไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ในขณะที่การปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟดในระยะต่อไปก็จะช่วยไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ซึ่งการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลดีต่อค่าเงินยูโรและค่าเงินปอนด์ ตลอดจนเปิดโอกาสลงทุนให้กับนักลงทุนในระยะสั้น

การวางแผนการลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่นเดียวกับซิตี้แบงก์ที่มีโปรแกรมวางแผนการเงินและวางแผนความมั่งคั่งอย่าง Total Wealth Advisory (TWA) ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างแน่นอน และถ้าเข้ามาลงทุนกับซิตี้แบงก์รับรองว่าจะได้คำแนะนำและได้พบกับที่ปรึกษาทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญแบบไม่ผิดหวัง นอกจากนี้แล้วยังได้จัดโปรโมชั่นบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครเข้ามาตอนนี้ผ่าน Rabbit Finance ช่องทางที่ให้ความสะดวก อนุมัติรวดเร็วทันใจ โดยเฉพาะลูกค้าใหม่ รับของสมนาคุณดีๆ อย่าง “บัตรกำนัล Starbucks” นอกจากนั้นยังมีบัตรเงินสด Tesco Lotus มูลค่า 500 บาท และบัตรเงินสด PTT มูลค่า 500 บาทอีกด้วย กดสมัครเข้ามากันเลยนะคะ


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon