ซีรีส์ญี่ปุ่น สะท้อนอะไร ทำไมคุณถึงต้องดู

posted: 2 years ago
1,563 views
ซีรีส์ญี่ปุ่น สะท้อนอะไร ทำไมคุณถึงต้องดู

comments

ซีรีส์ญี่ปุ่น

ในยุคอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงเฟื่องฟูเช่นนี้ ตัวเลือกของผู้บริโภคก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรมดา แต่การจะเลือกเสพสื่อประเภทไหน ของชนชาติใดนั้น ก็ล้วนขึ้นอยู่กับจริตส่วนบุคคล หนึ่งในสื่อสะท้อนสังคมยอดนิยมก็ได้แก่ ซีรีส์ หรือก็คือละครนั่นเอง และเมื่อพูดถึงซีรีส์แล้ว ผู้เข้าชิงอันดับต้นๆ ของเราก็คงหนีไม่พ้นซีรีส์จากประเทศเกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกไปที่ซีรีส์สัญชาติญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็นสื่อสะท้อนและชี้นำสังคมกัน

เรื่องที่คุณอาจสนใจ: สวนหินแบบเซน กับความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้4 สาเหตุที่ทำให้คนญี่ปุ่นใส่ใจกว่าชนชาติอื่นอิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา กับสงครามศาสนาพุทธในญี่ปุ่นโบราณ

Viriyah Insurance

ซีรีส์ญี่ปุ่นเริ่มเป็นที่รู้จักในบ้านเราจากการออกอากาศทางช่อง 5 และช่อง 3 ซึ่งในยุคนั้นเรื่องที่โด่งดังเป็นที่รู้จักมาจนทุกวันนี้ คือ “สงครามชีวิตโอชิน” (ช่อง 5 ออกอากาศปี ค.ศ. 1984 – 1985 และช่อง 3 นำมาฉายซ้ำในปีค.ศ. 1994 – 1995) จากนั้นทั้งสองช่องมีการนำซีรีส์ญี่ปุ่นมาออกอากาศเป็นรายการทั้งในช่วงบ่ายและช่วงดึกๆ โดยซีรีส์ที่นำมาออกอากาศในยุคนั้นมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับชมรมกีฬา หรือเรื่องราวในโรงเรียน เรื่องที่โด่งดังคือ “สิงห์สาวนักสืบ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักสืบสาวมัธยมผู้มีลูกดิ่งเป็นอาวุธ

 

ซีรีส์ญี่ปุ่น
Oshin (1983-1984)

หลังจากนั้นมีบางช่วงที่ซีรีส์ญี่ปุ่นเริ่มเงียบหายจากจอทีวีบ้านเราไป จนกระทั่งเริ่มมีการนำซีรีส์ญี่ปุ่นมาออกอากาศอีกครั้งในรายการ ITV Asian Series ซึ่งออกอากาศที่ช่อง ITV ในช่วงปีค.ศ. 1999 – 2004 โดยฉายปะปนกันทั้งซีรีส์ญี่ปุ่นและซีรีส์เกาหลี ความนิยมที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นจุดกำเนิดของกระแสแฟชั่นและวัฒนธรรมต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาจากญี่ปุ่นผ่านซีรีส์ ด้วยรูปแบบและเนื้อหาที่ไม่จำเจ ซีรีส์ญี่ปุ่นในสมัยนั้นจึงครองใจชาวไทยจำนวนมากที่แสวงหาสิ่งใหม่ในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิง

 

ซีรีส์ญี่ปุ่น
Sukeban Deka – สิงห์สาวนักสืบ (1985)

ด้วยอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่าและจำนวนประชากรที่มากกว่าของญี่ปุ่นในปัจจุบัน ทำให้ซีรีส์ญี่ปุ่นมีความหลากหลายมากแก่ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นในด้านของอายุ เพศ หรือสาขาอาชีพ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกชนชั้น นอกจากนี้ยังสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคมญี่ปุ่น เพราะตัวเอกไม่จำเป็นต้องรวย นักธุรกิจไม่ได้แค่นั่งเซ็นเอกสาร และความรักไม่จำเป็นต้องสมหวังเสมอไป เนื้อหาที่ไม่ซ้ำซากประกอบกับความลุ่มลึกของการถ่ายทอด ได้ทำให้ซีรีส์ญี่ปุ่นเป็นมากกว่าการพาผู้ชมไปตามสอดรู้สอดเห็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือตัดสินความดีความชั่วของใคร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรเลยนอกจากค่านิยมผิดๆ และการสนองความใคร่ทางศีลธรรมจอมปลอม

 

ซีรีส์ญี่ปุ่น สะท้อนสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อปีค.ศ. 1991 มีซีรีส์เรื่องหนึ่งที่เรียกเรตติ้งได้สูงเป็นประวัติการณ์ชื่อ “Tokyo Love Story” ออกอากาศที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนมกราคม-มีนาคม เนื้อเรื่องว่าด้วยผู้หญิงคนหนึ่งที่จีบผู้ชายก่อน แต่ไม่ว่านางเอกของเราจะรักและทุ่มเทแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่าตอนจบนั้นจะสวยงาม เพราะสุดท้ายแล้ว พระเอกก็เรื่องคนที่ตนเองรัก และนางเอกก็ตัดใจเดินออกมา

ซีรีส์ญี่ปุ่น
Tokyo Love Story (1991)

ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนค่านิยมใหม่ของสังคมญี่ปุ่นที่ผู้หญิงเริ่มเป็นฝ่ายจีบผู้ชายก่อน ราวกับเป็นสัญญาณเริ่มแรกที่บอกให้รู้ว่าค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นได้ถูกขัดขาให้ล้มลงและหยุดอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ยังถือเป็นมิติใหม่ของวงการในแง่ที่ว่า ความรักไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเสมอไป ซีรีส์ญี่ปุ่นจึงเริ่มมีความเป็นจริงมากขึ้นไปอีกขั้น

 

ถัดมาจากการสะท้อนความรักในมุมมองใหม่ ซีรีส์ญี่ปุ่นก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการนำเสนอแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต ทั้งสังคมการทำงาน การศึกษา แวดวงต่างๆ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและคนในครอบครัว ยกตัวอย่างเช่น “Sweet Daddy” (1998) ซึ่งเป็นซีรีส์ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของทนายความคนหนึ่งกับลูกสาวที่ยังไม่ยอมให้อภัยเรื่องที่เขาได้หย่ากับภรรยาตั้งแต่ลูกสาวยังเล็ก แต่ทั้งสองกลับต้องมาอยู่ด้วยกันเนื่องจากภรรยาได้เสียชีวิตลง ความสัมพันธ์อันน่าอึดอัดภายใต้ชายคานี้จึงได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนจะนำไปสู่เรื่องราวอันแสนอบอุ่นของสองพ่อลูก

ซีรีส์ญี่ปุ่น
My Sweet Daddy (1998)

 

ซีรีส์ญี่ปุ่น ชี้นำสังคม

เมื่อเวลาผ่านไป สื่อบันเทิงก็ย่อมต้องพัฒนาไปให้ทันความหลากหลายของสังคมด้วย ซีรีส์ญี่ปุ่นจึงต้องทำหน้าที่ที่มากกว่าการสะท้อนสังคม นั่นก็คือ การชี้นำสังคม ด้วยการหยิบยกปัญหาที่ผู้คนมองข้ามหรืออยู่ในเงามืดของสังคมมาตีแผ่ เพื่อยกประเด็นขึ้นมาให้เกิดการถกเถียงในวงที่กว้างขึ้น และนำไปสู่การตระหนักรู้ถึงปัญหาของคนในสังคม

ยกตัวอย่างเช่น “Change” (2008) ซีรีส์ญี่ปุ่นที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงการเมืองได้อย่างถึงแก่น ซึ่งนอกจากจะตีแผ่เบื้องลึกเบื้อหลังเกมการเมืองแล้ว ทีมผู้สร้างยังใช้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นสื่อกลางในการให้ความรู้กับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายโครงสร้าง ระบบการปกครอง หรือคำศัพท์ทางการเมืองที่หลายคนมักมองว่าเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมาทั้งในมุมมืดและมุมสว่าง เพื่อให้เห็นว่า การเมืองไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ๆ และน่าเบื่อเสมอไป ให้ผู้ชมได้มีอารมณ์ร่วมและตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของตนเอง เป็นจุดประกายเล็กๆ เพื่อนำไปสู่ “Change” หรือการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับชื่อเรื่อง

ซีรีส์ญี่ปุ่น
Change (2008)

 

อีกประเด็นรุนแรงที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทำเป็นซีรีส์ก็คือ การท้องก่อนวัยอันควร ใน “Juuyon sai no Haha” (2006) หรือแปลตรงตัวว่า “คุณแม่อายุ 14” ซึ่งแค่ชื่อเรื่องก็บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วถึงปัญหาที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของนางเอกที่พลาดท่าตั้งท้องตั้งแต่อายุ 14 ปัญหาภายในครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน มุมมองของสังคมที่มองมายังนางเอกและครอบครัว รวมไปถึง ข้อถกเถียงทางจริยธรรมว่าด้วยการทำแท้ง และที่ขาดไม่ได้คือเรื่องราวของความรักท่ามกลางมรสุมชีวิตที่มาก่อนวัยอันควร ทั้งต่อครอบครัว คนรัก และลูกน้อยที่อยู่ในท้องของเธอ

ซีรีส์ญี่ปุ่น
Juuyon sai no Haha (2006)

จะเห็นได้ว่าประเด็นต่างๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทำเป็นซีรีส์นั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ “เซนซิทีฟ” ของสังคม แต่ไม่ว่าอย่างไร ทีมผู้สร้างก็ยังคงสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างงดงาม และต่อให้เรื่องราวจะดำเนินไปในทิศทางใด ความรู้สึกอิ่มใจหลังดูจบจะปรากฏขึ้นในใจผู้ชมเสมอ

 

Dhiphaya Insurance

 

ซีรีส์ญี่ปุ่น ชี้นำผู้คน

นอกจากจะสื่อสารกับสังคมในวงกว้างแล้ว ซีรีส์ญี่ปุ่นยังสื่อสารกับปัจเจกด้วย โดยทำหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตนเอง และตั้งคำถามกับจริยธรรมที่ปัจเจกยึดถือ เพื่อปัดเป่าความหยุดนิ่งทางความคิดให้ออกไปจากสังคม และชักนำให้เกิดค่านิยมใหม่ที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

“Nobuta wo Produce” (2005) เป็นหนึ่งในซีรีส์ในดังไกลมาถึงบ้านเรา ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาว ม.ปลาย “โนบุโกะ” ที่มีปัญหาในด้านการแสดงออกและความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง เธอพยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมให้ได้ แต่สุดท้าย เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจของคนรอบข้างเสียเอง ถือเป็นซีรีส์ชั้นดีเรื่องหนึ่งที่บอกเล่ามุมมองการเติบโตของวัยรุ่น และนำเสนอชีวิตในวัยเรียนของคนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

ซีรีส์ญี่ปุ่น
Nobuta wo Produce (2005)

 

อีกเรื่องหนึ่งได้แก่ “Q10” (2010) เรื่องของเด็กนักเรียน ม.ปลายคนหนึ่งที่บังเอิญไปปลุกหุ่นยนต์หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักตามแบบฉบับพิมพ์นิยมญี่ปุ่นเข้า เลยต้องคอยดูแลรับผิดชอบเธอโดยไม่ให้รอบข้างรู้ว่าเธอคือหุ่นยนต์ เรื่องราวดำเนินไปอย่างอัดแน่นและแยบยลผ่านชีวิตและความสัมพันธ์ของตัวละคร ก่อนที่เพลงจบจะมาพร้อมกับคำถามเกี่ยวกับชีวิตในใจผู้ชมเสมอ เพื่อให้ผู้คนหวนนึกถึงความฝัน ความสุข และความเศร้าที่ได้ผ่านไป

ซีรีส์ญี่ปุ่น
Q10 (2010)

 

ควมสำเร็จของซีรีส์ญี่ปุ่นไม่ใช่แค่สะท้อนและตีแผ่เรื่องราวของสังคมญีปุ่น แต่ยังชี้นำผู้คนที่หลงทางและหลงลืมตัวตนให้กลับมามายืนหยัดใหม่อีกครั้ง ซึ่งถ้าคิดในอีกแง่หนึ่ง ซีรีส์เหล่านี้ก็สะท้อนปรากฏการณ์บางอย่างในสังคมญี่ปุ่นที่ว่า ผู้คนจำนวนมากได้ละทิ้งความฝันและผันตัวเองมาเป็นหน่วยหนึ่งของสังคมหรือบริษัท เลิกเดินตามความฝันก่อนจะใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย

 

ซีรีส์ญี่ปุ่น เป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์

นอกจากจะสร้างความรู้สึกอิ่มเอมใจแก่ผู้ชมแล้ว ซีรีส์ญี่ปุ่นยังกลายเป็นสื่อกลางในประชาสัมพันธ์ประเทศญี่ปุ่นไปโดยปริยาย ทั้งในด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหาร หรือแม้แต่สถานที่ท่องเที่ยว ดังจะเห็นได้จากซีรีส์หลายเรื่องที่นำเสนอเสน่ห์ของอาหารเมนูต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น “The Queen of Lunch” (2002) ที่ทำให้ข้าวห่อไข่ธรรมดาๆ กลายเป็นเมนูที่โดดเด่นขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะพาไปดูวิธีทำทุกขั้นตอนแล้ว ยังมีการเปิดเผยสูตรลับของเดมิกราซอสอันหอมหวานกันอีกด้วย เรียกได้ว่าไม่มีกั๊กกันเลยจริงๆ แต่ถึงแม้จะมุ่งเน้นนำเสนอเมนูอาหารมากแค่ไหน เรื่องความรักและข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับชีวิตก็ไม่เคยขาดหายไปจากซีรีส์เรื่องนี้เช่นกัน

ซีรีส์ญี่ปุ่น
The Queen of Lunch (2002)

 

ต่อกันด้วย “Osen” (2008) เป็นซีรีส์ที่ว่าด้วยร้านอาหารเก่าแก่แห่งหนึ่งที่ถึงคราวสั่นสะเทือนเมื่อโลกสมัยใหม่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง “โอเซน” สาวน้อยผู้กุมชะตาของร้านอาหารนี้จึงต้องประคับประคองพาร้านให้ผ่านมรสุมของการเปลี่ยนแปลงนี้ไปให้ได้ โดยซีรีส์เรื่องนี้พยายามนำเสนอความขัดแย้งของความเก่าและความใหม่อยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องของอาหารและแง่มุมความคิด ราวกับเป็นหน้าฉากให้ความทันสมัยกับความล้าสมัยได้มาโต้วาทีกัน

ซีรีส์ญี่ปุ่น
Osen (2008)

 

ดังนั้น ซีรีส์หรือละครจึงไม่ใช่การนำเสนอเรื่องราวความรักตามแบบที่ผู้บริโภคต้องการเสพเท่านั้น แต่มันยังสามารถสะท้อนและชี้นำสังคมได้ การมัวแต่นำเอาเรื่องราวเดิมๆ มาผลิตซ้ำนั้นจึงสะท้อนได้ว่าแนวคิดและสังคมไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ ละครยังสามารถเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ การเอาแต่ชี้ให้เห็นจุดจบของคนชั่วในเพื่อให้เกิดความกลัวนั้นอาจไม่สัมฤทธิ์เท่าไรนัก แต่การขจัดปัญหาให้หมดไปจากสังคมได้อย่างแท้จริงนั้น ละครต้องชี้ให้เห็นว่า คนชั่วที่เป็นต้นตอของปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรคือคือปัจจัยที่ไปกระตุ้นให้เขาตัดสินใจทำแบบนี้ ให้ผู้ชมได้รู้ว่า จะต้องทำอย่างไรไม่ให้เกิดการผลิตซ้ำคนแบบนั้นขึ้นมาอีก


avatar
by ด.ช.อไทย
มนุษย์

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon