ตามติด ซีเรีย เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจึงมีการโจมตีกันนะ?

posted: 7 months ago
ตามติด ซีเรีย เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจึงมีการโจมตีกันนะ?

comments

เรียกได้ว่าเป็นข่าวเขย่าโลกเลยก็ว่าได้ สำหรับข่าวที่สหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส ร่วมมือกันเปิดฉากโจมตี ซีเรีย ด้วยการทิ้งระเบิด แต่ทางซีเรียเองได้ทำการยิงขัดขวางระเบิดบางส่วน

อะไรที่ทำให้สหรัฐฯ ตอบโต้รุนแรงแบบนี้ ? วันนี้เราก็มีสรุปข่าวเรื่องสงครามซีเรียแบบง่ายๆ มาฝากกัน


สรุปข่าวการโจมตี ซีเรีย เกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

หลายคนอาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก ถ้ายังงงๆ ไม่เข้าใจกันอยู่ เราก็มีเรียบเรียงเหตุการณ์แบบสรุป ให้ทุกคนได้ทันข่าวกัน

โดยเรื่องเริ่มต้นที่ทางสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส เปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ นับตั้งแต่เกิดสงครามกลางเมือง กับรัฐบาลซีเรีย ด้วยระเบิด 110 ลูก ในกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย และเมืองฮอมส์ แต่ทางซีเรียเองก็สามารถยิงสกัดขีปนาวุธนำวิถีได้ 71 ลูก  

สำหรับที่มาของการโจมตีครั้งนี้ นับเป็นตอบโต้ที่ซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีสังหารประชาชนนั่นเอง



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงว่า เป็นการโจมตีเพื่อทำลาย และขัดขวางเรื่องของอาวุธเคมีของรัฐบาลซรเรีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด และอ้างว่า จุดที่ทิ้งระเบิดไปนั้น เป็นที่ตั้งคลังเก็บอาวุธเคมี

นอกจากนี้ ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการโจมตีเป้าหมายสำคัญ 3 จุด คือ ศูนย์วิจัยอาวุธเคมีในกรุงดามัสกัส และคลังเก็บอาวุธเคมี 2 แห่งใกล้เมืองฮอมส์

แต่ทางฝั่งรัฐบาลซีเรียเอง ก็เคยออกมาปฏิเสธก่อนหน้านี้แล้วว่า ไม่มีการใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองดูมาแต่อย่างใด รวมถึงการแสดงทีท่าล่าสุดต่อการโจมตีว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง



ในขณะที่ทางรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลซีเรีย ก็ออกมาเตือน และแสดงความคิดเห็นกับเรื่องนี้ว่า การโจมตีครั้งนี้จะมีผลกระทบที่เกิดตามมาอย่างแน่นอน

ส่วนด้าน นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ก็ออกมาแถลงยืนยันว่า การตัดสินใจโจมตีทางอากาศต่อซีเรีย “เป็นเรื่องถูกต้องและถูกกฎหมาย”

ทั้งนี้จากรายงานต่างๆ ในการโจมตีซีเรียครั้งนี้ พบผู้บาดเจ็บจากการทิ้งระเบิด 3 คน และยังไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด


เกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องโจมตีซีเรีย ?

หลายคนที่อาจจะไม่ได้ติดตามข่าวมาตั้งแต่ต้น ก็อาจจะยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า ทำไมจู่ๆ สหรัฐฯ และพันธมิตรหลายประเทศถึงเลือกที่จะโจมตีซีเรียในครั้งนี้กัน ?

เรื่องนี้อาจจะต้องย้อนกลับไปถึงเรื่องของ สงครามซีเรีย กันก่อน โดยสงครามกลางเมืองซีเรียนั้น เริ่มต้นจาก ทางประชาชนได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการว่างงาน ปัญหาทุจริต และการไร้เสรีภาพทางการเมือง ภายใต้การบริหารประเทศของ ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด

จนกระทั่งในปี 2011 เกิดการชุมนุมประท้วงเพื่อประชาธิปไตยที่เมืองเดอรา และต่อมาความวุ่นวายก็ได้ขยายวงกว้าง และขยายการปราบปรามรุนแรงมากขึ้น จนทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเริ่มหันไปจับอาวุธเพื่อป้องกันตัวเองและเพื่อขับไล่กองกำลังรัฐที่เข้ามาในพื้นที่ของผู้ไม่เห็นด้วย



สงครามซีเรียเริ่มบานปลาย และขยายคู่ขัดแย้งจากฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนนายอัสซาดในประเทศ ออกไปนอกประเทศ และมีกลุ่มต่างๆ ซึ่งต่างก็มีเป้าหมายของตัวเองเข้าร่วมสงครามที่ว่า ทำให้ความขัดแย้งนี่ยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางความซับซ้อน ยืดเยื้อ และยังหาข้อสรุปไม่ได้

โดยฝั่ง รัสเซีย อิหร่าน จะให้การสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย ในขณะที่ สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร (อังกฤษ)  ฝรั่งเศส และประเทศตะวันตกอื่นๆ ให้การสนับสนุนต่างระดับกับฝ่ายที่พวกเขาเรียกว่า กลุ่มกบฏ “สายกลาง”

และหนึ่งในเหตุการณ์ที่ร้ายแรง และกลายมาเป็นสาเหตุให้สหรัฐฯ และพันธมิตร เริ่มต้นซีเรียนั้น มาจาก เหตุการณ์ใน เดือนเมษายน ปี 2013 ที่มีการกล่าวว่า รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีกลุ่มกบฎในเมืองกัวตาห์ เขตกรุงดามัสกัส ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ราย  และที่สะเทือนใจคือ จำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ มีเด็กและประชาชนผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วย บางคนถึงขนาดกลายเป็นคนไร้บ้าน ไร้ครอบครัว เป็นเด็กกำพร้า



ด้วยเหตุการณ์นั้น ทำให้ ประธานาธิบดีโอบามา ได้กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลซีเรีย พร้อมลั่นจะตอบโต้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นขัดแย้งอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลซีเรีย รวมไปถึงการกล่าวว่า ซีเรียมีอาวุธเคมีในครอบครอง

แต่บางกลุ่มก็มองว่า การโจมตีซีเรียจากสหรัฐฯ และพันธมิตร ในครั้งนี้ ใช้เรื่องระเบิดในสงครามซีเรียบังหน้า เหมือนครั้งที่สหรัฐฯ โจมตีอิรัก มากกว่าจะใช้ตอบโต้ในเรื่องของอาวุธเคมี



มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนกัน ที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ?

จากแผนผังความสัมพันธ์ดั่งกล่าว ทำให้หลายฝ่าย และหลายคนกังวลใจว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นอีกครั้ง และอาจจะลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ หรือไม่ ?

การคาดการณ์เรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากความเชื่อที่ว่า การโจมตีดั่งกล่าว เป็นการโจมตีเพื่อตอบโต้รัสเซียทางอ้อม  บางฝ่ายเชื่อว่า อาวุธเคมีที่ใช้เมื่อปี 2013 นั้น เป็นแค่การจัดฉากเท่านั้น

และหลายฝ่ายก็วิจารณ์ว่า สหรัฐฯ ควรมีหลักฐานว่า ซีเรียมีอาวุธเคมีดั่งกล่าวให้ชัดเจนก่อนการโจมตีมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นจะซ้ำรอยเดิมกับ ปี 2003 ตอนที่กล่าวหาว่า อิรักมีอาวุธนิวเคลียสในครอบครอง

แต่ทางรัฐบาลอังกฤษเอง ก็ได้ออกมาชี้แจ้ง และกำหนดว่า การโจมตีดังกล่าวแค่ตั้งใจจะยับยั้งรัฐบาลซีเรียไม่ให้ใช้อาวุธเคมีอีก และไม่ได้ต้องการให้การโจมตีเหล่านี้กระทบไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับผู้สนับสนุนฝั่งรัฐบาลซีเรีย อย่าง รัสเซีย

กระทรวงกลาโหมอังกฤษ ได้ปรึกษาหารือกับอัยการสูงสุดอย่างละเอียดในเรื่องข้อกฎหมายและจุดที่เป็นเป้าหมายโจมตีอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้ผิดพลาดเหมือนการโจมตีอิรัก เมื่อปี 2003




ในขณะที่ ฝ่ายวางแผนโจมตีเชื่อว่าวิธีที่จะป้องกันไม่ให้รัสเซียหันมาตอบโต้ คือจะต้องแจ้งให้รัสเซียรับรู้เรื่องนี้ล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงไม่โจมตีที่มั่นใดๆ ของรัสเซียในซีเรีย

อย่างไรก็ดี ในการตอบคำถามผู้สื่อข่าววันนี้ นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ระบุว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแจ้งให้รัสเซียทราบล่วงหน้า ขณะที่ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศสเปิดเผยว่าได้เตือนให้รัสเซียรู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าจะมีการโจมตีซีเรีย

ในขณะที่ UN ก็เกรงว่าจะเกิดเรื่องสงครามเย็นขึ้นมา จึงได้มีการย้ำความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อบังคับสากลและระเบียบข้อบังคับ พร้อมเรียกร้องให้คณะมนตรีฯ UN ร่วมกันเจรจาและตกลงกันให้ตั้งคณะตรวจสอบหาข้อเท็จจริงว่าการโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่เมืองดูมานั้น เป็นฝีมือของฝ่ายใดกันแน่

แต่อย่างมหาอำนาจ หรือประเทศอื่นๆ เช่น จีนเอง ก็ออกมาพูดว่า ไม่ได้สนับสนุนวิธีการโจมตีดั่งกล่าว อยากให้เน้นไปที่การเจรจาจึงจะช่วยแก้ปัญหาสงครามซีเรียได้ ในขณะที่ทางเยอรมันเอง ก็เลือกที่จะหนุนเป็นพันธมิตรต่อการกระทำของสหรัฐฯ เป็นต้น



ทิศทางหลายฝ่ายก็ยังไม่ชัดเจน คลุมเครือ ในเรื่องนี้ อาจจะต้องจับตากันต่อไป  หลายๆ คน อาจจะต้องเสพข่าวอย่างระมัดระวัง อย่าเพิ่งเทใจให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากจนเกินไป และคอยจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์ที่ว่า อาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับเวทีโลก มากกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon