คำถามสุดคลาสสิก “รถยนต์” กับ “บ้าน” ซื้ออะไรก่อนดี ?

posted: 2 years ago
คำถามสุดคลาสสิก “รถยนต์” กับ “บ้าน” ซื้ออะไรก่อนดี ?

comments

คำถามที่ทุกคนต้องเคยเจอมาอย่างแน่นอนสักครั้งในชีวิตนี้ก็คือ เมื่อเริ่มต้นเก็บเงินได้สักก้อนนึง แล้วเราต้องการสร้างชีวิต สร้างครอบครัวอะไรก็แล้วแต่ระหว่าง “รถยนต์” กับ “บ้าน” เราควรซื้ออะไรก่อนดี? เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มี “ราคาสูง” ชิ้นแรกๆ ที่เราจะพิจารณาซื้อ ดังนั้นก็ต้องคิดมากกันเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีคำถามที่ถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคน เพราะคำถามไม่สามารถฟันธงได้นั่นเองว่า เราควรจะทำอะไรก่อนหลัง เพราะต้องอาศัยหลากหลายปัจจัย ก่อนอื่นเลยเราต้องรู้ข้อดีและข้อเสียของแต่ละอย่างทั้งรถและบ้านก่อนเพื่อประกอบการตัดสินใจ



เรามาดูที่ “รถยนต์” กันก่อนดีกว่าว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร “รถยนต์” หน้าที่หลักของมันเลยก็คงเป็นเรื่อง “ความสะดวกสบาย” เป็นหลัก เพราะจะช่วยทำให้เราไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกขึ้น แล้วยิ่งระบบขนส่งมวลชนบ้านเราไม่ต้องพูดถึงเลย ยิ่งต่างจังหวัดยิ่งแย่ ยังต้องพัฒนากันอีกเยอะ ทำให้การมีรถยนต์ก็จะช่วยตรงนี้ได้ดีมาก

แต่ข้อเสียหลักๆ ของรถยนต์เลยก็คือ “รายจ่าย” ที่แถมมากับการมีรถยนต์สักคัน เวลาเราจะออกรถสักคันแน่นอนว่าต้องมีเงินดาวน์สักก้อน แล้วเราก็ดูว่า เงินที่เราต้องผ่อนแต่ละเดือนไหวไหม? ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมากเพราะการมีรถสักคันบอกได้เลยว่า มี “รายจ่ายแฝง” เยอะมากๆ

ทั้งค่าน้ำมันที่ถ้าใช้รถจริงๆ น่าจะตกเดือนละ 2,000 บาทเป็นอย่างน้อย ไหนค่าประกันภัย ยางรถ ค่าบำรุงรักษาต่างๆ อีกเยอะพอสมควร ซึ่งเราควรคำนวณถึงรายจ่ายเหล่านี้ด้วย เพราะบางคนซื้อรถมาแค่ผ่อนไว้ สุดท้ายไม่สามารถเอารถออกมาวิ่งได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ในบ้านเราก็มีให้เห็นเยอะแยะ ที่สำคัญรถเป็นสินทรัพย์ที่ราคาจะมีแต่ “ลดลง”

Car investment concept flat style illustration

ทีนี้เรามาดูที่ “บ้าน” กันบ้างว่าเป็นยังไงบ้าง? ลักษณะของบ้านก็คือ “ที่อยู่อาศัย” ซึ่งแน่นอนว่าเป็น ปัจจัย 4 ที่สำคัญถ้าเราซื้อบ้านแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องไป “เช่า” แล้วที่สำคัญบ้านเป็นสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มขาขึ้นอยู่พอสมควร (แต่บ้านที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วราคาลดก็มีเหมือนกัน)

ข้อเสียของการซื้อบ้านก็คือ เป็นภาระที่ยาวนานประมาณ 20-30 ปี แต่ถ้าใช้การ Refinance เข้าช่วยน่าจะลดภาระได้ประมาณ 5-10 ปี แต่ก็ยังเป็นภาระที่ยาวอยู่เหมือนกัน แล้วการมีบ้านจะทำให้ “สภาพคล่อง” ในชีวิตเราลดลง สภาพคล่องในที่นี้หมายถึงว่า เราจะย้ายถิ่นที่อยู่กรณีย้ายงาน เช่น ย้ายงานไปทำต่างพื้นที่ ย้ายที่ทำงานที่ไกลจากบ้านกว่าเดิม เพราะการซื้อ-ขาย บ้านทำได้ค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่นๆ

HiRes-08-1-new

ส่วนตัวเลยแนะนำว่า ถ้าเราตัดเรื่องอารมณ์ออกไปจนหมดแล้ว ลองพิจารณาข้อดีและข้อเสียอย่างถี่ถ้วน ดูๆ แล้วยังไงเราก็ควรมี “บ้าน” มากกว่า เพราะการมีรถดูแล้วมีแต่จะ “ลด” จริงๆ ถ้าเราวิเคราะห์ตัวเราแล้วไม่ได้มีความจำเป็นเรื่องรถจริงๆ บ้านเราอยู่ใกล้ BTS หรือสามารถเดินทางด้วย แต่การมีบ้านก็ควรวิเคราะห์ต้องไปอีกว่าเราจะซื้อบ้านเลยหรือว่าเช่าดี ลองดูแนวทางการติดสินใจได้ที่ ซื้ออยู่ดีกว่าเช่าคอนโด…ชัวร์หรือมั่วนิ่ม พิสูจน์ที่นี่

ซึ่งความจำเป็น ตัวอย่างเช่น การมีรถจะช่วยหา “รายได้” ให้กับเรามากขึ้นในกรณีของเจ้าของกิจการหรือ Freelance ก็อาจจะจำเป็นมากกว่า แต่ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนการมีรถก็ถือว่าเป็นรายจ่ายในการเดินทางเช่นกัน บางคนอาจจะบอกว่าที่ทำงานไกลบ้านมากต้องซื้อรถยนต์ใช้งาน แบบนั้นบางครั้งการเปลี่ยนที่ทำงานเพื่อมาทำงานใกล้บ้านมากขึ้นแล้วยอมรับเงินเดือนที่น้อยลง บ้างครั้งก็เป็นอีกทางเลือกเช่นกัน



คำแนะนำอีกอย่างนึงก็คือถ้าเราจะผ่อนชำระสินค้าที่ไม่รวมบ้าน ควรมีรายจ่ายเรื่องการผ่อนชำระไม่เกิน 15% เต็มที่คือ 20% แต่ถ้ามีรายการผ่อนชำระเรื่องบ้านเข้ามาให้ได้ไม่เกิน 40% สูงสุดไม่เกิน 45% ก็จะถือว่ามีคนที่มีสุขภาพการเงินอยู่ในเกณฑ์ที่โอเค เพราะถ้าเราผ่อนชำระมากกว่านั้นแนวโน้มที่เราจะมีปัญหาเรื่องเงินจะมีความเสี่ยงที่สูงมากๆ ตรงนี้ก็ต้องระวังเช่นกัน


avatar
by JK, CFP®

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon