เอาเงินไปไว้ที่ไหนดี เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากต่ำแบบนี้?

posted: 2 years ago
เอาเงินไปไว้ที่ไหนดี เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากต่ำแบบนี้?

comments

ช่วงนี้ยอมรับเลยว่า “ดอกเบี้ยเงินฝาก” มีผลกระทบกับประชาชนในวงกว้างอยู่พอสมควร เพราะถ้าพูดถึงสินค้าการเงินที่คนนิยมมากที่สุดตัวหนึ่งก็คือ “บัญชีออมทรัพย์” เนี่ยแหละ แาจเพราะ “สภาพคล่องสูง” เบิกถอนสะดวก เป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับบัญชีเงินฝากก็คือ “ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” เป็นหลัก

ทีนี้พออัตราดอกเบี้ยปรับลดลงมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาจากที่เคยสูงมากกว่า 10%++ ในปัจจุบันตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 0.5% เท่านั้นเอง ทำให้ตอนนี้ดูเหมือนว่าบัญชีเงินฝากจะไม่ได้รับ “ดอกเบี้ย” เลยด้วยซ้ำเพราะมันน้อยมากๆ ดูแล้วไม่สมน้ำสมเนื้อเท่าไหร่ เพราะว่าเงินเราไม่เพิ่มขึ้นเลยด้วยซ้ำ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า เราจะสามารถเอาเงินไปเก็บที่ไหนแทนได้บ้างที่ได้ “ดอกเบี้ย” สูงขึ้นกว่า 0.5% ในปัจจุบัน แล้วสภาพคล่องยังคงใกล้เคียงบัญชีออมทรัพย์ด้วย



1. บัญชีเงินฝากชนิดพิเศษต่างๆ

Saving for Financial Freedom
เนื่องจากทางธนาคารเค้าก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน ดังนั้นถ้าธนาคารไหนสามารถให้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ แนวโน้มเงินฝากก็วิ่งไปหาที่ธนาคารนั้นเยอะมากขึ้น แต่พวกเงินฝากชนิดพิเศษต่างๆพวกนี้มักจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมมากกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป เช่นอาจจะมีเงื่อนไขที่ว่าต้องฝากเงินมากกว่าถอนในทุกเดือนๆ จะได้ดอกเบี้ยพิเศษ บางทีอาจจะบอกว่าต้องผูกบัญชีกับบริการ Prompt Pay แล้วจะให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นหรือให้เราซื้อประกันออมทรัพย์เพื่อลดหย่อนภาษีพร้อมเปิดบัญชีออมทรัพย์ก็ได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเช่นกัน

ส่วนตัวก็ถือว่าเป็น “ทางเลือก” ที่ไม่เลวเหมือนกัน เพราะถ้าเงื่อนไขที่เพิ่มเติมขึ้นมาเป็นอะไรที่เราจะซื้ออยู่แล้วหรือเงื่อนไม่ได้กระทบกับการดำเนินชีวิตปกติเท่าไหร่ ก็ถือว่าเป็นที่เก็บที่ดีกว่า “บัญชีออมทรัพย์” ทั่วไปอยู่พอสมควร จากที่สำรวจมาจะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 0.5% ไปจนถึง 3% กว่าๆ กันเลยทีเดียว

2. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund)

HiRes-(4)-new

มาถึงอีกทางเลือกก็คือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) อาจจะต้องใช้ความรู้ด้านการลงทุนเข้ามาเพิ่มเติมนิดหน่อย เพราะจะเป็นการที่เราซื้อกองทุนรวมที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นไม่เกินหนึ่ง 1 ปี ความเสี่ยงก็ถือว่าต่ำมากๆ แล้วผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมาก็ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์มาโดยตลาด และที่สำคัญสภาพคล่องของเงินเราแทบไม่ต่างกันเลย เพราะเวลาที่เราขายกองทุนรวมกองนี้จะให้เป็นเวลาเพียง 1 วันเท่านั้น (T+1) ก็จะเปลี่ยนเป็น “เงินสด” ในบัญชีทันที

แต่ความต่างอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่อง “ผลตอบแทน” ที่ได้รับจะไม่เหมือนกันการฝากเงิน เพราะการลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่ำเท่านั้นเอง ดังนั้นผลตอบแทนจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบ “การันตี” เหมือนเงินฝาก ผลตอบแทนจะมีการขึ้นและลงตามสภาวะตลาดอยู่บ้างเล็กน้อย แต่โดยรวมถือว่าดีกว่าเงินฝากอยู่เหมือนกัน ดังนั้นควรศึกษาความเสี่ยงของการลงทุนก่อนทุกครั้งเพราะเสี่ยงต่ำไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง

3. บัญชี Cash Balance ในพอร์ตหุ้น

Businessman hand holding coin tree. HiRes-(5)-new
อีกทางเลือกหนึ่งที่แนะนำและหลายๆ คนยังไม่น่าจะรู้ว่า “บัญชีหุ้น” ที่เราใช้ซื้อขายอยู่ทุกวันเนี่ยจะแบ่งออกเป็น 3 บัญชีก็คือ Cash Account, Cash Balance และ Margin บัญชีที่เรากำลังพูดถึงก็คือ “บัญชี Cash Balance” ที่เวลาที่เราต้องการซื้อหุ้นเราต้องเอาเงินฝากเข้าไปที่โบรกเกอร์ก่อน จึงซื้อหุ้นได้สมมติว่าเราฝากไป 100,000 บาทเราจะไม่สามารถซื้อหุ้นได้เกิน 100,000 บาทนั่นเอง แล้วรู้หรือไม่ว่าบัญชี Cash Balance มีการให้ดอกเบี้ยกับนักลงทุนที่ใช้บัญชีนี้ซื้อขายด้วย

ในกรณีที่เราฝากเงินเข้าโบรกเกอร์เข้าไปแล้วยังไม่ได้ซื้อขายหุ้น จะมีการให้ดอกเบี้ยกับผู้ฝากเงินอยู่เหมือนกัน ที่สำคัญสภาพคล่องไม่ต่างจากเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป ใช้เวลา 1 วัน (T+1) ในการแปลงเป็นเงินสดในบัญชีเหมือนกับกองทุนรวมตลาดเงินเลย  แล้วดอกเบี้ยก็มีอัตราดอกเบี้ยที่ “สูงกว่า” บัญชีออมทรัพย์ประมาณ 0.3-1% อยู่เหมือนกัน แล้วผลตอบแทนเป็นรูปแบบการันตีเหมือนเงินฝาก ไม่ใช่การลงทุนแบบกองทุนตลาดเงิน



ในทางปฏิบัติเราไม่ควรมี “เงินสด” มากจนเกินไปอยู่แล้วเพราะอย่างที่เรารู้กันว่าเงินเราแทบไม่โตขึ้นเลยในแต่ละปี ประมาณ 1% – 2% เท่านั้น ควรแบ่งเงินไปเก็บในสินทรัพย์ลงทุนมีมีระยะเวลาที่ยาวขึ้น คาดหวังผลตอบแทนที่ดีขึ้นมากกว่า แต่การลงทุนมีความเสี่ยง สำคัญที่สุดก็คืออย่าลืมศึกษาการลงทุนในดีก่อนทุกครั้ง


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon