หลังจากทรัมป์รับตำแหน่ง มีอะไรน่าติดตามในวงการการลงทุน

posted: 1 year ago
หลังจากทรัมป์รับตำแหน่ง มีอะไรน่าติดตามในวงการการลงทุน

comments

หลังจากคืนวันศุกร์ในบ้านเรา (20 มกราคม 2560) นายโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้รับตำแหน่งและมีการขึ้นพูดอย่างเป็นทางการครั้งแรก ถ้าใครมีโอกาสได้ติดตามทรัมป์เวลาพูด มักจะเป็นคนที่ช่างพูดและออกความเห็นทุกเรื่องเป็นประจำอยู่แล้วและเมื่อเค้าพูดก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนแบบทันท่วงทีเลยก็ว่าได้ แต่การขึ้นพูดครั้งแรกไม่ได้มีอะไรรุนแรงสักเท่าไหร่ มีแต่เน้นย้ำเรื่อง American First เป็นหลักเท่านั้น โดยที่ไม่สนผลกระทบต่อภูมิภาคอื่นๆ สักเท่าไหร่ แต่สนแค่ว่าประชาชนคนอเมริกาต้องมีงาน มีเงินในกระเป๋ากลับมาใช้จ่ายได้เหมือนเดิม

แล้วคำถามต่อมาในฐานะนักลงทุนแบบเราจะทำอย่างไรต่อได้บ้าง ถ้าใครลงทุนอยู่ต่างประเทศอยู่แล้วอย่างตลาดหุ้นในอเมริกา S&P500 ก็ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 8% แล้วหลังจากที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง แล้วแนวโน้มตลาดจะไปต่อหรือไม่ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าตลาดหุ้นหรือตลาดการลงทุนไม่ใช่ “ตลาดปัจจุบัน” ก็คือไม่ใช่ตลาดที่จะซื้อขายกันบนความจริง ณ วันนี้ แต่ตลาดการลงทุนจะเป็น “ตลาดแห่งการคาดการณ์” ตลาดแห่งการคาดหวังมากกว่า



ตัวอย่างเช่น ถ้าในปัจจุบันตอนนั้นรายได้ของหุ้นตัวนึงเท่ากับ 100 ล้านบาท ราคาอยู่ที่ 10 บาท แล้วในอนาคตรายได้น่าจะเพิ่มเป็น 200 บาทในอีก 3 เดือนเพราะได้งานประมูลใหญ่ ราคาจะไม่ได้ไปรับปรับขึ้นตอนที่งบประกาศหรือตอนรับรู้รายได้เข้าบริษัทเรียบร้อยแล้ว แต่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นตั้งแต่วันที่ได้รับงานประมูลเลย เพราะนักลงทุนเล็งเห็นว่าในอนาคตบริษัทจะมีรายได้มหาศาลเข้ามาทำให้ราคาหุ้นตอนนี้ถือว่าถูกเป็นต้น

นั่นแปลว่าตลาดหุ้นอเมริกาตอนนี้รับดูดซับความคาดหวังต่างๆไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั้นหมายความว่านโยบายต่างๆ ที่ทรัมป์ใช้หาเสียง ไม่ว่าจะลด “อัตราภาษี” เพื่อดึงดูดใจในผู้ประกอบการกลับมาตั้งฐานการผลิตที่ประเทศตัวเอง การลดภาษีจะทำให้รายได้ของบริษัทต่างๆเพิ่มขึ้นทันทีและ “กำไรสุทธิ” ก็จะเพิ่มขึ้น นั่นเลยเป็นเหตุว่าทำไมตลาดหุ้นอเมริกาในช่วงนึ้ถึงมีแรงปรับตัวขึ้นมาได้สูงขนาดนี้ และถ้าสุดท้ายแล้วทรัมป์ประกาศนโยบายออกมาจริงๆ ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะไม่ส่งผลต่อตลาดเท่าไหร่

Credit : http://www.scpr.org/programs/airtalk/2017/01/20/54547/inauguration-2017/
Credit : http://www.scpr.org/programs/airtalk/2017/01/20/54547/inauguration-2017/

แต่โดยทั่วไปแล้วจะเกิดจาก Sell on fact เกิดขึ้น อารมณ์ประมาณว่า อ๋อ! ประกาศแล้ว ทุกคนรู้แล้วนั้นหมายความว่า “ราคา” เต็มมูลค่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะทำให้นักลงทุนบางส่วนทยอยขายออกมา ก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวลดลง แล้วถ้าทรัมป์ไม่สามารถทำได้จริงในหลายๆ นโยบายที่เคยพูดไว้ ก็อาจจะทำให้ตลาดผิดหวังและเทขายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการลงทุนส่วนใหญ่แล้วต้องใช้การมองอนาคต  (Forward-Looking) มองว่าอนาคตจะเกิดอะไร แล้วถ้าเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วก็แปลว่าตลาดได้ดูดซับข่าวนั้นไปหมดแล้ว

 แต่ประเด็นที่น่าจับตามองโลกของเราตอนนี้เลยเชื่อว่าไม่น่าจะใช่อเมริกาสักเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ก็เหลือแค่ให้ทรัมป์ประกาศนโยบายตามที่หาเสียงไว้เท่านั้นว่าจะทำได้จริงอย่างไรบ้าง เลยหันความสนใจไปที่ “ยุโรป” ดีกว่าเพราะหลังจากที่อังกฤษเมืองผู้ดีได้ประกาศออกจากยูโรโซน (EU) แล้ว ก็เหมือนจะตัดสัมพันธ์แบบเด็ดขาดเลย ประกอบกับหลายๆ ประเทศในยูโรโซนปีนี้ก็เป็นปีที่จัดการเลือกตั้งด้วย


ถ้าหาก “ฝ่ายค้าน” ที่ใช้นโยบายหาเสียงกันจะเป็นเรื่องการออกจากยูโรโซนเป็นหลักเกิดพลิกล็อคชนะขึ้นมา ก็น่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ว่าถ้ายูโรโซนเกิดแตกขึ้นมาจริงๆ จะเป็นอย่างไร เพราะการผลสำรวจก็มีแนวโน้มที่ฝ่ายค้านจะขึ้นมาชนะเรื่อยๆ อยู่เหมือนกันเพราะ “หนี้” ที่ทางยูโรโซนได้สร้างขึ้นมาก็ไม่มีใครอยากมีส่วนแบ่งรับภาระหนี้ตรงนี้เช่นกัน ปีหน้าเลยมองว่าเป็นปีที่เราน่าจะจับตามองยุโรปให้ดี ความเปลี่ยนแปลงหลักๆ น่าจะเริ่มจากตรงนี้เนี่ยแหละ

ขอบคุณภาพปกจาก https://www.nytimes.com


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon