ทำไมต้องเปิดเสรีธุรกิจด้านพลังงานแล้วปชช.ได้ประโยชน์อย่างไร

posted: 1 year ago
ทำไมต้องเปิดเสรีธุรกิจด้านพลังงานแล้วปชช.ได้ประโยชน์อย่างไร

comments

จากกรณีที่กระทรวงการพลังงานมีนโยบายให้เปิดเสรีนำเข้าก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อให้เอกชนที่นอกเหนือจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่เป็นผู้นำเข้าเป็นหลัก สามารถนำเข้าก๊าช LPG เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนมีแนวโน้มปรับตัวลดลง และจะทำให้ประชาชนได้ใช้ก๊าซ LPG ในราคาที่เหมาะสม



ทั้งนี้หลังจากได้เปิดเสรีก๊าช LPG แล้ว เอกชนหลายรายต่างให้ความสนใจเข้าร่วมในครั้งนี้มากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดการแข่งขันในตลาด ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงได้ออกมาตรข้อบังคับเพื่อเตรียมความมั่นคง เรื่องของการสร้างคลังสำรอง โดยกำหนดให้ผู้ค้า LPG ตามมาตรา 7 ต้องสำรอง LPG จากปัจจุบันร้อยละ 1 เฉลี่ยปริมาณสำรองได้ 3 วัน เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2 เฉลี่ยปริมาณสำรองที่ 9 วัน สาเหตุที่เพิ่มขึ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นเนื่องจากหากเกิดเหตุที่ต้องเร่งการนำเข้าเชื่อว่าปริมาณสำรองดังกล่าวจะเพียงพอจากการนำเข้าจากแหล่งก๊าซใกล้ๆ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5-9 วัน เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกผันผวนเพิ่มขึ้นด้วย
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้บอกว่า จากการสร้างคลังสำรองตามข้อบังคับจะเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม2564 – 2566 ต้องมีการนำเข้าก๊าซ LPG เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 – 30 หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 50,000 ตันต่อเดือน และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 – 60 ในช่วงปี 2570 จากปัจจุบันที่นำเข้าอยู่ร้อยละ 10 หรือประมาณ 43,000 ตันต่อเดือน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ที่อยู่ประมาณมากกว่า 500,000 ตันต่อเดือน แต่ผลิตได้ในประเทศประมาณ 470,000 ตันต่อเดือน

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน

ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปัจจุบันนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 10 เฉลี่ยที่ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และซื้อก๊าซจากประเทศเมียนมา 1,050 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่การผลิตก๊าซ LNG ในประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3,550 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมปริมาณทั้งสิ้นประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ปัจจุบัน ก๊าซ LNG บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำเข้าหลัก แต่ในปี 2561 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะนำเข้าก๊าซ LPG หลังจากที่หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีการประชุมไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา โดย กฟผ.อยู่ระหว่างศึกษาเอสเอฟอาร์ยูภาคใต้ปริมาณ 5 ล้านตัน รองรับแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ 3 จำนวน 1,000 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แผนก่อสร้างล่าช้า ส่วนผู้ประกอบการรายอื่น ๆ คาดว่าจะเข้ามาในตลาดช่วง 2 – 3 ปี หลังจาก กฟผ.ดำเนินการนำเข้าแล้ว


อย่างไรก็ดี ระหว่างวันที่ 26 – 28 กันยายน 2560 ได้มีการจัดประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยกระทรวงพลังงาน จะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Agreement) หรือ MOA กับรัฐบาลประเทศเมียนมา เพื่ออนุญาติให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เข้าไปศึกษาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหาและนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในรูปแบบคลังลอยน้ำ (FSRU) ที่เมืองกันบ๊อค ทางภาคใต้ของประเทศเมียนมา ขนาด 3,000,000 ตัน เงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท กำหนดส่งก๊าซภายในปี 2570 โดยก๊าซ LNG จากโครงการนี้จะส่งผ่านท่อก๊าซไทย-เมียนมา เข้าสู่โรงไฟฟ้าภาคตะวันตกของไทย และก๊าซบางส่วนอาจป้อนให้กับความต้องการใช้ในเมียนมา ซึ่งต้องหารือในรายละเอียดต่อไป
การประชุมดังกล่าวที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ได้มีการร่วมหารือเพื่อปรับแผนยุทธศาสตร์รับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ นวัตกรรมสำรองพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น รวมทั้งราคาพลังงาน โดยจะมีการพิจารณาถึงปัจจัยที่ปรับ 5 แผนหลักของกระทรวงพลังงานได้แก่ 1.แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว (PDP ) ได้สั่งการให้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งสรุปแนวโน้มเบื้องต้นให้เสร็จในสิ้นเดือนสิงหาคม 2560 นี้ 2.แผนน้ำมัน 3.แผนก๊าซ LPG / LNG 4. แผนอนุรักษ์พลังงาน และ 5.แผนพลังงานทดแทน



ในปีนี้ (2560) กระทรวงพลังงานคาดว่า การใช้ไฟฟ้าตลอดทั้งปีน่าจะอยู่ประมาณที่ 186,484 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น และเมื่อพิจารณาประสิทธิภาพการใช้พลังงานรวมของประเทศ (Energy Intensity) คาดว่าจะลดลงร้อยละ 1.6 เทียบกับปีก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้พลังงานของประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา การใช้ไฟฟ้าลดลงประมาณ 6,000 ล้านหน่วย
สำหรับความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ในประเทศกัมพูชา เบื้องต้นกระทรวงพลังงานกำลังพัฒนาเป็นพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับการลงทุนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะทำให้เกิดความใช้น้ำในพื้นที่เติบโตขึ้น และจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 24 เมกะวัตต์ แต่ได้น้ำจากเขื่อน 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มาสนับสนุนความต้องการใช้น้ำจืดในภาคตะวันออก


ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากนี้ต่อไปต้องลุ้นดูว่า สิ่งที่กระทรวงพลังงานได้มีนโยบายดังกล่าวนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการใช้พลังงานแก่ประชาชนอย่างไรกันบ้าง


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon