เราควรมีทุนประกันชีวิตเท่าไหร่?

posted: 1 year ago
เราควรมีทุนประกันชีวิตเท่าไหร่?

comments

ปัจจุบันนี้เวลาที่เราดูสื่อมีเดียต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ รวมไปถึงโซเซียลมีเดียเราก็จะเริ่มเห็นสินค้าการเงินออกมาโปรโมทกันเรื่อยๆ แต่สินค้าการเงินที่เห็นจะมีคนออกมาโปรโมทขายหรือแม้กระทั่งให้ความรู้ของสินค้ามากที่สุด ดูๆ แล้วก็จะเป็นสินค้าประเภท “ประกันชีวิต” เนี่ยแหละ อาจจะเพราะนอกจากบริษัทประกันจะออกมาทำการตลาดในโลกออนไลน์ทำให้เราคุ้นเคยมากขึ้นแล้ว ก็จะมีการทำการตลาดจากกลุ่มตัวแทนต่างๆ เข้าร่วมด้วย แล้วพอเราพูดถึงเรื่องประกัน หลายๆ คนก็ยังสงสัยอยู่ว่ามีประโยชน์อะไรบ้างแล้ว เราควรทำหรือไม่?



ก่อนอื่นเลยมาดูที “ประกันชีวิต” กันถ้าดูตามชื่อของสินค้าแล้วจะประกอบด้วย “ประกัน” กับ “ชีวิต” นั้นหมายความว่าสินค้าตัวนี้จะคอยคุ้มครองชีวิตให้กับเรานั่นเองให้กรณีที่เราเสียชีวิต คนข้างหลังก็จะได้ “ทุนประกัน” จากบริษัทที่ขายประกันชีวิตให้กับเรา โดยเราจะจ่าย “เบี้ยประกัน” เพื่อแลกกับความคุ้มครอง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราซื้อประกันชีวิตแบบไหน จำนวนเบี้ยที่จ่าย และทุนประกันที่ได้รับก็จะไม่เท่ากันให้แต่ละแบบนั่นเอง

แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือเราควรทำหรือเปล่า? ก็อย่างที่กล่าวเรารู้กันว่า ประกันชีวิตเป็นสินค้าที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนที่ได้ใช้จริงๆ ไม่ได้ซื้อ หมายความว่าถ้าเราเป็นคนที่มี “ภาระ” ต้องดูแลไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ ลูก สามีภรรยา แล้วเกิดเราเสียชีวิตจะเกิดความลำบากให้กับคนที่เราดูแลอยู่ ประกันชีวิตก็เป็นสินค้าการเงินตัวแรกๆ ที่เราควรสนใจ

ทุนประกันชีวิต

แล้วเมื่อประกันชีวิตหลักๆ ของการซื้อประกันก็คือซื้อเพื่อเอา “ทุนประกันชีวิต” แล้วชีวิตเราควรมีทุนประกันชีวิตเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเหมาะสมล่ะ? โดยทั่วไปแนวคิดการคิดหาทุนประกันจะมีหลักอยู่ 2 วิธี

1. Human Life Value Approach

วิธีที่คิดแบบนี้ แนวคิดก็คือ ตลอดชีวิตการทำงานของคุณนั้นสามารถหาเงินได้ทั้งหมดเท่าไหร่ (จนเกษียณอายุ) แล้วถ้าดูเงินก้อนทั้งหมดนั้นเป็น “มูลค่าปัจจุบัน” นั่นคือทุนประกันที่เราควรจะมี วิธีการคำนวณด้วยแนวคิดนี้ สื่งที่เราจำเป็นต้องรู้ก็คือ

1.1 รายได้สุทธิ (รายได้หลังภาษี) เฉลี่ยต่อปี
1.2 จำนวนปี การทำงานไปจนเกษียณอายุ สมมติอายุ 30 ปีตั้งใจเกษียณ 60 ปี ก็นำเลข 30 ปีมาใช้งานได้เลย
1.3 อัตราการเติบโตของรายได้ แน่นอนว่าเมื่อเราทำงานเงินเดือนเราต้องโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี
1.4 อัตราผลตอบแทน จากการลงทุนที่เราสามารถทำได้

ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณกัน ตัวอย่างนายกระต่าย มีรายได้เฉลี่ย 500,000 บาทต่อปี เสียภาษีเงินได้ 30,000 บาทต่อปี รายได้คาดว่าเพิ่มขึ้นปีละ 5% ซึ่งคาดว่าจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี  และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับ 6% ที่นี้เราก็เข้าสู่วิธีการคำนวณกันซึ่งการคำนวณต้องใช้ Microsoft Excel เข้าช่วยเพื่อว่าสะดวก

ให้เราเปิด Microsoft Excel ขึ้นมา กดเข้าไปที่ช่องใดช่องหนึ่งเพื่อคำนวณแล้วพิมพ์ว่า =pv(  ตามภาพเลยครับ

เราควรมีประกันชีวิตเท่าไหร่-05

 

เราจะเห็นว่าภาพจะโชว์ชึ้นมาว่า =pv(rate,nper,pmt,[fv],[type]) ตัว rate ให้เราใส่ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน หารด้วย อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน แล้วลบทั้งหมดด้วย 1 จากตัวอย่างจะเท่ากับ (1.06/1.05)-1  แล้วก็กดใส่ “,” หนึ่งครั้งก่อนแล้วก็ใส่ nper ก็คือจำนวนก่อนเกษียณเท่ากับ 25 (60-35) ปี แล้ว pmt ก็คือรายได้่สุทธิเราในแต่ละปีก็ใส่ 470,000 บาท แล้วจากนั้นตรง [fv] กับ [type] ก็สามารถใส่ 0 ได้ทั้งคู่ สุดท้ายก็จะออกมาเป็นตามภาพ

ทุนประกันชีวิต

 pv2

พอเรากด Enter ก็จะได้คำตอบเท่ากับ 10,412,057 บาท นั่นคือทุนประกันชีวิตที่นายกระต่ายควรจะมีตามแนวคิด Human Life Value Approach แต่แนวคิดนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกันตรงที่ว่ารายได้เราอาจจะกำหนดไม่ถูกต้องเพราะอาจจะมีรายได้อื่นๆ เพิ่มเติม รวมไปถึงการตั้งสมมติเรื่องอัตราการเติบโตของรายได้ก็ดี อัตราผลตอบแทนก็ดี และข้อจำกัดอีกประการหนึ่งก็คือแนวโน้มการคำนวณทุนประกันด้วยแนวคิดนี้ อาจจะทำให้เราไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันไหว ดังนั้นจึงมีแนวคิดแบบที่ 2 เกิดขึ้นมา



2. Need Approach

แนวคิดนี้จะดูจากความจำเป็นซึ่งดูจากความต้องการด้าน “รายจ่าย” เป็นหลักซึ่งวิธีการคำนวณวิธีนี้แบบง่ายๆ เราจะมาดูกันว่า ครอบครัวเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่แล้วต้องวางแผนไปกี่ปีถ้าหากตัวเราไม่อยู่ ซึ่งในกรณีปกติจะคำนวณไปจนถึงลูกเราเรียนจบปริญญาตรีกัน แต่ทั้งนี้ก็คืออยู่กับความพอใจของตัวเรานั่นเองอาจจะ 5 ปี 10 ปี ได้เช่นกัน ข้อมูลที่เราต้องรู้ก่อนการคำนวณด้วยแนวคิดนี้ก็คือ

2.1 ปริมาณ หนี้สิน ทั้งหมดที่เรารับผิดชอบ (ถ้าไม่มีใส่ 0)
2.2 รายจ่าย ต่อปีของครอบครัวเรา
2.3 อัตราเงินเฟ้อ
2.4 จำนวนปีที่ครอบครัวเราใช้เวลาในการปรับตัว

เรามาดูตัวอย่างการคำนวณกัน ตัวอย่างนายกระต่ายอายุ 35 ปีเช่นเดิม ไม่มีหนี้สิน รายจ่ายของครอบครัวต่อปีเท่ากับ 300,000 บาท ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 3% และต้องการดูแลครอบครัวไปทั้งหมด 10 ปี เราก็กดผ่าน Excel ได้เหมือนเดิมเลยในกรณีนี้ใส่คำสั่ง PV เหมือนเดิมจากตัวอย่างก็จะกดได้ ” =pv((1.04/1.03)-1),10,300000,0,0) คำตอบจะได้เท่ากับ 2,845,836 บาท

ทุนประกันชีวิต

จะเห็นได้ว่าผลการคำนวณทุนประกันที่เราต้องการนั้นของทั้ง 2 แนวคิดนั้นออกมาไม่เท่ากันเพราะเงื่อนไขและสมมติฐานต่างกัน โดยส่วนตัวเชื่อว่าการที่มีทุนประกันที่สูงกว่าเป็นเรื่องที่ดีกว่าแน่นอน แต่อย่าลืมถ้าเราต้องการทุนประกันที่สูงเราก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันในอัตราที่สูงด้วยเช่นกัน (ขึ้นอยู่กับประกัน) แนะนำว่าให้ลองปรึกษาตัวแทนประกันที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ที่สามารถเสนอตามความต้องการของเราได้หรือปรึกษาคนที่มีคุณวุฒิรองรับอย่าง CFP ก็ได้เช่นกัน

แต่จริงๆ แล้วประกันชีวิตเราสามารถซื้อสัญญาแนบเพิ่มเติมกับประกันชีวิตหลักได้ อย่างเช่นพวก ค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ที่เรียกว่าประกันสุขภาพ รวมไปถึงประกันกลุ่มที่เป็นอุบัติเหตุก็มีให้เราเลือกซื้อเช่นกัน

 


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon