ดูแลรักษาสุขภาพอย่างไร ให้คุณแม่มีน้ำนม

posted: 1 year ago
ดูแลรักษาสุขภาพอย่างไร ให้คุณแม่มีน้ำนม

comments

“น้ำนมแม่” นับเป็นอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด ซึ่งคุณแม่ทุกคนควรที่จะให้นมลูกน้อยด้วยตัวเอง อย่างน้อยที่สุดก็คือ ในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด แต่ก็ใช่ว่า การให้นมลูกจะง่ายดายโดยไม่มีอุปสรรค เพราะหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยก็คือ คุณแม่หลายๆ คน มักจะมีความเข้าใจผิด โดยคิดเอาเองว่า “น้ำนมแม่มีไม่พอ” จึงต้องให้อาหารอื่นกับลูก หรือให้ลูกดูดนมผสมจากขวดแทนไปก่อน ผลที่ตามมาคือลูกได้รับน้ำนมแม่ไม่เพียงพอจริงๆ และยังอาจส่งผลให้ลูกติดการดูดนมจากขวด จนไม่ยอมดูดนมแม่ได้ด้วย ดังนั้น การทำความเข้าใจว่า “น้ำนมแม่มีพอสำหรับลูก” จึงเป็นสิ่งสำคัญ และ การรู้ถึงแนวทางในการให้นมลูกเมื่อน้ำนมไม่ไหล ก็เป็นสิ่งที่คุณแม่มือใหม่ทุกคนควรที่จะศึกษาไว้ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ของลูกน้อย



น้ำนมแม่ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

กระบวนการผลิตน้ำนมของคุณแม่นั้น เต้านมแต่ละข้างจะมีต่อมผลิตน้ำนม โดยมีท่อนำน้ำนมจากต่อมผลิตไปยังหัวนม ในระหว่างที่คุณแม่ตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในระยะนี้สูงมาก มีผลให้กระตุ้นต่อมสร้างน้ำนมที่เรียกว่า “โคลอสตรัม” (Colostrum) ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน และ ภูมิคุ้มกันโรค โดยโคลอสตรัมจะ อยู่ในช่วง 3 – 5 วันหลังคลอด จากนั้นจะผลิตนมแม่ตามปกติ ซึ่งจะสัมพันธ์กับการกระตุ้นด้วยการดูดของลูกทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) และออกซิโตซิน (Oxytocin) กระตุ้นต่อมน้ำนมให้สร้างน้ำนมและกระตุ้นให้น้ำนมไหลออกมา


น้ำนมสีเหลือง หลังคลอด ดีหรือไม่ดี?

ความเปลี่ยนแปลงของคุณแม่หลังคลอดอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ “การคัดเต้านม” ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องปกติสามัญ เพราะ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกคุณแม่ว่า คุณแม่อยู่ในช่วงที่มีน้ำนมและจะต้องให้นมลูกน้อย ทั้งนี้ ในระยะแรกนมที่ผลิตจากเต้านมแม่ตั้งแต่ก่อนคลอด ถึง หลังคลอดเล็กน้อยราว 2-3 วัน จะมีลักษณะเป็น “สีเหลือง” ซึ่งหากคุณแม่ไม่รู้อาจจะตกใจและกังวลใจไปได้ว่า “น้ำนมตัวเองไม่มีคุณภาพหรือเปล่า” ทั้งนี้ น้ำนมสีเหลืองนั้น เราเรียกกันว่า “นมน้ำเหลือง” หรือ “โคลอสตรัม” ซึ่งก็คือ น้ำนมระยะเริ่มแรกที่ผลิตจากเต้านมล้วนแล้วแต่อุดมไปด้วยโปรตีน และคุณประโยชน์ทางโภชนาการ เต็มไปด้วยภูมิต้านทานโรคจากแม่และมีไขมันต่ำ คุณแม่จึงควรให้ลูกดื่มนมจากอกตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสิ่งดีๆ อย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ ในช่วงแรกน้ำนมอาจมีไม่มากนัก แต่ร่างกายจะค่อยๆ สร้างน้ำนมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยิ่งเราให้ลูกดูดนมมากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มปริมาณน้ำนมให้มีมากขึ้นเท่านั้น กลับกันหากเราไม่พยายามให้ลูกดูดนมเราในระยะแรก น้ำนมจะยิ่งน้อยลงหรืออาจไม่ไหล เพราะฮอร์โมนการสร้างน้ำนมจะลดลงไปด้วย เนื่องจาก ไม่ได้รับการกระตุ้นจากการดูดนมของทารก


น้ำนมแม่มีไม่พอ เกิดจากอะไร?

“น้ำนมแม่มีไม่พอ” หรือ “น้ำนมไม่ไหล” นั้น เป็นภาวะที่เกิดจากการไม่ได้รับการกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำนมจากการดูดของลูกอย่างพอเพียง ทำให้ร่างกายคุณแม่หยุดผลิตน้ำนมหรือผลิตน้อยลง โดยเรามีปัจจัยที่มีส่วนทำให้คุณแม่เกิดภาวะน้ำนมไม่ไหล มาให้อ่านเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจ ดังนี้
1. แม่ไม่เข้าใจวิธีการให้นมลูกอย่างถูกต้อง
2. ให้ลูกดูดนมไม่ถูกวิธี อมเฉพาะบริเวณหัวนมตื้นเกินไป ควรให้ลูกอมลึกถึงบริเวณลานหัวนม
3. ท่าทางลูกไม่เหมาะ ลูกดูดไม่ถนัด
4. ลูกได้รับนมผสม จึงดูดนมแม่ห่างลง เมื่อแม่ให้นมผสมกับลูก ลูกจะอิ่มมาก และหลับนานขึ้น บางคนหลับนานกว่า 3 ชั่วโมง ผลที่ตามมาคือ ลูกดูดนมแม่น้อยลง เต้านมแม่ในระยะแรกจะคัด ต่อมาไม่นาน นมแม่จะสร้างน้อยลง ตามจำนวนการดูดของลูกที่น้อยลง เมื่อลูกดูดนมผสมจากขวดนมผ่านจุกนมยางต่อไป ลูกจะเริ่มติดจุกนมยาง ผลที่ตามมาคือลูกไม่ยอมดูดนมแม่อีก เต้านมแม่ก็จะสร้างน้ำนมน้อยลงๆ และไม่เพียงพอสำหรับลูกในที่สุดเต้านมแห้ง

5. ลูกดูดนมไม่บ่อย ลูกดูดไม่หมดเต้า ทำให้น้ำนมที่ผลิตออกมาสะสมในเต้านมมากเกิดอาการเต้านมคัด ลานนมตึงแข็งหัวนมสั้นลง ทำให้ลูกดูดไม่ถนัด น้ำนมไหลไม่ดี
6. ลูกมีปัญหาการดูดการกลืน เช่น โรคปากแหว่ง เพดานโหว่
7. คุณแม่ไม่เข้าใจ ว่าเมื่อมีนมค้างลูกดูดไม่หมดเต้า จะพยายามเก็บเอาไว้ให้ ลูกดูดมื้อต่อไป ปล่อยให้เต้านมคัดนานๆ
8. คุณแม่มีความเครียด จะมีผลกระทบกับฮอร์โมน ทำให้ผลิตน้ำนมน้อยลง
9. คุณแม่ดื่มน้ำน้อย


จะรู้ได้อย่างไร ว่าลูกได้รับน้ำนมแม่ไม่พอ?

คุณแม่ควรสังเกตลูกน้อยด้วยว่า เขาได้รับน้ำนมจากคุณแม่พอหรือยัง โดยมีแนวทางในการสังเกต ดังนี้
• น้ำหนักขึ้นช้า คือ น้อยกว่า 500 กรัมต่อเดือน หรือน้อยกว่าน้ำหนักแรกเกิดเมื่อลูกอายุได้มากกว่า 2 สัปดาห์
• ปัสสาวะน้อยและข้น คือ น้อยกว่า 6 ครั้งต่อวัน สีเหลืองเข้มและกลิ่นฉุน

สำหรับทารกแรกเกิดน้ำหนักจะลดลงใน 2 – 3 วันแรกเกิด และน้ำหนักจะเท่าน้ำหนักแรกเกิดเมื่อลูกอายุได้ 2 สัปดาห์ ในขณะที่ ถ้าลูกได้รับน้ำนมแม่ตั้งแต่ในวันแรก ลูกจะเติบโตเร็ว ดังนั้นเด็กอายุ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ถ้าน้ำหนักน้อยกว่าตอนแรกเกิดจึงถือว่าผิดปกติ และอาจสันนิษฐานได้ว่า ได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ

นอกจากนั้นแล้ว เด็กที่ได้รับน้ำนมแม่อย่างเดียว ปกติจะถ่ายปัสสาวะ 6 – 8 ครั้งใน 24 ชั่วโมง ถ้าคุณแม่สังเกตพบว่า ลูกปัสสาวะน้อยกว่านี้และค่อนข้างข้น คือ สีเหลืองเข้มขึ้นและกลิ่นฉุน แสดงว่าได้รับน้ำไม่เพียงพอ แต่เด็กที่อายุมากกว่า 4 สัปดาห์ พบว่าปัสสาวะจะเข้มขึ้นและกลิ่นฉุนได้ ถือว่าเป็นปกติถ้าปัสสาวะอย่างน้อย 6 ครั้งใน 24 ชั่วโมง


ลูกแสดงอาการอย่างไร เมื่อได้รับน้ำนมไม่พอ?

คุณแม่สามารถรู้หรือสันนิษฐานได้ว่าลูกอาจได้รับน้ำนมไม่เพียงพอ จากการสังเกตอาการแสดงของลูกน้อย ซึ่งอาจมีอาการ ดังต่อไปนี้

• ลูกหงุดหงิดหลังลูกดูดนมแม่
• ลูกร้องบ่อย
• ลูกดูดนมแม่บ่อยมาก
• ลูกดูดนมแม่นานมาก
• ลูกไม่ยอมดูดนมแม่
• ลูกถ่ายอุจจาระน้อย
• ลูกถ่ายอุจจาระแข็งหรือสีเขียว
• เต้านมแม่ไม่ใหญ่ขึ้นขณะตั้งครรภ์
• น้ำนมแม่ไม่ไหลหลังคลอด
• น้ำนมแม่ไม่ไหลเวลาแม่บีบนม

• ลูกดูดนิ้วบ่อย
• ลูกท้องไม่ป่องหลังจากดูดนมแม่
• เต้านมแม่นิ่มหลังคลอดวันแรก
• เต้านมแม่นิ่มกว่าเดิม
• น้ำนมแม่ไม่ไหลหยดให้เห็น
• มีใครมาบอกว่าน้ำนมแม่มีไม่พอ
• แม่เด็กเกินไปหรือแม่แก่เกินไปที่จะให้ลูกดูดนมแม่
• ลูกตัวเล็กเกินไปหรือตัวโตเกินไป
• เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ว่านมแม่มีไม่พอ
• นมแม่ใสคิดว่าไม่มีคุณค่าอาหารที่เพียงพอ


ประโยชน์ของน้ำนมแม่

น้ำนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก โดยเฉพาะแรกเกิดจนถึง 6 เดือน นมแม่มีสารอาหารครบถ้วน ตามที่ร่างกายของทารกต้องการและช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก ช่วยการเสริมสร้างพัฒนาการของลูกน้อยทุกด้าน ทั้งสมอง อารมณ์ จิตใจ และร่างกาย 8 ประโยชน์ที่คุณแม่ควรให้ลูกน้อยดื่มนมจากอกตนเองแทนการให้นมผสม ได้แก่

1. นมแม่มีสารอาหารครบถ้วน โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ ในสัดส่วนที่เหมาะกับทารกมากกว่านมวัว
2. นมแม่มีภูมิต้านทานเชื้อโรค
3. นมแม่ย่อยง่าย ลูกสบายท้อง
4. นมแม่ประหยัด ไม่ต้องซื้อ
5. นมแม่สะดวกไม่ต้องเตรียม
6. นมแม่สะอาดปลอดภัยกว่า
7. ระหว่างลูกดูดนม มีการสัมผัสตัว แนบอก ลูกจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย มั่นคง ส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการ ทางอารมณ์และจิตใจที่ดี เลี้ยงง่าย
8. เมื่อลูกดูดนมจากอกแม่จะกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมน ออกซิโตซิน เป็นฮอร์โมนแห่งความรักความผูกพัน มีผลทำให้คุณแม่คลายเครียดได้ด้วย


ทำอย่างไร ให้น้ำนมไหลเพียงพอสำหรับลูกน้อย?

เมื่อคุณแม่พบว่าตนเองอยู่ในภาวะน้ำนมไม่ไหล หรือ มีน้ำนมไม่เพียงพอสำหรับลูก อันดับแรกสุดเลยคือ ต้องไม่เครียด และควรคลายความกังวลให้ได้มากที่สุด เพราะความเครียดจะยิ่งทำให้ร่างกายไม่อยู่ในสภาพผ่อนคลาย จึงยิ่งมีแต่จะทำให้น้ำนมไม่ไหลมากกว่าเดิม ในขณะเดียวกัน ก็ควรปฏิบัติตามแนวทาง ดังต่อไปนี้

1. หลังคลอดควรให้ลูกดูดนมทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะลูกจะมีสัญชาตญานการดูดนมแม่ได้ตั้งแต่แรกเกิด การเริ่มให้ดูดนมเร็วเป็นการช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ออกมาเร็วขึ้น
2. คุณแม่ต้องจัดให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธี ให้ปากลูกอมลึกถึงลานนม จัดให้ลูกตะแคงเข้าหานมแม่ทั้งตัว ไม่ควรตะแคงเฉพาะหน้าของลูก แต่ตัวนอนหงาย ลูกอาจดูดไม่ถนัด กลืนไม่สะดวก
3. ให้ลูกดูดนมบ่อยๆ เท่าที่ต้องการอย่างน้อยทุก 2 – 3 ชั่วโมง หรือ วันละ 8 ครั้ง
4. พยายามกระตุ้นให้ลูกดูดนมจนเกลี้ยงเต้า ถ้าดูดไม่หมด ควรบีบออกหรือปั๊มออกให้เกลี้ยงเต้า ไม่ต้องเสียดายเพราะน้ำนมสร้างได้ใหม่ตลอดเวลา เท่าที่ลูกต้องการ
5. มีความอดทนให้ลูกดูดนมจากอกแม่บ่อยๆ ถึงแม้ใน 3 – 4 วัน แรกน้ำนมจะมาน้อยไม่ควรให้ลูก กินนมผสมเพราะเมื่อลูกอิ่มการดูดนมแม่จะห่างลง ทำให้กระตุ้นการผลิตน้ำนมน้อยไปด้วย
6. ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ และดื่มมากๆ ประมาณ 3 ลิตรต่อวัน ช่วยให้น้ำนมมากขึ้นและไหลออกง่ายขึ้น



ทั้งนี้ แม่ทุกคนที่มีเต้านมสามารถสร้างน้ำนมเพียงพอสำหรับลูก และปัญหาน้ำนมไม่ไหล ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ขอเพียงคุณแม่เอาใจใส่กับการให้นมลูก และไม่กังวลจนเกินไป ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการให้นม หรือปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพียงเท่านี้ ก็สามารถมีน้ำนมให้กับลูกได้อย่างพอเพียง ซึ่งการให้ลูกดูดนมจากอกแม่ ถือเป็นการดูแลและส่งต่อสุขภาพกายและใจที่ดีที่สุดจากแม่สู่ลูก


ขอบคุณบทความจาก แพทย์หญิงฐิติอร นาคบุญนำ
กุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อในเด็ก และกุมารแพทย์ประจำคลินิกนมแม่
ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon