ทำไมนักลงทุนต้องสนใจอัตราดอกเบี้ย?

posted: 1 year ago
ทำไมนักลงทุนต้องสนใจอัตราดอกเบี้ย?

comments

ช่วงนี้ผ่านมานี้ เวลาที่เราอ่านข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจก็ดีหรือจะการวิเคราะห์การลงทุนต่างๆ อาจจะได้ยินคำว่า “อัตราดอกเบี้ย” บ่อยขึ้น เนื่องจากถ้าเราจะลงทุนแล้ว บอกได้เลยว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนมองข้ามไม่ได้เลย ถ้าผลกระทบทางอ้อมก็จะส่งผลต่อตลาดหุ้นอยู่แล้ว ถ้าดอกเบี้ยต่ำก็หมายความว่า ต้นทุนการเงินของบริษัทมหาชนที่เราซื้อหุ้นนั้นจะต่ำลง ก็แปลว่าแนวโน้มที่จะกำไรสูงขึ้นก็จะเยอะขึ้น เพราะสามารถกู้เงินได้เยอะขึ้น โดยรายจ่ายดอกเบี้ยเท่าเดิมหรือรายจ่ายเรื่องดอกเบี้ยลดลงก็จะทำให้กำไรเยอะขึ้น นั่นหมายความแนวโน้มหุ้นในภาพรวมก็มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น



แต่ถ้าพูดถึงสินทรัพย์การลงทุนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือ “ตราสารหนี้” ยิ่งเวลาที่เราจัดพอร์ตการลงทุนแน่นอนว่าเลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะนำตราสารหนี้เข้ามาร่วมจัดพอร์ตการลงทุนด้วย ทำให้เราต้องสนใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นพิเศษเพราะการที่ดอกเบี้ยปรับขึ้นลงจะทำให้เรากำไรหรือขาดทุนของตราสารหนี้อย่างมากได้ในทันที

Businessman ready for higher interest rates

เราลองมาดูตัวอย่างการคำนวณกันว่าทำไมการขึ้นลงของดอกเบี้ยถึงมีผลกระทบโดยตรงกับตราสารหนี้กัน เวลาที่เราซื้อตราสารหนี้ที่รัฐบาลหรือบริษัทเอกชนออกมา ส่วนใหม่มักจะมีราคาหน้าตั๋วตราไว้อยู่สมมติว่า 1,000 บาท พร้อมทั้งกำหนดอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาไว้ล่วงหน้า

สมมติว่า “ตราสารหนี้ A” อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% ต่อปี (สมมติให้ดอกเบี้ยนโยบายเท่ากับ 5% เช่นกัน) ระยะเวลา 5 ปี ถ้าเราลงทุนตราสารหนี้ A ไป 1,000 บาท เราก็จะได้ดอกเบี้ยปีละ 50 บาทต่อปี แล้วถ้าหากอยู่ๆ เวลาผ่านไปแล้ว “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ปรับตัว “สูงขึ้น” เป็น 10% ต่อปี นั้นแน่นอนว่าตราสารหนี้ที่จะออกใหม่ ก็จะให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 10% หรือ 100 บาทต่อปี



นั่นหมายความว่า “ตราสารหนี้ A” คนในตลาดจะมองว่าตราสารหนี้ A ให้ดอกเบี้ยน้อยว่าดังนั้นก็จะทำให้คนไม่อยากได้ตราสารหนี้ A เพราะซื้อ 1,000 บาทได้ดอกเบี้ยที่ 5% แต่ถ้าไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกใหม่ในช่วงหลัง 10% ทำให้ถ้าเราอยากจะขายตราสารหนี้ A ที่ราคา 1,000 บาทไม่น่าจะมีใครเอาแน่ๆ

ดังนั้นตลาดก็จะตีมูลค่าตราสารหนี้ A ใหม่ ทำให้ราคาตราสารหนี้ A ลดลงไปเรื่อยถึงจุดที่ถ้าซื้อตราสารหนี้ A หรือที่ออกใหม่ให้ผลประโยชน์ที่ไม่ต่างกัน นั้นความหมายว่าถ้าคำนวณแบบง่ายๆตราสารหนี้ A จะถูกซื้อขายที่ 500 บาท เพราะตราสารหนี้ A ให้ดอกเบี้ยที่ 50 บาท นั้นหมายความว่าดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 10 % เช่นกัน แต่ในการคำนวณจริงๆ ราคาตราสารหนี้ A จะไม่ได้ลงมาถึงแถวๆ 500 บาทเพราะเวลาคำนวณจริงๆ จะต้องมีเรื่องระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น

Failure Concept, drawn with Chalk on Blackboard

และแน่นอนว่าถ้า “อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น” ถ้าเราถือตราสารหนี้ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับลง เราก็จะได้กำไรจากที่ราคาตราสารหนี้ปรับขึ้นมานั้นเอง แต่อย่างว่า “ตลาดการลงทุน” เรียกได้ว่าเป็น “ตลาดแข่งขันเกือบจะสมบูรณ์” ในกรณีที่ตลาดนั้นมีผู้เล่นเยอะๆ ราคาจะลงหรือขึ้นไปอยู่จุดที่เหมาะสมเอง

ในทางการเงินเค้าจะเรียกความเสี่ยงชนิดนี้ว่า “Price Risk” คือราคาตราสารหนี้จะมีขยับขึ้นลงตามตลาดไปเรื่อยเช่นกันเรียกว่าการ Mark to Market เพราะถ้าเราลงทุนตราสารหนี้แบบซื้อแล้วรอหมดอายุแล้วเอาเงินคืน เราก็ไม่น่าจะมีขาดทุนจากการลงทุนในตราสารหนี้ ถ้าบริษัทไม่ปิดหนี้ไปไม่คืนหนี้

เพราะลงทุน 1,000 บาทรับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆพอถึงเวลาก็รับ 1,000 บาทคืน แต่ในความเป็นจริงนักลงทุนซื้อขายตราสารหนี้ไม่ต่างจากหุ้นสักเท่าไหร่เลย เพราะราคามีขึ้นลงในแต่ละวันเช่นเดียวกัน นั้นหมายความว่าทำไมเราถึงมีคำว่าขาดทุนจากการลงทุนใน “ตราสารหนี้”

 


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon