อย่าทำแบบนี้ กับพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำลายธุรกิจด้วยน้ำมือคุณ!

posted: 2 years ago
อย่าทำแบบนี้ กับพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำลายธุรกิจด้วยน้ำมือคุณ!

comments

ใครหลายๆ คนอาจเฝ้าฝันถึงการได้เป็นเจ้าของกิจการ ได้เป็นนายของตัวเอง และเมื่อได้เงินทุนมาสักก้อน ก็ไม่พลาดที่จะได้ริเริ่มลองธุรกิจของตัวเองดูบ้าง! แต่คุณรู้หรือเปล่า จริงอยู่ที่โลกแห่งธุรกิจต่างให้โอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวแก่ทุกคน แต่กลับกัน หากคุณพลาดพลั้ง ธุรกิจที่จะสร้างให้คุณรวยได้ ก็อาจเปลี่ยนเป็นสร้างหนี้สินได้แทนเช่นกัน

วันนี้ เรามาสำรวจกันหน่อยสิว่า สิ่งที่คุณทำอยู่นี้ เป็นพฤติกรรมที่ควรทำ หรือแท้จริงแล้ว มันคือพฤติกรรมเสี่ยง ที่จะส่งผลให้คุณทำลายธุรกิจด้วยน้ำมือตัวเองกันนะ?



1.ตามเทรนด์ ตามกระแส จนไม่มีออริจินอลเป็นของตัวเอง

จริงอยู่ที่การติดตามเทรนด์ ตามกระแส จะช่วยให้คุณเป็นที่รู้จักของผู้คน และง่ายต่อการทำการตลาดต่างๆ ให้กับทางธุรกิจ แต่ต้องระวังไว้ให้ดี เมื่อกระแสเริ่มต้นทำตามกันมากๆ เข้า จะกลายเป็นว่าคุณไม่โดดเด่น แตกต่างจากคนอื่นๆ เอาได้ เช่น เทรนด์ของการใช้ภาพเปิดอย่างการ์ตูนเรื่อง เจ้าหมา ‘นวล’ ที่เปิดเป็นภาพ อธิบายไปทีละภาพเรื่อยๆ เมื่อหลายๆ คนเห็นดังก็ลองทำบ้าง จนกลายเป็นว่าเกริ่น ยิ่งถ้าปรับปรุงคุณภาพต่างๆ ไม่ดีเท่าต้นฉบับด้วยแล้ว ก็กลายเป็นว่ากร่อย ไม่น่าสนใจอีกต่อไป

การตามกระแส เฮโลตามเทรนด์ควรทำแต่พอดี เพราะถ้ามากไปธุรกิจที่มีก็อาจสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีจุดเด่นจนยากที่คนจะจดจำได้ หากให้ยกตัวอย่างเห็นภาพชัดที่สุด ก็คงต้องพูดถึงแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่าง มาม่า ที่มีการรังสรรค์รสชาติใหม่ๆ หรือรูปแบบแพ้คเก็ตใหม่ๆ นำแบรนด์อื่นๆ อยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลายเป็นที่ครองตลาดในวงการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้นั้นเอง

Group of people counting likes

2. แยกแยะเรื่องเล่น กับเรื่องงาน ยังไม่ได้

ในเคสนี้ เราจะใช้ในกรณีที่มีกิจการ หรือธุรกิจนั้นมีหุ้นส่วนเป็นคนรู้จักมักคุ้น รวมไปถึงเพื่อนสนิทต่างๆ จริงอยู่ที่เราไม่จำเป็นต้องจริงจังตลอดเวลาเหมือนธุรกิจใหญ่ๆ แต่เมื่อมันมากเกินไปก็อาจจะกลายเป็นว่าคุณไม่สามารถแยกแยะเรื่องงาน กับเรื่องเล่นๆ ออกจากกันได้ เช่น หากประชุมงาน คุยธุรกิจอยู่ ก็ควรพุดคุยให้เหมือนทำงานจริงๆ การแซะแซว ชวนพูดคุยออกนอกเรื่อง มัวแต่เกรงอกเกรงใจ หรือหยวนๆ กับการกระทำที่ไม่ควรนั้น ก็อาจทำให้การทำงานนั้นหละหลวม ไม่เป็นระเบียบได้

ดังนั้น วิธีการแก้ที่ดีที่สุด คุณควรคิดว่าอีกฝ่ายคือผู้ร่วมงาน ให้แยกแยะส่วนของความเป็นเพื่อนออกจากกัน จะช่วยให้การทำงานแบบธุรกิจรวมหุ้นกับเพื่อน คนรู้จัก นั้น ดีมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ คุณควรมีข้อตกลงในการทำงาน แบ่งปันหน้าที่ที่แน่ชัด เพราะธุรกิจนั้น ทำให้คนใกล้ตัวต้องแตกคอมานักต่อนักแล้ว หากยังอยากสตรอง รักษาความสัมพันธ์ไว้อยู่ ก็ควรตั้งกฏเกณฑ์ ข้อปฏิบัติไว้แต่แรก ละควรจริงจังที่จะทำตามกฏด้วยนะ

Asian Businesswoman Leading Meeting At Boardroom Table

3. พูดมากกว่าฟัง

การโพสโต้ตอบ หรือแม้แต่การพูดคุยระหว่างคุณกับลูกค้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าคุณทำการโพสอย่างเดียว หรือพูดมากกว่าฟัง ไม่สนใจความต้องการหรือปัญหาของลูกค้าเลย ก็อาจทำให้ธุรกิจคุณขาดความน่าเชื่อถือได้  เนื่องจากในสายตาลูกค้า ถ้าหากสินค้าที่ซื้อไปมีปัญหา เขาก็ต้องคิดว่าสินค้าร้านนี้ ของปลอมแน่ๆ และหากลูกค้าคนนั้นติดต่อไปทางคุณแต่คุณไม่ฟังปัญหา ไม่สนใจอะไรเลย ก็จะยิ่งสร้างความไม่พอใจ เกิดกระแสบอกกันปากต่อปาก ส่งผลให้อนาคตของธุรกิจคงจะดับได้ง่ายๆ

Do you suit this position

อย่าประมาทกับลมปากต่อปากของลูกค้าเชียวนะ แต่คิดในแง่ดีเข้าไว้ ในทางกลับกัน หากคุณทำดียิ่งๆ ขึ้นไปอยู่แล้ว การที่ลูกค้าต่างเล่าปากต่อปากจะยิ่งช่วยให้ธุรกิจของคุณได้รับความน่าเชื่อถือ เป็นที่รู้จัก และยังช่วยสร้างฐานลูกค้าเจ้าประจำได้ในอนาคตอีกด้วย



4. ไม่แยกบัญชีธุรกิจ กับบัญชีส่วนตัวออกจากกัน

หลายครั้งที่เหล่าผู้เริ่มต้นลงทุนกับธุรกิจส่วนตัวนั้นละเลยเรื่องของบัญชี เพราะมองไม่เห็นว่าความสำคัญว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องแยกบัญชีให้ยุ่งยากกัน ในเมื่อธุรกิจที่เริ่มต้นทำก็ไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โตอะไรมากมาย รอให้เติบโตมากกว่านี้ค่อยแยกบัญชีก็ได้ ?

แหม ถ้าคิดแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอก แต่เราขอบอกเลยว่าควรทำให้คุ้นชินตั้งแต่แรกเริ่มจะดีที่สุด เพราะการแยกบัญชี แบ่งเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจออกจากกัน จะช่วยให้คนเห็นภาพรวมของรายจ่ายทั้งชีวิตประจำวัน และรายจ่ายในธุรกิจได้ง่ายขึ้น แถมจัดการ วางแผนได้อย่างเป็นระบบอีกต่างหาก

Use the computer work in the office.

แต่ในทางกลับกัน การไม่แยกบัญชีธนาคารตั้งแต่แรกเริ่มจะทำให้คุณบริหารเงินลำบาก การดึงเงินไปใช้ในธุรกิจ กับชีวิตประจำวันก็จะปนเป สับสนจนไม่สามารถคำนวนถึงงบประมาณ รายจ่ายรายรับได้ เมื่อไม่สามารถแยกแยะเงินได้แล้ว แบบนี้ธุรกิจที่ต้องคอยหมุนเงินอยู่บ่อยๆ ก็อาจร้าวพินาศได้เหมือนกันนะ!

5. ไม่ให้ความสำคัญกับโซเชียลเท่าที่ควร

การให้ความสำคัญในที่นี้ เราไม่ได้หมายถึงปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ที่คุณควรมีกับลูกค้าต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการตลาดยุคดิจิตอลอย่าง มาร์เก็ตติ้งโซเชี่ยลอีกด้วย! เนื่องจากผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่นี้ มีสถิติการใช้งานสื่อออนไลน์ต่างๆ ค่อนข้างสูง หากริเริ่มจะทำธุรกิจ และอยากให้เป็นที่รู้จัก การใช้สื่อโซเชี่ยลเข้ามาช่วยก็ถือเป็นผลดีไม่น้อย

นอกจากการทำเพจ หรือเว็ปไซต์ต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางการค้า ติดต่อกับลูกค้าแล้ว ลองหันมาสนใจการใช้โฆษณาผ่านสื่อโซเชียล เช่น โฆษณาบนเฟซบุ๊ก หรือยอมจ่ายเงินให้แก่ทางไอจี เพื่อโปรโมตธุรกิจต่างๆ  รวมไปถึงการเริ่มต้นทำคอนเทนส์ออนไลน์ต่างๆ และการเคลื่อนไหวบนหน้าเพจบ่อยๆ ย่อมส่งผลที่ดี เพราะจะทำให้ลูกค้าต่างๆ มีโอกาสได้รู้จักคุณมากยิ่งขึ้น

ในทางกลับกัน หากไม่ลองปรับตัว ไม่ให้ความสนใจกับยุคดิจิตอล หรือเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ คุณเองก็อาจจะเข้าไม่ถึงลูกค้ารุ่นใหม่ๆ ได้เช่นกัน!

Thinking


จำไว้เสมอว่า แม้ว่าคุณอาจจะพลาดไปแล้วกับพฤติกรรมเหล่านี้ ถ้ารีบปรับปรุง แก้ไขตัวเองก็ยังไม่สายมากเกินไป แต่ถ้าหากใครที่ธุรกิจเข้าขั้นวิกฤตแล้ว ก็อยากให้มองโลกในแง่ดีไว้เสมอว่า ให้มันเป็นบทเรียนในการพัฒนาธุรกิจในครั้งหน้าจะดีกว่า

อย่าลืมนะว่า โลกธุรกิจ คนที่หยุดเดิน หยุดพัฒนา หยุดคิดสร้างสรรค์ คนนั้นแหละจะเป็นผู้แพ้ไปเสียก่อน!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon