ว่าด้วยเรื่องนโยบายการคลัง จ่ายเงิน 1,500-3,000 บาทให้คนเมือง

posted: 1 year ago
ว่าด้วยเรื่องนโยบายการคลัง จ่ายเงิน 1,500-3,000 บาทให้คนเมือง

comments

เป็นที่รู้กันว่าเครื่องมือของรัฐบาลที่ใช้ควบคุมระบบเศรษฐกิจในประเทศประกอบไปด้วย “นโยบายการคลัง” และ “นโยบายการเงิน” ตอนนี้ประเทศไทยเราเพิ่งจะมีนโยบายการคลังใหม่ก็คือ “ช่วยเหลือคนจนในเมือง ด้วยการแจกเงิน 1,500 – 3,000 บาท” เงื่อนไขก็คือ ผู้มีรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาทต่อคน โดยจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนไว้มีทั้งหมด 3.1 ล้านคน และส่วนผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทต่อปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาทต่อคน ลงทะเบียนไว้ทั้งหมด 2.3 ล้านคน คาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมด 12,750 ล้านบาท

Quadrocopter drone with the money

นโยบายนี้ถ้าในต่างประเทศเค้าจะเรียกว่า “Helicopter Money” โดยทฤษฎีนี้ถูกคิดเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้วคือ การที่รัฐบาลเล็งเห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ค่อยดีก็เลยพิมพ์เงินออกมาแล้วยัดใส่มือประชาชน เหมือนการโปรยเงินลงมาจากเฮลลิคอปเตอร์ นโยบายนี้จึงถูกเรียกว่า Helicopter Money จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทำเงินไปใช้ในระบบ แล้วทำให้เงินในระบบหมุนเร็วมากขึ้นจึงเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง โดยในทางปฏิบัติอาจจะทำให้ได้หลากหลายรูปแบบและในชื่อที่แตกต่างกัน

ก็เลยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในโลกโซเซียลเหมือนกันว่าจะดีเหรอ “สิ้นเปลือง” ส่วนตัวอยากให้มองอีกมุมหนึ่งก็คือก่อนที่รัฐบาลจะประกาศใช้นโยบายนี้ก็ได้มีการ “เก็บข้อมูล” มาประมาณนึงแล้วก็จะประกาศออกมา ไม่เช่นนั้นรัฐบาลคงไม่สามารถประเมินได้ว่าต้องใช้งบประมาณสำหรับนโยบายนี้เท่าไหร่อย่างไรและการประกาศนโยบายจะยิ่งเร่งทำให้คนที่ยังไม่ได้เข้าระบบกลับมาลงทะเบียนกันอีกส่วนหนึ่ง



แล้วเมื่อมีข้อมูลหวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการที่จะมาใช้ต่อหลังจากนโยบาย Helicopter Money นี้ แล้วหลังจากนี้ถ้าจะใช้นโยบายอะไร น่าจะสามารถใช้เครื่องมือ ใช้นโยบายได้ตรงจุดตรงประเด็นมากขึ้น ก็จะทำให้นโยบายในอนาคตมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถเอาข้อมูลมาให้ประโยชน์ได้มากน้อยขนาดไหน

เพราะในอีกมุมหนึ่งก็คิดว่าการใช้นโยบายการคลังโดยเฉพาะการยัดเงินเข้ามือประชาชน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากๆ เรียกได้ว่าไม่ยั่งยืนนั่นแหละ เพราะปัญหาจริงๆ ที่ระบบเศรษฐกิจไม่ดีมักจะเกิดจากเรื่องการตกงานหรือรายได้น้อย แต่ต้องเข้าใจว่าก็ความขัดแย้งเรื่องประโยชน์กันอยู่ที่ว่า ในสภาวะปกติรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจะมีวาระ 4 ปีและเพื่อรักษาฐานเสียงของตัวเองในรอบหน้าแนวโน้มจะใช้นโยบายที่เป็นนโยบาย “ระยะสั้น” มากกว่า “ระยะยาว”

Hands giving & receiving money - United States Dollars (USD)

เพื่อให้ผลลัพธ์เห็นผลเร็วและประชาชนก็จะได้เทคะแนนเสียงต่อให้กับรัฐบาลเพื่อที่จะได้บริหารงานต่อหรือเราจะคุ้นชื่อกันว่า “ประชานิยม” เพราะถ้าเลือกใช้นโยบายระยะยาวเยอะ ผลของนโยบายจะเห็นช้าอาจจะ 5-10 ปีเป็นอย่างน้อย ประชาชนส่วนใหญ่ก็จะมองว่ารัฐบาลไม่เก่งบริหารไม่ดี แนวโน้มที่จะได้มาบริหารต่อก็คงยาก

แล้วพอรัฐบาลชุดก่อนวางนโยบายระยะยาวไว้ พอรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาแนวโน้มที่จะพับโครงการหรือยกเลิกนโยบายไป เพราะไม่ตรงกับนโยบายหาเสียงของทีมงานของตัวเอง จริงๆแล้วถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาเรื่อง “รอยต่อ” ระหว่างวาระ 4 ปีได้ แนวโน้มนโยบายระยะยาวก็น่ามีอีกออกมาให้เห็นกันอย่างแน่นอน


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon