รู้ไว้ใช่ว่า…ประกันชีวิตไม่ใช่การฝากเงิน

posted: 1 year ago
รู้ไว้ใช่ว่า…ประกันชีวิตไม่ใช่การฝากเงิน

comments

ถ้าเราพูดถึง “ประกันชีวิต” กันหลายๆ คนอาจจะคิดว่าคือการฝากเงินหรือการออมเงิน เพราะไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ก็ดี ตามบูธต่างๆ ก็ดี เวลาถูกเสนอขายประกันชีวิตมักจะได้ยินคำว่า ชวนเก็บเงิน ออมเงิน ฝากเงินก็แล้วแต่ว่าเราไปเจอรูปแบบไหนมา

ส่วนตัวคิดว่าเป็นเพียงบทสนทนาการขาย (Sale Talk) เท่านั้น เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังที่เราคุยด้วยรู้สึกง่ายขึ้นเข้าใจมากขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้วประกันชีวิตเป็นสินค้าการเงินที่มี “ความซับซ้อน” มีเงื่อนไขมากกว่า “การฝากเงิน” อยู่มากพอสมควร ดังนั้นการซื้อประกันชีวิตถึงแม้จะเป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ก็ตาม ยังไงก็ไม่ทางเหมือนการฝากธนาคารเด็ดขาด



เนื่องจากประกันชีวิตสภาพคล่องไม่เหมือนการฝากเงิน แน่นอนว่าดูผลตอบแทนจากกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ปัจจุบันตอนนี้อยู่ประมาณ 2-3% ซึ่งต้องยอมรับว่าสูงกว่าการฝากธนาคารอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ต้องแลกมากับการที่เราล็อคเงินเราไว้ในระยะยาว เพราะถ้าเราไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ มีการถอนเงินสดออกมาก่อน หรือว่าไม่จ่าย “เบี้ยประกัน” ตามงวด โอกาสขาดทุนต้องยอมรับเลยว่าสูงมากๆ เพราะเงินเราจะไม่ได้รับตามที่ตกลงไว้ตอนที่เราซื้อประกันชีวิตอย่างแน่นอน

และอีกประการนึงก็คือคนที่ฝากเงินกับประกันชีวิต จะต้องรับความเสี่ยงเรื่อง “อัตราดอกเบี้ย” เพราะกรมธรรม์ประกันชีวิตจะเป็นการกำหนดผลตอบแทนแบบคงที่ตั้งแต่วันแรกที่ทำ นั่นหมายความว่า ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไรผลตอบแทนก็ยังได้รับเท่าเดิม ช่วงนี้ผ่านมาคนที่ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตก็ถือว่าโชคดีเพราะว่าอัตราดอกเบี้ยลดลงมาเรื่อยๆทำให้กรมธรรม์ประกันชีวิตเล่มเก่ายังคงถูกการันตีผลตอบแทนที่สูงอยู่ แต่ในอนาคตพอเดากันได้เลยว่าความเสี่ยงเรื่อง “อัตราดอกเบี้ย” จะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยหลายๆ ประเทศอยู่ในโซนที่ติดลบ โอกาสที่จะลงไปต่ำกว่านี้ค่อนข้างยากมากๆ แล้ว ดังนั้นถ้าเราจะหวังว่าซื้อตอนนี้เพื่อล็อคอัตราดอกเบี้ยไว้ในระยะยาวอาจจะต้องกลับมาพิจารณาความเสี่ยงเรื่องนี้กันเพิ่มเติม
Value and Price balance on the scale

แต่ก็ใช่ว่าการออมเงินกับประกันชีวิตจะมีแต่ข้อเสีย ข้อดีก็มีเช่นกันก็คือ ผลตอบแทนที่เราได้รับจากประกันชีวิต “ได้รับยกเว้นภาษี” ไม่ว่าจะเป็นเงินคืนหรือเงินปันผลจากกรมธรรม์ก็ตาม แต่ถ้าเป็นการฝากเงินจะต้องเสียภาษีดอกเบี้ย 15% หรือเป็นการลงทุนทั่วไปที่มีการจ่ายปันผลก็จะต้องเสียภาษีที่ 10% นั่นเอง

 และอีกประการก็คือ “เบี้ยประกันชีวิต” สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทและถ้าเป็นประกันชีวิตแบบบำนาญได้เพิ่มเติมอีก 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกินอีก 200,000 บาทแต่เมื่อนำไปรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. และ กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ห้ามเกิน 500,000 บาท


สุดท้ายก็คือการทำประกันชีวิตเราจะได้ “ทุนประกัน” ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งที่สุดของการทำประกันชีวิตเลยก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันแบบประกันชีวิตหลายๆ แบบก็มีทุนประกันเท่าเบี้ยประกันเท่านั้น โดยเฉพาะแบบที่ให้ IRR สูงๆ ก็จะลดค่าใช้จ่ายเรื่องประกันชีวิตลง ทำให้ประกันชีวิตหลายๆ แบบไม่มีข้อดีตรงนี้หลงเหลือเลย (ทุนประกันเท่ากับเบี้ยที่จ่าย)

จะเห็นได้ว่า “ประกันชีวิต” และ “การฝากเงิน” มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่าง อยู่ที่ตัวเราแล้วล่ะว่าจะเลือกใช้สินค้าการเงินอย่างไรเพื่อให้ให้เหมาะสมกับเราที่สุด แต่เราต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าการทำประกันชีวิตยังไงก็ไม่ใช่การฝากเงินแน่นอน!!


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon