แกร่งกล้าวิชาสยามประเทศ! ประวัติศาสตร์แห่งมวยไทย

posted: 2 years ago
1,892 views
แกร่งกล้าวิชาสยามประเทศ! ประวัติศาสตร์แห่งมวยไทย

comments

“มวยไทย” ศิลปะการต่อสู้ประจำชาติไทย มีความโดดเด่นด้านการใช้ร่างกายเป็นอาวุธในการต่อสู้ ทั้ง หมัด เท้า เข่า ศอก และศีรษะ หรือที่เรียนกันว่า นวอาวุธ (บางตำราอาจมีการใช้ปากกัดจึงเรียกเป็น ทศอาวุธ) ด้านประวัติความเป็นมาของมวยไทย ไม่ปรากฎหลักฐานที่แน่ชัดว่า เกิดขึ้นครั้งแรงในสมัยใด แต่เท่าที่ได้ปรากฎพบว่า มวยไทย นั้นมีมานานแล้ว ไม่แน่ว่าอาจเกิดขึ้นมานานพร้อมๆกับชาติไทยเลยก็ว่าได้

มวยไทย
มวยไทยสมัยก่อนมักจะฝึกฝนกันอยู่ในบรรดาเหล่าทหาร

ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน มวยไทยสมัยก่อนมักจะฝึกฝนกันอยู่ในบรรดาเหล่าทหาร เนื่องจากการรบสมัยนั้นยังปราศจากอาวุธปืน ทำให้มีแต่อาวุธที่ต้องต่อสู้ในระยะประชิด เช่น ดาบ พลอง ง้าว ดั้ง เขน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกหัดการเตะถีบคู่ต่อสู้ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบ ต่อมามีผู้คิดขึ้นว่าทำอย่างไรจึงจะนำการถีบ การเตะ นั้นมาเป็นศิลปะการต่อสู้ไปพร้อมกับมือได้ จึงได้เกิดเป็นการฝึกหัดการต่อสู้ป้องกันตัวขึ้น  ซึ่งจุดมุ่งหมายของการฝึกเรียนมวยไทยในสมัยก่อนมีด้วยกัน 2 อย่าง คือ เพื่อไว้สู้รบกับข้าศึก และเพื่อใช้ต่อสู้ป้องกันตัว

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย

มวยไทย
มวยคาดเชือก ในสมัยก่อน

สมัยกรุงสุโขทัย

มีหลักฐานจากศิลาจารึกได้กล่าวไว้ว่า กรุงสุโขทัยทำสงครามกับประเทศอื่นรอบด้าน จึงมีการฝึกทหารให้มีความรู้ ความชำนาญด้านการรบด้วยอาวุธด่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดาบ หอก โลห์ รวมไปถึงการใช้อวัยวะของร่างกายเข้าช่วยในการรบระยะประชิดตัว เช่น ถีบ เตะ เข่า ศอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรบ

หลังจบศึกสงครามแล้วชายหนุ่มในสมัยนั้นมักจะฝึกมวยไทยเพื่อเสริมลักษณะความเป็นชายชาตรี เพื่อเป็นศิลปะป้องกันตัว เพื่อเตรียมตัวเข้ารับราชการทหาร ในสมัยนั้นการฝึกฝนมวยไทยมักจะเรียนกันตามสำนักที่มีชื่อเสียง เช่น สำนักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี นอกจากนี้ยังมีการฝึกมวยไทยตามลานวัดโดยพระภิกษุอีกด้วย วิธีฝึกมวยไทยในสมัยกรุงสุโขทัย ครูมวยจะใช้กลอุบายให้ลูกศิษย์ตักน้ำ ตำข้าว ผ่าฟืน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อน จึงค่อยเริ่มฝึกสอนในเรื่องของทักษะมวย

นอกจากนี้ในสมัยกรุงสุโขทัยยังถือว่ามวยไทยเป็นศาสตร์ชั้นสูงที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกษัตริย์ เพื่อฝึกให้กษัตริย์เป็นนักรบที่มีความกล้าหาญ มีสมรรถภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม เป็นกษัตริย์ที่เก่งกล้าสามารถในการปกครองประเทศต่อไป ดั่งเรื่องราวในพงศาวดาร เมื่อครั้งพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กษัตริย์พระองค์แรกแห่งกรุงสุโขทัย ทรงเห็นการณ์ไกลส่งเจ้าชายร่วงองค์ที่ 2 อายุ 13 พรรษา ไปฝึกมวยไทยที่ สำนักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี เพื่อฝึกให้เป็นกษัตริย์ที่เก่งกล้าในอนาคต

มวยไทย
มวยโบราณ

สมัยกรุงศรีอยุธยา

ในช่วง 417 ปี ของสมัยกรุงศรีอยุธยา สยามประเทศต้องทำศึกกับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง เช่น พม่า และเขมร อยู่ตลอด ดังนั้นชายหนุ่มในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงต้องฝึกฝนความชำนาญในด้านการต่อสู้ด้วยอาวุธและศืลปะป้องกันตัวด้วยมือเปล่า โดยจะมีครูผู้เชี่ยวชาญทางการต่อสู้มาเป็นผู้ฝึกสอน การฝึกเริ่มต้นจากวังไปสู่ประชาชน สำนักดาบที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้นคือ สำนักดาบพุทธไทสวรรค์ มีผู้นิยมไปเรียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในการฝึกสอนจะใช้อาวุธจำลอง เป็นดาบหวาย หรือที่เรียกกันว่า กระบี่กระบอง นอกจากเรียนรู้เรื่องเพลงดาบแล้ว ยังต้องฝึกฝนการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่า หรือ มวยไทย ควบคู่กันไปด้วย

เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทยในสมัยอยุธยา สมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ โปรดการชกมวยมากจนทรงปลอมพระองค์มาชกมวยกับชาวบ้าน และชนะคู่ต่อสู้มีฝือฉกาจได้ถึง 3 คน ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย,นายใหญ่ หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก โดยนักมวยทั้ง 3 คน ได้รับความพ่ายแพ้อย่างบอบช้ำจากฝีมือการชกมวยไทยของพระองค์

มวยไทย
ครูมวยรุ่นเก๋า

และเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงโปรดการชกมวยไทยมากเช่นนี้ จึงทำให้มีการฝึกมวยไทยขึ้นอย่างแพร่หลาย ในราชสำนัก ขยายไปสู่ชาวบ้าน และวัด โดยเฉพาะวัด ถือว่าเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยขนานเอก เพราะขุนศึกเมื่อมีอายุมากมักบวชเป็นพระ และสอนวิชาการต่อสู้ให้แก่ลูกศิษย์ที่ดี หรือมีความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งนักมวยเด่นในยุคหลังๆ ก็เกิดจากการฝึกฝนกับพระสงฆ์ในวัดแทบทั้งสิ้น และด้วยเหตุนี้การฝึกมวยไทยจึงแพร่หลาย และขยายวงกว้างไปสู่สามัญชนมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับมวยไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นคือ เรื่องราวของ นายขนมต้ม วีรชนคนกล้าที่ทำให้ข้าศึกรู้จักแม่ไม้มวยไทย เมื่อครั้งที่นายขนมต้มถูกจับเป็นเชลย และถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่กรุงอังวะ ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าได้จัดให้มีการฉลองชัยชนะ ในการทำสงครามกับไทย และสุกี้พระนายกองได้คัดเลือกนายขนมต้ม ให้ขึ้นชกกับนักมวยพม่า นายขนมต้มสามารถชกชนะนักมวยพม่าได้ถึง 10 คน พระเจ้ากรุงอังวะจึงตรัสชมเชยว่า “คนไทยถึงแม้จะไม่มีอาวุธในมือ มีเพียงมือเปล่า 2 ข้าง ก็ยังมีพิษสงรอบตัว”

มวยไทย
นักมวย มุมแดง และมุมน้ำเงิน

สมัยกรุงธนบุรี

ในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นเจ้าเมืองตาก ได้ทรงมีทหารเอกคู่ใจที่มีความสามารถด้านมวยไทยเป็นอย่างมาก และเป็นทหารชั้นแนวหน้าชื่อว่า นายทองดี ฟันขาว หรือจ้อย ชาวเมืองพิชัย ซึ่งต่อมาได้เป็น พระยาพิชัยดาบหัก เจ้าเมืองพิชัย

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

ในระยะต้นของ รัชกาลที่ 1 – 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กษัตริย์ไทยที่ทรงโปรดการกีฬาเป็นอย่างมาก เช่น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดกีฬามวยไทยอย่างต่อเนื่อง ในสมัยนั้นมีฝรั่งสองคนพี่น้องเข้ามาหาคู่ชกมวยชนิดมีเดิมพัน พระองค์ได้ทรงจัดส่งหมื่นผลาญ นักมวยผู้เก่งกาจขึ้นชกกับฝรั่งสองพี่น้อง แม้ว่ารูปร่างของ หมื่นผลาญ จะเล็กและดูเสียเปรียบฝรั่งอยู่มาก แต่ด้วยฝีมือการใช้แม่ไม้มวยไทยที่สุดยอด ออกอาวุธครบทั้ง หมัด เท้า เข่า ศอก ฝรั่งสองพี่น้องจึงพ่ายแพ้กลับไป สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์หัดเล่นกระบี่กระบอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีความชำนาญในกีฬามวยไทย จึงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยขึ้นในชนบทและในกรุง นอกจากนี้ได้ทรงแต่งตั้งผู้มีฝีมือในกีฬามวยให้เป็นหัวหน้าในการจัดกีฬา และให้มียศตำแหน่งด้วย เช่น พระไชยโชคชกชนะ แห่งพระนคร, หมื่นมวยมีชื่อ จากไชยา, หมื่นมวยแม่นหมัด จากลพบุรี และหมื่นชงัด เชิงชก จากโคราช เป็นต้น

การจัดการแข่งขันมวยไทย

การแข่งขันมวยไทยนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ปรากฎหลักฐานว่ากฎกติที่แน่นอนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินได้แก่ นายสนามมวย ต่อมาในปี พ.ศ. 2455 หม่อมเจ้าวิบูลย์สวัสดิ์วงศ์ สวัสดิกุล ได้นำมวยสากลเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ทางวงการมวยไทยจึงได้วางกติกาที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งการชกในสมัยนั้นยังคงมีการคาดเชือกอยู่ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นการสวมนวม แต่ยังคงใช้การถีบ เตะ ชก ศอก และเข่า ดังที่เห็นในปัจจุบัน กีฬามวยไทยจัดว่าเป็นกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย

มวยไทย
มวยไทยเริ่มมีกติกาที่ชัดเจนขึ้น

วิวัฒนาการของกติกาและการจัดการแข่งขันมวยไทย

ในปี พ.ศ. 2477 กระทรวงมหาดไทยได้ร่างกติกาคุ้มครองมวยไทยและมวยสากลขึ้น เพื่อเป็นการแข่งขันชั่วคราว ต่อมาในปี พ.ศ. 2479 ทางด้านกรมพลศึกษา ที่มีหน้าที่ในการจัดการแข่งขันมวยโดยตรง ได้จัดตั้งกรรการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไขกติกาของมวยไทย มวยสากล และได้มีการประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2480 เป็นต้นมา ด้านการจัดการแข่งขัน มีหลักฐานว่าเริ่มจัดอย่างจริงจังในสมัยรัชกาลที่ 6 (ก่อนหน้านี้ขึ้นไปไม่มีหลักฐานปรากฎที่แน่ชัด)

หลังจากสมัยรัชกาลที่ ๖ มวยไทยได้พัฒนามากขึ้นโดยมีการชกมวยแบบสวมนวมชก และนับคะแนนแพ้ชนะ มีการกำหนดยก นักมวยแต่งกายตามมุม คือ มุมแดง และมุมน้ำเงิน เช่นเดียวกับการชกมวยสากล มีค่ายมวยเกิดขึ้นหลายค่าย และแจ้งเกิดนักมวยมากฝีมือที่มีชื่อเสียงหลายคน คหบดีผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ เจ้าเชตุ ได้ตั้งสนามมวยในที่ดินของตนเอง เพื่อนำรายได้จากการชกมวยไปบำรุงกิจการทางทหาร ต่อมาได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น การแข่งขันชกมวยจึงหยุดไป และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง การแข่งขันชกมวยไทยก็ได้กลับมาเฟื่องฟูขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากประชาชนสนใจ

เวทีมวย
เวทีมวยราชดำเนิน

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2888 ได้มีการจัดตั้งสนามมวยราชดำเนินขึ้น และจัดการแข่งขันชกมวยอาชีพเป็นจำนวนมาก ในยุคนั้นมีนักมวยที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นหลายคน เช่น สุข ปราสาทหินพิมาย, ผล พระประแดง, สมาน ดิลกวิลาศ, ประสิทธิ์ ชมศรีเมฆ, เป็งสูน เทียมกำแพง และสุริยา ลูกทุ่ง เป็นต้น ในการชกมวยช่วงนั้นจะมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากในปัจจุบันคือ การชกมวยสามารถชกข้ามรุ่นกันได้

ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2499 สนามมวยลุมพินีได้เปิดขึ้นอีกแห่งหนึ่ง นักมวยส่วนใหญ่จึงได้ใช้ทั้งเวทีราชดำเนิน และเวทีลุมพินีเป็นสังเวียนในการแข่งขันชกมวย โดยทั้งสองสนามนี้ถือว่า เป็นสนามมวยมาตรฐานของประเทศไทย มีการจัดแบ่งประเภทนักมวยเป็นรุ่นต่างๆ ตามน้ำหนักตัวที่กำหนดขึ้น นอกจากนี้ยังได้เกิดกติกามวยไทยอาชีพ ฉบับ พ.ศ. 2498 ซึ่งเป็นการแก้ไขปรับปรุงจากฉบับ พ.ศ. 2480  ของกรมพลศึกษา และในวันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2498 ได้มีการถ่ายทอดการชกมวยไทยจากสนามมวยราชดำเนินเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นได้มีชาวต่างชาติเดินทางมาฝึกมวยไทย และมีการจัดแข่งขันชกมวยกับนักมวยของไทยอยู่เสมอ

ต่อมากีฬามวยไทยมีการพัฒนาจนก่อตั้งเป็นสมาคมมวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้การชกมวยไทยต้องมีเครื่องป้องกันอันตราย เพื่อให้นักมวยมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ในแต่ละปีมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาแข่งขันจำนวนมากยิ่งขึ้น และการถ่ายทอดการชกมวยทางโทรทัศน์ก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย จึงทำให้ธุรกิจมวยขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งในต่างจังหวัดก็มีเวทีมวยเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง  เพื่อเปิดโอกาสให้นักมวยที่มีฝีมือจากต่างจังหวัด เดินทางเข้ามาชกมวยในกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้นนั่นเอง…


avatar
by ...Love Scenes...
เพราะ 'ความรัก' คือ ฉากหนึ่งของชีวิต...(^3^)

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon