เผยเบื้องหลังแรงบันดาลใจเศร้าๆ ของ 8 เพลงสากลสุดฮิตระดับโลก

posted: 1 year ago
26,348 views
เผยเบื้องหลังแรงบันดาลใจเศร้าๆ ของ 8 เพลงสากลสุดฮิตระดับโลก

comments

ในบรรดาบทเพลงนับหมื่นนับแสนเพลงที่โลดแล่นอยู่ในแวดวงดนตรี มันจะต้องมีเพลงจำนวนหนึ่งที่สามารถทะยานทะลุชาร์ทขึ้นมาท็อปฟอร์มและครองใจผู้คนทั่วโลกได้ ซึ่งศิลปินแต่ละวงก็จะต้องมีเพลงฮิตประจำตัว ที่เพียงแค่เริ่มขึ้นอินโทร…แฟนเพลงก็กรีดร้องกันระงมแล้ว ทุกครั้งที่ทัวร์คอนเสิร์ตเพลงเหล่านี้ถูกนำมาร้องเอาใจแฟนๆ ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง แต่เคยสงสัยกันไหมว่า อะไรคือแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงเหล่านี้ขึ้นมา? เพลงสากลสุดฮิตหลายเพลงนั้นมีความเศร้าอยู่เบื้องหลังเสียงดนตรี จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเพลงเหล่านี้ถึงสื่ออารมณ์ไปถึงคนฟังได้อย่างน่าประทับใจ rabbit daily จะพาไปทำความรู้จักกับประวัติความเป็นมาของ 8 เพลงดังระดับโลกที่อยู่เหนือกาลเวลา เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่ก็ยังครองใจแฟนเพลงเสมอ เชื่อว่าในทุกๆ วันจะต้องมีผู้คนที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ กำลังเปิดเพลงต่อไปนี้ฟังอยู่อย่างแน่นอน…อย่างน้อยก็ในอีกไม่กี่นาทีถัดจากนี้



1. Creep – Radiohead


นับว่าเป็นเพลงชาติประจำวง Radiohead ที่ปล่อยออกมาครั้งแรกในปี 1993 เพลงนี้ต้องการอธิบายอารมณ์ของคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ แต่ไปหลงรักหรือไปอยู่ท่ามกลางคนที่ดีพร้อม Radiohead ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนก็ต้องเอาเพลงนี้มาร้อง แฟนเพลงก็กรี๊ดกร๊าดกันคอแทบพัง ยิ่งสมัยหนุ่มๆ นี่ ‘ทอม ยอร์ก’ นักร้องนำก็มาดเซอร์โดนใจเด็กแนวมากๆ แถมยังเป็นนักร้องที่สามารถขึ้นเสียงสูงแหลมปรี๊ดได้ ไปร้องเพลง Creep ที่ไหน แฟนเพลงเต็มสนามทุกที่ โดยเฉพาะผู้หญิงนี่กรี๊ดกันเป็นลม มันจะมีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ร้องว่า You’re so very special, I wish I was special. (คุณนั้นพิเศษเหลือเกิน ผมก็หวังว่าผมจะเป็นคนที่พิเศษบ้าง) พอร้องท่อนนี้จบจะมีเสียงสาวๆ ตะโกนขึ้นมาจากด้านล่างเวทีว่า You Are ! (คุณพิเศษนะ !) ไปลองหา Live เก่าๆ ดูได้เลย บางทีสังเกตว่าเฮียทอมแกก็มีแอบอมยิ้มเขินๆ เหมือนกัน

ชมคลิปสาวๆ ตะโกน You Are ! นาทีที่ 03.48-03.50 น. 


‘คอลิน กรีนวูด’ มือเบสประจำวงเป็นคนที่ช่วยกันแต่งเพลง Creep ร่วมกับทอม ตั้งแต่สมัยที่ทั้งคู่ยังเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ในประเทศอังกฤษ โดยเฮียทอมได้แรงบันดาลใจมาจากหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งที่แกปลื้มและหลงใหลมาก ทอมมักจะเจอสาวคนนี้ที่บาร์ และแอบเดินตามเธอไป แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปคุยสักที สุดท้ายก็ต้องกลับมากินเหล้าย้อมใจก่อนจะหาโอกาสไปสารภาพรัก เรื่องจบลงด้วยการที่สาวคนนี้ตกใจและหนีหายไปเลย โดยเวอร์ชั่นแรกของเพลงนี้เป็นอะคูสติกใสๆ ซึ่งมือกีตาร์ ‘จอห์นนี่ กรีนวูด’ บอกว่าเพลงมันปวกเปียกไป เลยตั้งใจจะทำลายเพลง (ให้เข้มยิ่งขึ้น) โดยการใส่ซาวด์กีตาร์โหดๆ ก่อนขึ้นท่อนฮุคอย่างที่ทุกคนได้ยิน

คลิป Radiohead แสดงสดเพลง Creep ครั้งแรกในรอบ 7 ปี


ความขลังของเพลงนี้ก็คือ ทอม ยอร์ก เล่นเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2009 ในคอนเสิร์ต Reading Festival ที่ประเทศอังกฤษ และหลังจากนั้นก็ไม่เคยร้องและเล่นอีกเลยเป็นเวลาถึง 7 ปี ! แม้ว่าแฟนเพลงจะดิ้นพล่านๆ อยากฟังมากแค่ไหนก็ตาม ทอมให้เหตุผลว่า “เบื่อและเอือมเพลงนี้” แต่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 จู่ๆ วงติสท์อย่าง Radiohead ก็เล่นเพลง Creep อีกครั้งในรอบ 7 ปี ที่ Le Zenith กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แน่นอนว่าทำเอาแฟนเพลงดีใจกันแทบบ้า เหตุผลง่ายๆ ที่พี่ทอมแกหยิบเพลงนี้มาร้องอีกครั้งก็คือ “รำคาญไอ้แฟนเพลงผู้ชายข้างหลังนั่นตะโกนขอเพลง Creep อยู่ได้ ผมเลยอยากทำให้ทุกคนช็อคพร้อมๆ กัน” เล่นโชว์ซะเลย นับว่าเป็นบุญหูชาวฝรั่งเศสยิ่งนัก และแม้ว่า Radiohead จะกลับมาเล่นเพลงนี้อีกครั้ง แต่ก็ยังถือว่าเป็นเพลงที่หาฟังแบบสดๆ ยากอยู่ดี แล้วแต่อารมณ์ของเฮียทอมเลย


2. I Don’t Want to Miss a Thing – Aerosmith


ใครได้ดูหนังเรื่อง Armageddon (1998) คงจำเพลงประกอบเพราะๆ เพลงนี้ได้ดี ร้องโดยวง Aerosmith น่าจะเป็นเพลงที่อมตะอีกเพลงหนึ่งและอยู่เหนือกาลเวลาแน่นอน ด้วยเนื้อร้องที่กินใจสุดๆ แต่รู้ไหมว่าเพลงนี้น่ะแต่งโดยผู้หญิงที่ไม่ถนัดในเรื่องของความสัมพันธ์หรือการมีความรักเอาซะเลย ! เธอคนนั้นมีชื่อว่า ‘Diane Warren’ เป็นนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน แต่งเพลงให้ศิลปินดังๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น บียอนเซ่ , วิตนีย์ ฮิวสตัน, เลดี้ กาก้า, เอริก แคลปตัน ฯลฯ โดยเธอได้แรงบันดาลในการแต่งเพลงนี้มาจากการที่ได้ฟังบทสัมภาษณ์ของนักแสดงชาย James Brolin ที่เล่าถึงความรู้สึกของการที่ต้องสูญเสียภรรยาอันเป็นที่รักไป ความโศกเศร้านี้มันทำให้เขาคิดถึงภรรยาแทบจะขาดใจ แม้ในยามที่นอนหลับก็ยังรู้สึกคิดถึง ซึ่งประโยคนี้มันกินใจเธอมาก และนำไปถ่ายทอดเป็นเพลง I Don’t Want to Miss a Thing สุดยอดเพลงฮิตตลอดกาลนั่นเอง

Diane Warren ผู้อยู่เบื้องหลังเนื้อเพลง I Don't Wanna Miss A Thing
Diane Warren ผู้อยู่เบื้องหลังเนื้อเพลง I Don’t Want to Miss A Thing

ผู้หญิงที่แต่งเพลงออกมาได้สุดโรแมนติกขนาดนี้ ใครๆ ก็ต้องคิดว่าเธอเอาประสบการณ์ชีวิตตัวเองมาเขียนแน่ๆ แต่โนค่ะ เธอบอกว่าเป็นคนอินในเรื่องพวกนี้ได้จากการฟังเรื่องเล่าผ่านคนอื่น แล้วจินตนาการเอาว่ามันจะต้องรู้สึกยังไง เพราะชีวิตจริงๆ ของเธอนั้นประกาศแล้วว่าจะไม่มีทางแต่งงาน เพราะเธอไม่ถนัดกับเรื่องพวกนี้จริงๆ เอาสิ ! เขียนเพลงรักโดยไม่ต้องมีความรักก็ได้อ่ะ


3. Tears In Heaven – Eric Clapton


ใครฟังเพลงนี้แล้วไม่ซึมบ้างอ่ะ มันเป็นเพลงที่เศร้ามากๆ เลย อีโมชั่นนอลสุดๆ และก็เป็นอีกหนึ่งเพลงฮิตตลอดกาลของลุง ‘เอริก แคลปตัน’ ด้วย แต่เบื้องหลังเพลงดังกลับมีเรื่องราวโศกนาฎกรรมเศร้าๆ ซ่อนอยู่ เพราะเพลงนี้ลุงแกแต่งให้ ‘Conor’ ลูกชายตัวน้อยวัย 4 ขวบที่เสียชีวิตไปในปี 1991 จากเหตุพลัดตกหน้าต่างอพาร์ทเมนท์ในมหานครนิวยอร์ก ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ลุงแกตั้งใจว่าจะทำหน้าที่พ่อที่ดี ดูแลลูกๆ และครอบครัว หลังจากก่อนหน้านี้ระหองระแหงกับภรรยาและไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก แต่ช่วงเวลาดีๆ ก็อาจจากเราไปเร็วกว่าที่คาดคิด เอื้อมมือคว้าเท่าไหร่ก็ไม่ทัน ความเศร้าทวีคูณขึ้นอีกหลังจากที่ลูกชายเสียชีวิตไปแล้ว ลุงแกไปพบกระดาษโน๊ตที่ลูกชายเขียนไว้ประมาณว่ารักและคิดถึงพ่อมากๆ อยากให้พ่อมาหาบ่อยๆ แต่แน่นอนว่าทุกอย่างมันสายไปเสียแล้ว

Conor' ลูกชายตัวน้อยวัย 4 ขวบ
‘Conor’ ลูกชายตัวน้อยที่เสียชีวิตในวัย 4 ขวบ ผู้เป็นแรงบันดาลให้บทเพลง  Tears in Heaven

โศกนาฎกรรมในครั้งนั้นทำให้เอริกต้องเศร้าโศกอย่างมาก เขาต้องร้องไห้ทุกวัน จนกระทั่งได้ถ่ายทอดความเศร้าออกมาเป็นบทเพลงที่ชื่อว่า Tears in Heaven เพื่อระลึกถึงลูกชายสุดน่ารักที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ…“ลูกจะรู้ชื่อพ่อไหม ถ้าเราได้พบกันบนสวรรค์  ? อะไรๆ จะเหมือนเดิมไหม ถ้าเราได้พบกันบนสวรรค์ ?”

Would you know my name
If I saw you in heaven ?
Would it be the same
If I saw you in heaven ?



4. Wake Me Up When September Ends


เมื่อถึงวันที่ 30 กันยายนของทุกปี จะต้องมีแฟนเพลงทั่วโลกจำนวนมากโพสต์เพลงนี้บนโซเชียลมีเดีย รวมถึงโพสต์ทวิตไปหาวง Green Day พร้อมกับข้อความทำนองว่า ‘ตื่นสิ สิ้นสุดเดือนกันยายนแล้วนะ’ เนื่องจากเพลงเพราะๆ เพลงนี้แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า ‘ปลุกฉันทีเมื่อเดือนกันยายนสิ้นสุดลง’ อยู่ในอัลบั้ม American Idiot ใครฟังเพลงนี้ก็ต้องหลงรักแน่นอน หลายคนอาจคิดว่ามันคือเพลงที่พูดถึงช่วงเวลาที่เจ็บปวดเมื่อความรักสิ้นสุดลง ไม่อยากตื่นเลยตลอดเดือนนี้ ผ่านไปเร็วๆ เหอะ แต่ความจริงแล้วเพลงนี้เขียนโดย ‘บิลลี โจ อาร์มสตรอง’ นักร้องนำของวงที่ต้องสูญเสียคุณพ่อไปในเดือนกันยายน ปี 1982 ตอนอายุ 10 ขวบ เขาวิ่งกลับมาที่บ้านและขังตัวเองร้องไห้อยู่ในห้อง เมื่อแม่มาเคาะเรียกบิลลีก็ตะโกนบอกแม่ว่า “Wake me up when September ends.” ซึ่งต่อมา 20 ปีหลังจากวันนั้น เขาได้นำมาเขียนเป็นเพลงโดยใช้ชื่อเดียวกัน พูดถึงความเศร้าที่ต้องสูญเสียพ่อ จนอยากจะนอนให้หลับนานมากที่สุดเท่าที่จะหลับได้ แม้ว่าความทรงจำจะค่อยๆ เลือนลางไปแล้ว แต่ก็ไม่เคยลืมว่าได้สูญเสียอะไรไป

“…As my memory rests
But never forgets what I lost
Wake me up when September ends…”

นอกจากนี้ขอเพิ่มเกร็ดน่ารู้อีกเล็กน้อย วง Green Day เป็นวงดนตรีที่ประกาศจุดยืนต่อต้านสงคราม ทำให้เพลงในหลายๆ อัลบั้มจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะอัลบั้ม American Idiot นอกจากนี้ในอัลบั้ม21st Century Breakdown จะมีเพลงหนึ่งที่โด่งดังมากชื่อว่า ’21 Guns’ ซึ่งหมายถึงการยิงสลุต 21 นัดเพื่อคารวะทหารที่พลีชีพในสงคราม รวมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายวางอาวุธและคุยกันอย่างสันติภาพ โอ้โห ! ลึกซึ้งๆ


5. Ed Sheeran – Photograph


เพลงสุดซึ้งที่ทำให้โลกต้องหันมาสนใจผู้ชายที่ชื่อ Ed Sheeran (มีคิวมาเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยด้วยนะ อ่านเพิ่มเติมที่นี่) เพลงนี้เขียนร่วมกับ Johnny McDaid (มือกีตาร์วง Snow Patrol) สำหรับแรงบันดาลใจของเพลงนี้ Ed บอกว่านำประสบการณ์ด้านความรักของตัวเองมาเขียน ซึ่งพูดถึงความสัมพันธ์ระยะไกลของเขาและอดีตแฟนสาวที่ต้องห่างกันในเวลาที่ต้องออกทัวร์คอนเสิร์ต ส่วนเนื้อเพลงที่ขึ้นต้นร้องว่า Loving can hurt, loving can hurt sometimes” พวกเขาดัดแปลงมาจากเหตุการณ์บังเอิญได้ที่ฟังเสียงฮัมเพลงของพนักงานโรงแรมคนหนึ่งในรัฐมิสซูรี ซึ่งกำลังฮึมฮัมว่า “Loving can hurt, loving can hurt” เออเข้าท่าดีแฮะ เอามาตบๆ ประโยคสักหน่อยดีกว่า จนได้เป็นเนื้อเพลงท่อนแรกของเพลง Photograph อย่างที่ทุกคนร้องตามกันได้นั่นเอง

'Nina Nesbitt' หญิงสาวที่เป็นแรงบันดาลใจให้เพลง Photograph
‘Nina Nesbitt’ หญิงสาวที่เป็นแรงบันดาลใจให้เพลง Photograph

ส่วนแฟนสาวของหนุ่ม Ed ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เพลงนี้มีชื่อว่า ‘Nina Nesbitt’ เป็นนักร้องชาวสก็อต ซึ่งเธอคนนี้แหละที่เป็นสาวที่พกรูปของเขาไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์ ก็เลยเป็นที่มาของเนื้อเพลงท่อนที่ว่า “…So you can keep me inside the pocket of your ripped jeans…” ถอดเนื้อเพลงมาจากชีวิตจริงเป๊ะๆ เลยเนอะ


6. Fix You – Coldplay


Fix You น่าจะเป็นอีกบทเพลงหนึ่งที่ประทับใจแฟนๆ ของวง Coldplay ใช่ไหมล่ะ เพราะช่างเป็นเพลงที่ความหมายดีงามและลึกซึ้งกินใจ ไม่ว่าชีวิตคุณจะอยู่ในสถานการณ์ไหน ก็อย่าลืมว่าคุณยังมีเพลง Fix You เป็นเพื่อนเสมอ เนื่องจากเป็นเพลงที่ให้ความหวังและกำลังใจในการก้าวเดินต่อไป ทราบหรือไม่ว่า คริส มาร์ติน นักร้องนำประจำวงได้แต่งเพลงนี้เพื่อให้กำลังใจกวินเน็ธ พัลโทรว์ อดีตภรรยา ที่สูญเสียคุณพ่อ ‘บรูซ พัลโทรว์’ ไปอย่างไม่มีวันกลับ นอกจากนี้ทำนองเพลง Fix You ยังได้แรงบันดาลใจมาจากคีย์บอร์ดไฟฟ้าที่คุณพ่อบรูซซื้อไว้ แต่หลังเขาเสียชีวิตก็ไม่เคยมีใครใช้อีกเลย คริสจึงนำมันมาใช้ดูอีกครั้ง ปรากฎว่าเสียงไพเราะมาก จึงเริ่มเขียนทำนองเพลง Fix You ขึ้นมา

'คริส มาร์ติน' และอดีตภรรยา 'กวินเน็ธ พัลโทรว์'
‘คริส มาร์ติน’ และอดีตภรรยา ‘กวินเน็ธ พัลโทรว์’

จากเพลงที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้กำลังใจหญิงสาวที่เขารัก ทุกวันนี้ได้กลายมาเป็นเพลงของคนทั่วโลก และเป็นเพลงที่จริงใจที่สุดเพลงหนึ่งตั้งแต่เคยฟังมา เชื่อว่าทุกประโยคของเนื้อเพลงมันจะต้องโดนใจคุณอย่างแน่นอน “…แสงสว่างจะนำพาคุณกลับบ้าน และเติมเต็มเชื้อไฟให้คุณอีกครั้ง และผมจะพยายามจะช่วยเหลือคุณเอง…” 

“…Lights will guide you home
And ignite your bones
And I will try to fix you…”

ใครที่เป็นแฟนวง Coldplay สามารถติดตามอ่าน >> 10 เรื่องน่ารู้ของวง Coldplay ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน


7. Apologize – OneRepublic


วงร็อคที่แฟนๆ ชาวไทยอยากชมพวกเขาแสดงสดมากที่สุด เพราะกำลังจะมาระเบิดความมันส์ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เพลง Apologize น่าจะเป็นเพลงแรกๆ ที่ทำให้วง OneRepublic เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ส่วนแรงบันดาลใจก็มาจากชีวิตจริงของหนุ่ม ‘ไรอัน เท็ดเดอร์’ นักร้องนำนั่นเอง ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า สาวๆ ที่เคยเดทหรือเป็นแฟนกับเขามักจะพูดเสมอว่า คุณน่ะเป็นผู้ชายที่ดีมากเลยนะ แต่สุดท้ายแล้วเรื่องราวมันเศร้าเพราะไรอันมักจะโดนสาว ๆเหล่านี้ทิ้งเสมอจนเขาคิดว่า ‘Nice guys always finish last’ ผู้ชายที่ดีจะกลายเป็นตัวเลือกสุดท้ายเสมอสินะ โถพ่อคุณ !

แต่จุดพีคมันอยู่ที่ตรงนี้ แฟนเก่าของเขาจะหายไปประมาณ 3-4 เดือน พอครบไตรมาสปุ๊บก็จะซมซานกลับมาหาไรอันเพื่อขอคืนดีทุกครั้งและเป็นอย่างนี้ทุกคน เรียกว่าถ้าเป็นหนังก็เดาตอนจบได้ทุกเรื่อง และสาเหตุนี้เองทำให้นักร้องหนุ่มของเราเอาปมในใจมาระบายเป็นบทเพลงเพราะๆ ที่แฟนๆ รู้จักกันในชื่อ Apologize แต่สุดท้ายแล้วไรอันเขาบอกนะว่า จะกลับมาทำไมล่ะเธอ เพราะ “…It’s too late to apologize…” นะจ๊ะ มันสายเกินไปแล้วที่จะเอ่ยคำขอโทษ


8. Talk Tonight – Oasis


ปิดท้ายด้วยเพลงของ Oasis ที่ประกาศศักดาเป็นสุดยอดตำนานบริทป็อบแห่งยุค 90s เคยสร้างประวัติศาสตร์เล่นคอนเสิร์ตด้วยจำนวนผู้ชมกว่า 250,000 คนมาแล้ว แม้ว่าปัจจุบัน สองพี่น้องกัลลาเกอร์ (เลียม-โนล กัลลาเกอร์) ได้ประกาศยุบวงไปแล้ว แต่เพลงของ Oasis ยังคงถูกเปิดฟังทุกวันทั่วโลก และมีแฟนคลับเดนตายเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ตั้งแต่ฟังเพลงมาเราขอยกให้เพลง Talk Tonight เป็นเพลงที่โรแมนติกที่สุดตลอดกาลเพลงหนึ่งเลย ‘โนล กัลลาเกอร์’ มือกีตาร์และนักแต่งเพลงประจำวง เขียนเพลงนี้ขึ้นมาในช่วงเวลาที่เขาไปทัวร์คอนเสิร์ตที่สหรัฐฯ เมื่อปี 1994 แล้วเกิดหงุดหงิดสมาชิกในวง เลยบินไปเมืองซานฟรานซิสโกโดยที่ไม่บอกใคร และก็กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเพลงนี้

'โนล กัลลาเกอร์' และ 'เมลิซซ่า ลิม' หญิงสาวผู้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่งเพลง Talk Tonight
‘โนล กัลลาเกอร์’ และ ‘เมลิซซ่า ลิม’ หญิงสาวผู้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่งเพลง Talk Tonight

ป๋าโนลแกได้บินไปพบหญิงสาวคนหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก ที่ช่วยปลอบให้ใจเย็นและบอกเขาว่าห้ามออกจากวง Oasis เด็ดขาดนะ เพราะคุณกำลังจะยิ่งใหญ่ ! เธอพาโนลไปเดินเล่นในสถานที่ที่เธอเคยวิ่งเล่นตอนเด็กๆ พาเขาไปเดินดูแผ่นเสียง และซื้อน้ำสตรอว์เบอร์รีเลม่อนเนดให้เขากิน เรียกได้ว่าหญิงสาวคนนี้คือผู้ต่อลมหายใจให้วง Oasis เพราะหลังจากโนลใจเย็นขึ้น เขาก็กลับมารวมกับวงและได้แต่งเพลง ‘Talk Tonight’ ซึ่งมีเนื้อหาขอบคุณผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้ หญิงสาวปริศนาผู้เป็นจิตวิญญาณที่ช่วยประคองโนลไว้ในวันที่เขาอ่อนแอ และแน่นอนว่าแฟนๆ ก็ไปสืบจนรู้ชื่อเธอจนได้ นั่นคือ ‘เมลิซซ่า ลิม’ 

“…I wanna talk tonight
Until the mornin’ light
‘Bout how you saved my life
You and me see how we are…”

ว่ากันว่าทุกครั้งที่โนลโทรไปหาเมลิซซ่า เธอจะพูดทักทายเขาว่า “What’s the story morning glory” ซึ่งเป็นประโยคในหนังเรื่อง Bye Bye Birdie (1963) โดยในเวลาต่อมาวง Oasis ก็ออกอัลบั้มที่ 2 ที่มีชื่อว่า (What’s the Story) Morning Glory? ซึ่งได้กลายเป็นอัลบั้มที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดตลอดกาลในประเทศอังกฤษ

'เมลิซซ่า ลิม' ในปี 2016
‘เมลิซซ่า ลิม’ ในปี 2016

ป๋าโนลแกได้พูดไว้ในหนังสารคดี Oasis : Supersonic (2016) ว่า “ให้ผมหลับตาตอนนี้ก็นึกหน้าและชื่อของเธอไม่ได้แล้ว” แน่นอนว่าสื่อก็ไปตามหาตัวหญิงสาวปริศนาคนนี้พบจนได้ เมลิซซ่ายังคงเก็บรูปถ่ายที่เคยถ่ายกับโนลไว้ และได้ให้สัมภาษณ์สื่อ NME ว่า เธอทราบดีว่าเธอและโนลเป็นเพียงแค่เพื่อนกัน และการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวน่าประทับใจนี้ ก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ เมลิซซ่าและโนลค่อยๆห่างหายจากกันไป หลังจากที่โนลคบกับแฟนสาวและแต่งงานในเวลาต่อมา เชื่อว่าพอได้รู้ประวัติความเป็นมาของเพลงนี้ คงทำให้คุณฟัง Talk Tonight ด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปอย่างแน่นอน

“…I’ll never say that I won’t ever make you cry
And this I’ll say I don’t know why
I know I’m leavin’
But I’ll be back another day…”

“ผมจะไม่บอกว่าผมจะไม่มีวันทำคุณร้องไห้
และที่ผมจะพูดคือผมไม่รู้ว่าทำไม
เพราะผมกำลังจะจากไป
แต่สักวันหนึ่ง…ผมจะกลับมา”


พอรู้ที่มาที่ไปของเพลงบางเพลง มันทำให้เรารู้สึกว่าเพลงนั้นมีความไพเราะขึ้นมากกว่าเดิม เพราะมันถูกเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงของศิลปิน ถ่ายทอดอารมณ์เพลงไปยังผู้ฟัง เพื่อให้พวกเขาเชื่อมโยงทำนองและเนื้อหาเพลงให้เข้ากับความรู้สึกของตัวเอง นี่คงเป็นความสัมพันธ์สุดพิเศษระหว่างศิลปินและคนฟังแหละเนอะ

ยังไงก็อย่าลืมติดตามสาระดีๆ เรื่องราวของหนังและเพลงได้ที่ rabbit daily นะ


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon