เหยียดจริง หรือ คิดมากไป กับประเด็นเหยียดเชื้อชาติ “เสื้อ Coolest monkey in the jungle” จาก H&M

posted: 8 months ago
เหยียดจริง หรือ คิดมากไป กับประเด็นเหยียดเชื้อชาติ “เสื้อ Coolest monkey in the jungle” จาก H&M

comments

กลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติไปเสียแล้ว เมื่อมีหลายคนออกมาแสดงความไม่พอใจ และไม่เห็นด้วยกับตัวโฆษณาของ H&M ล่าสุด ที่นำเด็กผิวสีมาใส่เสื้อที่มีสกรีนคำว่า Monkey

แน่นอนว่านอกจากฝ่ายที่ไม่พอใจแล้ว ยังมีฝ่ายที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า มันเป็นการคิดมากเกินไปด้วยเช่นกัน แล้วสรุป เหยียด ไม่เหยียด ? เรื่องเป็นมายังไง เราลองไปหาคำตอบกันดีกว่า


 

โฆษณา H&M จากน้ำผึ้งเพียงแค่หยดเดียว

เรื่องราวของที่มาข่าวนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ โฆษณาเสื้อผ้าเด็กจากทาง H&M ที่ดันมีเสื้อตัวหนึ่งเขียนไว้ว่า “Coolest monkey in the jungle” (คูลเลสต์ มังกี้ อิน เดอะ จังเกิล) หรือแปลเป็นไทยว่า “ลิงตัวที่เท่ที่สุดในป่า” ซึ่งคำว่า “ลิง” ฟังดูเผินๆ คงไม่มีอะไร แต่มันกลับเป็นประเด็น เมื่อประโยคดังกล่าวปรากฏอยู่บนเสื้อของนายแบบเด็กผิวสี และเด็กชายที่เป็นนายแบบผิวขาวอีกคนกลับได้ประโยคที่ดีกว่า แน่นอนว่าทันทีที่โฆษณานี้เผยแพร่ออกไป ก็ต้องพบกับคำคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโฆษณา เนื่องจากเป็นการเหยียดเชื้อชาติ



ในขณะที่เสียงอีกฝั่งก็แตกออกมา บอกว่าหลายคนนั้นคิดมากจนเกินไป  ที่สำคัญทางบริษัทก็ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบในการถอนโฆษณาที่ว่าออกทันที และกล่าวขอโทษกับทางสื่อต่างๆ ว่า H&M ไม่ได้มีเจตนาเหยียดแต่อย่างใด ส่วนแม่ของนายแบบเด็กก็ออกมายืนยันว่า เธอเองก็ไม่ได้มองว่าเหยียดเช่นกัน ระหว่างที่ถ่ายทุกฝ่ายก็โฟกัสไปที่การทำงานให้ออกมาดีที่สุดมากกว่า จนอาจจะละเลยเรื่องภาษาบนเสื้อได้

ดูเหมือนเรื่องจะเงียบไปเพียงไม่กี่วัน กลับกลายเป็นปมประเด็นใหญ่โต เพราะไม่ใช่เหล่าคนดังออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้เท่านั้น แต่มันทำให้ H&M ในสาขาแอฟริกาใต้ ต้องเจอปัญหาไปด้วย เพราะผู้คนในแอฟริกาใต้ไม่พอใจที่ H&M ทำโฆษณาในลักษณะนี้  และก่อเหตุประท้วงบุกพังร้าน H&M หลายแห่ง โดยมีผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์หลายคนโพสต์ภาพ หรือคลิปวิดีโอไว้ด้วย



เรื่องราวเริ่มบานปลาย ไม่หยุดแค่หน้าจอ

หลังจากเกิดเหตุกาณ์ประท้วง H&M ได้ออกมาขอโทษมากถึงสามครั้งสามคราวในทุกๆ ช่องทาง ขนาดรับปากว่าจะยกเลิกการขายเสื้อตัวนั้นทันที แต่สุดท้าย หลายฝ่ายก็ก็ยังไม่พอใจกับคำแถลง กลายเป็นการรวมตัวประท้วง จนกลายเป็นที่มาของการบุกร้าน และทำลายข้าวของใน H&M ในหลายๆ ร้าน ของสาขาแอฟริกาใต้

ภายหลังเกิดเหตุ ทำให้ H&M ตัดสินใจปิดร้านที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาชั่วคราวจำนวน 17 สาขา โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับความบาดเจ็บ และหลายฝ่ายได้ออกมาแสดงถึงความกังวลในเหตุการณ์ต่างๆ บางส่วนออกปากเตือนชาวแอฟริกันบางส่วน เพราะหาก H&M ปิดตัวในแอฟริกาถาวร อาจเป็นที่มาของการตกงานของคนในท้องถิ่นอีกมากมาย


 


นี่เหยียดจริง หรือ แค่คิดมากไป ?

จากเหตุการณ์เนื้อข่าวที่ออกมาข้างต้น ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามอีกครั้ง จริงอยู่ที่คำว่า monkey นั้น ในบางบริบทถูกนับเป็นคำเหยียดจริงๆ โดยใช้ในหมู่ของคนผิวขาว ที่เหยียดคนผิวสี ไม่เพียงแค่ชาวผิวสีเท่านั้น แต่คำนี้ คนเอเชียเองก็โดนเช่นกัน เพียงแค่ปฏิกิริยานั้น บางแห่งไม่รุ่นแรงมากเท่ากับแอฟริกา

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้แต่ละพื้นที่ คิดเห็นเรื่องนี้ไม่เหมือนกันนะ ?  เรื่องแบบนี้เราต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ประวัติศาสตร์เมื่อเกือบร้อยกว่าปีก่อนได้ เพราะในแอฟริกา หรือในประเทศผิวสีที่อื่นๆ นั้น มักจะโดนคนผิวขาว หรือประเทศมหาอำนาจหลายๆ แห่งจับไปค้ามนุษย์ หรือขายเป็นทาส



แน่นอนว่าความเป็นอยู่ของพวกเขาย่อมไม่ดีเท่าไหร่ จนทำให้ชาวผิวสีจดจำถึงอดีตที่แสนเจ็บปวด (แม้ตนไม่เคยประสบก็ตาม) และด้วยอดีตที่ยากลำบาก ทำให้ชาวผิวสีหลายคนถือเป็นจริงจังกับเรื่องการเหยียดชนชาติมากๆ เพราะพวกเขาเคยเจ็บปวดมาอย่างหนัก  พยายามมาอย่างมาก ก่อนที่จะมาถึงทุกวันนี้ ที่สิทธิ์ทุกอย่างเท่าเทียมกันนั่นเอง

แต่ในทางกลับกันนั้น H&M เอง ก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเจตนาเหยียดแต่อย่างใด และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แม้บริษัทนี้มาจากโซนยุโรป แต่ก็เกิดในในประเทศสวีเดน หนึ่งในประเทศที่ขึ้นชื่อด้านการให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างมาก

บริษัทของสวีเดนติดอันดับต้นๆ ในเรื่องการระแวดระวังเรื่องความเท่าเทียมกัน แต่ด้วยความที่บริษัทมีสาขาอยู่ทั่วโลกมากถึง 4,000 สาขา ใน 65 ประเทศ ประกอบกับช่วงที่ผ่านมา หลายคนตื่นตัวเรื่องสิทธิต่างๆ โดยเฉพาะการใช้วาจาเหยียดผู้อื่น ซึ่งเป็นผลพ่วงมาตั้งแต่การที่ ทรัมพ์ได้ขึ้นเป็นผู้นำของประเทศมหาอำนาจ ยิ่งทำให้ผู้คนบางกลุ่ม อาจตีความไปในแง่เจตนาร้ายแทนได้



ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ปัจจัยการตีความว่าเหยียดหรือไม่ สามารถตีความได้หลากหลาย การที่มองสิ่งที่สื่อออกมาเป็นเจตนาเหยียด หรือ แค่คิดมาก นั้น มักจะมีเส้นกั้นบางๆ อยู่ อาจจะเพราะพื้นที่ ประวัติศาสตร์ การรับรู้ ที่แตกต่างกันออกไปแต่ละชนชาติ ทำให้ความรู้สึกเซ็นสิทีฟไม่เท่ากัน เพราะทุกคนใช้พื้นฐานในด้านอารมณ์ที่ไม่เท่ากันนั่นเอง



สุดท้ายนี้ จะนับว่าเหยียดหรือไม่นั้น ก็ต้องให้ตัวผู้อ่านได้ลองตัดสินเอาเองแล้วล่ะ


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon