1 เม.ย. นี้ ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่ทั่วปท. “ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง” ได้มากสุด

posted: 6 months ago
1 เม.ย. นี้ ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่ทั่วปท. “ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง” ได้มากสุด

comments

1 เม.ย. นี้ ปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทั่วประเทศ ทั้ง 77 จังหวัด โดยเริ่มตั้งแต่ 5 – 22 บาท แบ่งเป็นทั้งหมด 7 ระดับ ตามสภาพความเจริญทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการนำร่องผู้ประกอบการในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดนำร่องค่าจ้างแบบลอยตัว ทั้งนี้จะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างมากกว่า 50 คนขึ้นไป ให้มีการจัดทำโครงสร้างค่าจ้างให้ชัดเจนว่าแต่ละปีจะมีการปรับค่าจ้างค่าแรงขึ้นเท่าไร ซึ่งเป็นการรับประกันว่า จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างทุกปี นอกจากนี้แล้วผู้ประกอบการยังสามารถใช้ค่าจ้างแรงงานไปลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาภาระต้นทุนบางส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั่นเอง



สำหรับจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นสูงสุดคือ ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง จำนวน 330 บาทรองลงมาคือ 325 บาท คือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่จังหวัดที่ปรับขึ้นน้อยที่สุดจำนวน 308 บาท มี 3 จังหวัดคือปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ส่วนจังหวัดที่ปรับเป็น 320 บาท มีทั้งหมด 14 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพังงา

สำหรับจังหวัดที่ปรับเป็น 318 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สมุทรสงคราม สกลนคร มุกดาหาร นครนายก กาฬสินธุ์ และปราจีนบุรี

รองลงมาจังหวัดที่ปรับขึ้นเป็น 315 บาท มี 21 จังหวัดได้แก่ ร้อยเอ็ด ประจวบคีรีขันธ์ นครสวรรค์ สระแก้ว พัทลุง อุตรดิตถ์ นครพนม บุรีรัมย์ สุรินทร์ เพชรบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ชัยนาท เลย อุดรธานี ยโสธร พะเยา บึงกาฬ น่าน กาญจนบุรี และอ่างทอง

สำหรับจังหวัดที่ปรับขึ้นค่าแรงเป็น 310 บาท จำนวน 22 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี นครศรีธรรมราช แม่ฮ่องสอน ตรัง ลำปาง ลำพูน เชียงราย สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ศรีสะเกษ ตาก ชัยภูมิ อำนาจเจริญ แพร่ ราชบุรี ระนอง มหาสารคาม ชุมพร หนองบัวลำภู และสตูล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีนี้เป็นการปรับขึ้นแบบไม่เท่ากันทั่วประเทศตามแต่ละพื้นที่โดยจัดกลุ่มจังหวัดแบ่งค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 7 ระดับ แตกต่างจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีก่อนที่แบ่งเป็น 4 ระดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มตัวแปร เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค, ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด เข้ามาในสูตรการคำนวณอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแบบใหม่

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า จังหวัดที่ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดที่ 330 บาท/วัน เป็นจังหวัดที่อยู่ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งสอดคล้องไปกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการดึงดูดแรงงานที่พอจะมีทักษะฝีมือให้เคลื่อนย้ายมาทำงานในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน จังหวัดที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราที่น้อยที่สุดที่ 308 บาท/วัน ยังเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนน้อย ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มไม่มากแต่สอดคล้องกับค่าครองชีพของแรงงานก็น่าจะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้คนในพื้นที่มากขึ้นตามไปด้วย

สำหรับผลต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมนั้น การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ย 2.6% ในปีนี้จะส่งผลกระทบทางตรงต่อต้นทุนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นให้เพิ่มขึ้นราว 0.4% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในภาคบริการที่มักพึ่งพิงแรงงานไร้ฝีมือ และจ่ายค่าจ้างโดยอ้างอิงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นหลัก ซึ่งได้แก่ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจร้านอาหารและที่พักแรม รวมถึงธุรกิจผลิตสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและเฟอร์นิเจอร์ ตลอดจนภาคเกษตรกรรม

ในขณะเดียวกัน ธุรกิจอื่นๆ ที่แต่เดิมจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำไม่มากหรือพึ่งพิงแรงงานกึ่งมีฝีมือ เป็นหลัก ก็อาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อมเนื่องจากจำต้องปรับเพิ่มค่าจ้างของแรงงานกึ่งมีฝีมือเพื่อรักษาระดับความต่างของค่าจ้างระหว่างแรงงานกึ่งมีฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือไว้ท่ามกลางสภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัวขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของธุรกิจและอุตสาหกรรมในภาพรวมเพิ่มขึ้นราว 0.3% ของต้นทุนทั้งหมด นอกจากนี้ ธุรกิจที่มีทางเลือกค่อนข้างจำกัดในการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ SMEs จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ

ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคนั้น รายได้ของแรงงานไม่มีฝีมือและแรงงานกึ่งมีฝีมือที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพบางส่วนของแรงงาน รวมถึงช่วยหนุนการใช้จ่ายของครัวเรือนให้เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อที่สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อมูลค่าจีดีพีในประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการในส่วนแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อประกอบกับต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจถ่ายโอนภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นผ่านทางด้านราคาสินค้าและบริการ ซึ่งจะทำให้ระดับราคาสินค้าและบริการของผู้บริโภคในปี 2561 เพิ่มขึ้นราว 0.06% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ผลของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำส่วนหนึ่งได้ถูกรวมเข้ามาในการประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2561 แล้ว) โดยต้นทุนการผลิต รวมถึงระดับราคาสินค้าและบริการของผู้บริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงกดดันต่อมูลค่าจีดีพี



อย่างไรก็ตาม รายได้ของแรงงานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนมูลค่าจีดีพีได้บางส่วน ประกอบกับภาครัฐมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าภายในประเทศ อาทิ กระดาษชำระ ผงซักฟอก สบู่ แชมพู ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลให้การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำกระทบภาพรวมเศรษฐกิจไทยอย่างจำกัด


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon