ปวดกระบอกตา เป็นสัญญาณของโรคอะไรบ้าง

posted: 1 year ago
26,921 views
ปวดกระบอกตา เป็นสัญญาณของโรคอะไรบ้าง

comments

เคยมั้ย? เวลาที่นั่งอ่านหนังสือ หรือเล่นคอมพิวเตอร์ หรือใช้โทรศัพท์นาน ๆ มักมีอาการ “ปวดกระบอกตา” หรือ “ปวดลูกตา” ขึ้นมา ถ้าปล่อยทิ้งไว้หรือไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลงตาอาจจะบอดได้ และสัญญาณอะไรบ้างล่ะ…ที่บ่งบอกได้ว่าตากำลังผิดปกติอยู่ วันนี้ Rabbit daily จะมาให้ความรู้กันคะ



อาการปวดกระบอกตาเกิดจากอะไร

เกิดจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ ในการจ้องและเพ่งหน้าจอเกินกว่า 6 ชั่วโมง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดกระบอกตา โดยจะมีอาการปวดบริเวณระหว่างหัวคิ้ว ไปจนถึงศีรษะ หากยังคงใช้สายตาจ้องมองต่อไป จะทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ตามัว วิงเวียน และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้


สัญญาณเตือนก่อนเป็นโรคมีอะไรบ้าง

สัญญาณเตือนต่าง ๆ ของดวงตา อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้ในระยะยาว เสี่ยงต่อโรคดวงตาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น…
• จอประสาทตาเสื่อม
• ต้อกระจก
• ต้อหิน
ซึ่งจะส่งผลให้ตาบอดเมื่อสูงอายุได้ ดังนั้น เราจึงควรหันมาให้ความใส่ใจดวงตาของเราตั้งแต่เนิ่นๆ เริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอย่าจ้องมองหน้าจออุปกรณ์เป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน


ปรับพฤติกรรมอย่างไรไม่ให้ปวดกระบอกตา

• หลีกเลี่ยงการนอนเล่นสมาร์ทโฟนบนเตียง ที่สำคัญ หนุ่มสาวยุคดิจิทัล ไม่ควรติดแชท ติดเกมบนมือถือจนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
• ควรพักสายตาทุกๆ 15 – 20 นาที
• ปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสม ไม่จ้าจนเกินไป อาจจะเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงที่หน้าจอเพื่อลดแสงจ้าที่สะท้อนสู่ดวงตา
• ไม่ควรใช้สมาร์ทโฟนในห้องนอนที่มืดหรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ควรเว้นระยะห่างของหน้าจอและสายตาให้เหมาะสมโดยประมาณ 20-30 ซม.
• ควรวางหน้าจอในมุมที่พอดีกับหน้า อย่าวางหน้าจอต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป
• หากพบความผิดปกติของดวงตา ควรรีบไปปรึกษาจักษุแพทย์โดยทันที



การรักษาเบื้องต้น


• กรณีที่ปวดตาจากกล้ามเนื้อตาล้า ควรจะพบจักษุแพทย์ก่อนเพื่อดูว่ามีปัญหาเกี่ยวกับสายตาหรือไม่ ถ้ามีก็ควรแก้ไข โดยใส่แว่นในขนาดที่ถูกต้อง
• คนที่มีอายุ 40 ปี อาจจะต้องตัดแว่นดูใกล้ หรือแว่นสายตายาวเข้าช่วย
• กรณีที่สายตาปกติดี หรือแก้ไขปัญหาสายตาแล้วยังปวดหัว หรือปวดตาอีก ควรฝึกการเพ่งกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถทำเองได้ง่าย ๆ โดยถือปากกาหรือดินสอให้ห่างสุดแขนแล้วเพ่งดูปลายปากกาหรือดินสอนั้น ค่อยๆ เอาปากกาหรือดินสอเข้าหาตัวช้าๆ ขณะเดียวกันก็เพ่งดูปลายปากกาหรือดินสอตลอดเวลา โดยต้องเห็นภาพปลายปากกาหรือดินสอนั้นชัดเจน และเป็นภาพเดียวกันตลอดเวลา ถ้าเป็น 2 ภาพ หรือเริ่มเห็นไม่ชัดเจนแสดงว่าตาเริ่มไม่รวมตัว หรือเพ่งไม่ได้แล้วต้องยืดแขนถอยออกไปจนกระทั่งเห็นภาพชัดใหม่ แล้วเริ่มเพ่งใหม่โดยค่อย ๆ เอาปากกาหรือดินสอเข้าหาตัวช้า ๆ ทำเช่นนี้ครั้งละ 10 – 15 หน วันละ 3 – 5 ครั้ง

• ควรอ่านหนังสือ หรือทำงานที่ละเอียด หรือต้องใช้สายตาในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ และควรมีการพักระหว่างทำงานบ้างเป็นช่วงๆ
• สายตาผิดปกติ มักจะมีอาการปวดหัวไม่มาก แต่ในกรณีที่สายตา 2 ข้างไม่เท่ากัน หรือรายที่มีสายตาเอียงมากๆ อาจจะปวดหัว ปวดตาได้ การรักษาจำเป็นต้องตรวจเรื่องสายตาและแก้ไขด้วยการใช้แว่น


ถ้าได้ลองทำที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอาการไม่ดีขึ้น แต่กลับพบว่า มีอาการปวดหัว ปวดตา ตามัว อาจจะกำลังเป็นโรคต้อหินได้ ดังนั้นเมื่อมีอะไรที่ผิดปกติต้องรีบพบแพทย์ และต้องได้รับการรักษาให้ทันท่วงที มิฉะนั้นความดันในลูกตาจะกดประสาทตา และถ้าทิ้งไว้นานเข้าก็จะตาบอดได้นะคะ

ขอบคุณข้อมูล 108 อาการปวดที่รู้จักแล้วหาย


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon