ปิดธนาคาร 67 สาขา! อนาคตของโลกการเงิน เมื่อคนไทยก้าวสู่ยุค Digital Banking

posted: 1 year ago
3,553 views
ปิดธนาคาร 67 สาขา! อนาคตของโลกการเงิน เมื่อคนไทยก้าวสู่ยุค Digital Banking

comments

นับตั้งแต่สิ้นปีที่ผ่านมา (2559) ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ได้ทำการปิดสาขารวมแล้วกว่า 51 สาขา เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพื่อเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงใจธนาคารพาณิชย์จึงได้เพิ่มบริการทางการเงินที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มช่องทางการให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต หรือการนำเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มาใช้



ทั้งนี้บริการ Digital Banking ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการให้บริการที่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิม ๆ จนกลายเป็นสิ่งใหม่ของธนาคารในโลกยุคดิจิทัล เพื่อให้ตอบรับกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และจากทุกความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้ชี้ให้เห็นว่า ทำไมธนาคารพาณิชย์ในยุคนี้จึงต้องคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองแก่ความต้องการของลูกค้าให้ถึงที่สุด

iStock-583815090

ล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (2560) จากการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ระบุว่า เพียงแค่เดือนเดียวธนาคารพาณิชย์และบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต (Non-Bank) มีการปิดสาขารวม 67 แห่ง แบ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ 36 แห่ง จากสาขาทั่วประเทศรวม 6,980 แห่ง และ Non-Bank ที่ปิดสาขารวม 31 แห่ง จากปัจจุบันที่มีสาขา 630 แห่ง และคาดว่าอัตราการปิดสาขาจะยังมีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพื่อรองรับยุค Digital Banking


ธนาคารสาขาในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ บนมือถือ หรือทางโซเชียลมีเดีย มีจำนวนผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้จำนวนผู้ที่ใช้บริการผ่านช่องทางสาขาลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปีที่ผ่านมา (2559) ซึ่งในอนาคตการเดินเข้าไปใช้บริการผ่านสาขาธนาคารจะเป็นเพียงแค่การไปทำธุรกรรมที่มีความซับซ้อน หรือต้องการคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่เพื่อแก้ปัญหาในประเด็นสำคัญๆ เท่านั้น อย่างไรก็ดี ความท้าทายของธนาคารในอนาคตอยู่ที่การปรับตัวให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ และยิ่งไปกว่านั้นธนาคารจะต้องมีการวางกลยุทธ์เพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น


Digital Banking เทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

เมื่อเข้าสู่ยุค Digital Banking ทุกอย่างของการทำธุรกรรมทางการเงินอยู่แค่เพียงปลายนิ้วกด ทำให้ผู้บริโภคใช้บริการธนาคารได้สะดวกสบายมากขึ้น เช่น บางรายที่ไม่มีเวลาในการเข้าคิวหรือเดินทางมายังธนาคารพาณิชย์ก็สามารถใช้บริการออนไลน์บนสมาร์ทโฟนได้ทันที ขณะที่หลายคนห่วงเรื่องระบบด้านความปลอดภัย ซึ่งทุกธนาคารที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จะให้ผู้บริโภคที่ทำธุรกรรมผ่านทางออนไลน์ต้องกรอกรหัสผ่านก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันบุคคลอื่นเข้ามาใช้แทน


ยุคสังคมไร้เงินสดตอบโจทย์ผู้บริโภค

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคแบบไร้ขีดจำกัด ในการใช้จ่ายชำระค่าบริการในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น โอนเงิน จ่ายเงิน สั่งสินค้า จองตั๋วต่างๆ เป็นต้น ทำให้ผู้คนสามารถใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment มาจ่ายเงินแทนเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังคมที่ไม่พกเงินสด (Cashless Society) โดยที่ไม่ต้องเดินออกมาจ่ายเงินเหมือนในสมัยก่อน อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดเยอะ ๆ แล้วกลัวหาย หรือกลัวโดนปล้น และการทำทุจริตต่างๆ ได้ แถมยังไม่ต้องยึดติดกับเคาน์เตอร์ที่ต้องต่อคิวเป็นเวลานานๆ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับผลักดันเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลไร้เงินสด รัฐบาลจึงได้ผลักดันระบบ Prompt Pay ขึ้นมาเพื่อหวังกระตุ้นให้คนไทยเข้าสู่ Cashless Society รวมถึง FinTech, e-Money และ Mobile Banking ก็ถือว่าเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้


Digital Banking ธนาคารรูปแบบใหม่

การที่ธนาคารพาณิชย์ได้ปรับตัวโดยทบทวนจำนวนเครือข่ายที่ตั้งสาขาใหม่ (Relocate) และเพิ่มช่องทางการให้บริการทางการเงินผ่านมือถือ (Mobile Banking) หรือบริการทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ต (Internet Banking) หรือการนำเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มาใช้นั้น นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยว่า เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมได้ด้วยตนเองด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง ทำให้มีความสะดวกสบายโดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา

ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้ด้วยตนเอง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง สะดวก สบายโดยไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังปรับรูปแบบสาขาให้มีขนาดที่เหมาะสม อยู่ในที่ตั้งที่ลูกค้าเข้าถึงง่าย เช่น มีสาขาตามห้างสรรพสินค้า ส่วนพนักงานของธนาคารจะได้รับการอบรม เวียนงาน ให้มีประสบการณ์ ทำงานได้หลากหลายมากขึ้น


กสิกรไทย ลุย ‘พร้อมเพย์’ ตั้งเป้าเพิ่มคนลงทะเบียน 5 ล้านรหัส

ธนาคารกสิกรไทยเร่งเพิ่มยอดพร้อมเพย์ โดยเปิดแคมเปญใหญ่ “พร้อมเพย์ K สุด มั่นใจ ใคร ๆก็เพย์” เจาะตลาดสด ตลาดนัด ร้านค้า ตั้งเป้าคนลงทะเบียนรวม 5 ล้านรหัส โดยนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ได้เปิดบริการโอนเงินพร้อมเพย์แก่ลูกค้าบุคคลธรรมดาเมื่อปลายเดือนมกราคม (2560) ที่ผ่านมา ผ่านช่องทาง K-AT, K-Cyber และ K-mobile Banking PLUS สามารถโอนเงินให้ผู้รับเงินที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ไว้แล้วกับทุกธนาคาร ซึ่งลูกค้าเริ่มคุ้นเคยในการทำธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์มากขึ้น
โดยมีรายการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ของธนาคารกสิกรไทย ทั้งที่เป็นลูกค้าโอนเงินออก รับโอนจากธนาคารอื่นและโอนภายในธนาคารเองเพิ่มจากเฉลี่ยประมาณ 10,000 รายการต่อวันช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2560 เป็นประมาณ 23,500 รายการต่อวันช่วงเดือนมีนาคม หรือเติบโตกว่าร้อยละ 130 ทั้งนี้ ประมาณร้อยละ 80 ของธุรกรรมในเดือนมีนาคม (2560) เป็นรายการโอนข้ามธนาคาร

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย (ขอบคุณภาพ www.matichon.co.th)
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย (ขอบคุณภาพ www.matichon.co.th)

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยเชื่อว่าแนวโน้มปริมาณธุรกรรมและยอดผู้ลงทะเบียนจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากมีความสะดวก ปลอดภัย ประหยัดค่าธรรมเนียมที่จะเป็นช่องทางหลักอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสที่ธนาคารจะรุกตลาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีฐานกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ใช้บริการของธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารหลักถึงร้อยละ 30 และกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลางประมาณร้อยละ 23 ขณะที่ลูกค้าผูกเบอร์โทรศัพท์มือถือกับบัญชีพร้อมเพย์ในปัจจุบันมีเพียง 5.5 ล้านเลขหมาย จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศเกือบ 90 ล้านเลขหมาย โดยเป็นสมาร์ทโฟนราวร้อยละ 90

(ขอบคุณภาพจาก www.thairath.co.th)
(ขอบคุณภาพจาก www.thairath.co.th)

ดังนั้น ในไตรมาส 2 ธนาคารกสิกรไทยจึงเปิดตัวแคมเปญ “พร้อมเพย์ K สุด มั่นใจ ใครๆ ก็เพย์” เพื่อเพิ่มยอดผู้สมัครใช้เคแบงก์พร้อมเพย์จากปัจจุบัน 3 ล้านรหัสเป็น 5 ล้านรหัสภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 45-50 ซึ่งจะช่วยผลักดันการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดในชีวิตประจำวันของคนไทย ช่วยชาติประหยัดค่าใช้จ่ายและทำให้ธนาคารลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด ทั้งการสำรองเงินสด การขนย้ายและเติมเงินสด การทำประกันเงินสด ฯลฯ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี


ออมสินเปิด “MyMo My Card” กดเงินสดไม่ต้องใช้บัตร

เพื่อเป็นการขานรับสู่ยุคดิจิทัล ธนาคารออมสินเปิดตัวบริการการทำธุรกรรมใหม่ MyMo My Card ที่กดเงินสดจากตู้ ATM โดย ไม่ต้องใช้บัตร โดยสามารถกดผ่านแอปในมือถือ จากนั้นสแกน QR Code ที่ตู้ ATM อีกที สะดวกปลอดภัย

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (คนกลาง)
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน (คนกลาง)

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า บริการดังกล่าวเป็นบริการที่ต่อยอดมาจาก Mobile Banking หรือ MyMo ของธนาคาร ที่พัฒนามาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าสามารถใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน สามารถโอนเงิน, เช็คยอดเงิน หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ออนไลน์ อย่างไรก็ดี ทางธนาคารจึงมีแนวคิดต่อยอด MyMo เพราะบริการดังกล่าวไม่สามารถกดเงินสดได้ ซึ่งธนาคารมองว่าเป็นจุดอ่อนของ Mobile Banking จึงเป็นที่มาของ MyMo My Card โดยมีจุดเด่นคือบริการกดเงิน โดนไม่ต้องใช้บัตร ATM เพียงแค่ใช้มือถือแตะที่เครื่อง ATM ก็สามารถถอดเงินสดออกมาได้



ง่าย – สะดวกไม่พอ ต้องปลอดภัย

แม้ว่ายุคดิจิทัลจะให้ความสะดวกสบายต่อการทำธุรกรรมทางเงินมากแค่ไหน  ผศ.ดร.วิลาวรรณ รักผกาวงศ์ หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ได้แนะนำว่า ประเทศไทยควรทบทวนระบบความปลอดภัยการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ หลังพบสถิติการโจรกรรมทางการเงินออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยควรพิจารณาถึงเรื่องความสมดุลระหว่างระบบความปลอดภัยทางการเงินและความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการ

ผศ.ดร.วิลาวรรณ รักผกาวงศ์ หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. (ขอบคุณภาพจากสำนักข่าวอิสรา)

ทั้งนี้ปัจจุบันการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ในประเทศไทยใช้ระบบการยืนยันตนเองสองระดับ (2FA – 2-Factor Authentication) โดยใช้ Username และ Password ในการ Logon เข้าสู่ระบบ หลังจากนั้นในการทำธุรกรรมที่สำคัญจะต้องใส่ รหัสที่ใช้ครั้งเดียว (OTP – One Time Password) ที่ส่งผ่านระบบ SMS (Short Message Service) ไปยังโทรศัพท์ของผู้ที่ทำธุรกรรมการเงินนั้นๆ ซึ่งยังมีความเสี่ยงสูงในการสูญเสียบัญชีจากการใช้งานในกรณีที่โทรศัพท์มือถือสูญหายหรือถูกขโมย

ในขณะที่ต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ จะมีการใช้ระบบการยืนยันตนเองสามระดับ (3-Factor Authentication) เริ่มจากการบังคับให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านที่มีความยาวมากขึ้น และในการ Logon เข้าสู่ระบบ ออนไลน์ แต่ละครั้งผู้ใช้ไม่ได้ใส่ค่ารหัสผ่านทั้งหมด แต่ระบบจะมีการสุ่มถามตัวอักษรในตำแหน่งต่าง ๆ ของรหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกัน


ทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ แม้โลกยุค Digital Banking จะสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคได้มากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงต้องให้ความสำคัญนั่นก็คือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ดังนั้นจึงอยากวอนภาครัฐสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูแลว่าควรจะมีการกำกับควบคุมอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคมากที่สุด


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon