เข้าใจซะใหม่! ผ้าอนามัยไม่ใช่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก

posted: 1 year ago
เข้าใจซะใหม่! ผ้าอนามัยไม่ใช่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก

comments

สำหรับโลกยุคนี้ ‘มะเร็ง’ คงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะเอาชีวิตคนไปนักต่อนัก สำหรับสาวๆอย่างเราก็คงหนีไม่พ้นความหวาดผวาต่อ ‘มะเร็งปากมดลูก’ ยิ่งปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้มันมากมาย และเกิดขึ้นง่ายดายเสียเหลือเกิน หนทางเดียวที่เราจะรอดพ้นจากภัยร้ายนี้ก็คือการดูแลและปกป้องร่างกายจากความเสี่ยงต่างๆ แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่สาวๆ อย่างเราเลี่ยงไม่ได้อย่าง ‘ผ้าอนามัย’ เราก็ต้องรู้เท่าทันความร้ายกาจของมันค่ะ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจ ว่าผ้าอนามัยที่เราใส่มาตั้งแต่แตกเนื้อสาวนี่มันทำให้เราเป็นมะเร็งปากมดลูกได้จริงดิ?


ผ้าอนามัย

‘ผ้าอนามัย’ หรือ sanitary towel (U.K) หรือ sanitary napkin (U.S) คือ แผ่นซับใช้แล้วทิ้ง ที่สาวๆ ใช้เพื่อซับเลือดจากการมีประจำเดือน ทำมาจากวัสดุที่มีคุณสมบัติในการซึมซับที่ดีอย่างกระดาษ เส้นใยผสมคอตตอนกับโพลีเอทธิลีน โพลีเมอร์เจล และแถบกาว จากนั้นก็หุ้มด้วยผ้าสำลี (quilted cotton) ด้วยความที่ผ้าอนามัยทำมาจากกระดาษ จึงไม่เน่าเสีย ไม่มีวันหมดอายุ แต่ทั่วไปบริษัทผู้ผลิตก็จะกำหนดอายุการวางขายไว้ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพและประสิทธิภาพของการใช้งาน


ประเภทของผ้าอนามัย

ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 10) ปี พ.ศ.2535  กำหนดให้ผ้าอนามัยเป็นเครื่องสำอาง และแบ่งผ้าอนามัยออกเป็น 2 ประเภท

shutterstock_630834959


1. ผ้าอนามัยชนิดที่ใช้ภายนอก หรือผ้าอนามัยที่เราใช้กันทั่วไปๆ ใช้รองรับเลือดประจำเดือนด้านนอก ต้องถูกผลิตขึ้นโดยการทำให้สะอาด ปราศจากเชื้อราหรือแบคทีเรีย และต้องเป็นขั้นตอนที่ถูกสุขลักษณะ

2. ผ้าอนามัยชนิดสอด หรือ ผ้าอนามัยที่ใช้สอดใส่เข้าในช่องคลอดเพื่อดูดซับเลือดประจำเดือน ต้องผลิตขึ้นโดยขั้นตอนการทำให้ปลอดเชื้อ พร้อมมีคำว่า’ปลอดเชื้อ’ ระบุไว้ที่ฉลาก


อาการข้างเคียงจากการใช้ผ้าอนามัย

  • ผิวหนังอักเสบ หรือที่เรียกกันว่า eczema คือการระคายเคืองของผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในผ้าอนามัยใช้แล้วเพิ่มจำนวนมากขึ้น สังเกตง่ายๆ ว่าผิวหนังของเรามีสีแดง ตกสะเก็ด หรือเป็นตุ่มพอง มีอาการคันอย่างรุนแรงผสมด้วย หากเรายิ่งเกามันก็จะยิ่งลุกลาม
  • ผิวหนังอักเสบเนื่องจากการสัมผัส (contact dermatitis associated with the use of sanitary napkins) มีอาการคัน ผื่นแดง หรือแสบไหม้ บริเวณที่สัมผัสกับผ้าอนามัยบางยี่ห้อ แต่เมื่อหยุดใช้อาการคันต่างๆ ก็จะดีขึ้น อาจะเป็นเพราะผิวหนังบอบบาง หรือแพ้วัสดุบางชนิด
  • เชื้อราที่เกิดจากความอับชื้นของผ้าอนามัยที่ใส่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งเชื้อราเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางช่องคลอด จนเป็นปัญหาเชื้อราในช่องคลอด และอาการคันภายใน
  • ติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ ทำให้ช่องคลอดอักเสบ  และถ้าปล่อยให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะก็อาจจะทำให้เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือกรวยไตอักเสบได้เช่นกันค่ะ

คำแนะนำการใช้ผ้าอนามัย

shutterstock_692504473


1. ดูลักษณะของภาชนะบรรจุ ให้ปิดสนิทและไม่มีกลิ่นอับชื้น
2. เก็บไว้ในที่มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นและแมลง ผ้าอนามัยที่เปิดกล่องไว้นานๆ ไม่ควรเอามาใช้
3. ไม่ควรใส่ผ้าอนามัยชิ้นเดียวติดต่อกันนานเกิน 4-6 ชั่วโมง
4. ทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ เพื่อลดความอับชื้นในช่องคลอด
5. พกผ้าอนามัยให้เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน
6. ห่อผ้าอนามัยใช้แล้วให้มิดชิดและทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย


มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก‘ เป็นมะเร็งที่ไม่แสดงอาการเลยในช่วงแรก ผู้ป่วยจะตรวจพบจากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หรือที่เรียกว่า ตรวจแป๊ปสเมียร์ ซึ่งสาวๆ ควรไปตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุสำคัญมาจากการติดเชื้อไวรัส 99.7% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งไวรัสชนิดที่ตรวจพบก็คือ ‘ไวรัสเอชพีวี หรือ HPV (Human Papilloma Virus)’ ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งในจำนวนเชื้อไวรัส HPV ทั้งหมดมีประมาณ 30 สายพันธุ์ ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในบริเวณอวัยะเพศของทั้งหนุ่มๆ สาวๆได้

This pain is so exhaustive


HPV

ไวรัส HPV ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดรอยถลอกของผิว หรือเยื่อบุในอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เชื้อไวรัสเข้าไปอยู่ที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ หรือเซลล์ของปากมดลูก กลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง และเจริญเติบโตไปเป็นเชื้อมะเร็งในที่สุด

shutterstock_515739460


ปัจจุบันพบว่าเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และสายพันธุ์ 18 เป็น 2 สายพันธุ์ที่พบบ่อยสุดในมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 พบมากเป็นอันดับ 1 ประมาณร้อยละ 50-55 ส่วนเชื้อ HPV สายพันธุ์ 18 พบได้มากเป็นอันดับ 2 ประมาณร้อยละ 15-20

การติดเชื้อ HPV ของประชากรทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 600 กว่าล้านคน โดยจะพบมากที่สุดในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 18 – 28 ปี หรือ ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว และก็ทำให้พบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่จะอยู่ที่อายุ 35–50 ปี นับตั้งแต่เวลาที่ติดเชื้อ มาจนถึงเริ่มก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็งในมดลูก


ปัจจัยเสี่ยงของสาวๆ

  • การมีคู่นอนหลายคน ความเสี่ยงจะสูงขึ้นตามจำนวนคู่นอนนะจ้ะ
  • การมีเพศสัมพันธ์ก่อนอายุ 17 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกมาก มีความไวต่อสารก่อมะเร็งต่างๆ ที่เข้ามาในร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อ HPV
  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อ HPV (ซึ่งผู้ชายส่วนมากไม่ค่อยไปตรวจกันหรอกนะ)

shutterstock_391779937


  • การตั้งครรภ์และการคลอดลูก มากกว่า 4 ครั้ง ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น 2-3 เท่า
  • มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ซิฟิลิส และหนองใน
  • การรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ 5-10 ปี
  • ติดเชื้อ HIV หรือเป็นโรคเอดส์

ผ้าอนามัย กับ มะเร็งปากมดลูก มันคนละเรื่องกันเลยจ้ะสาวๆ

สาวๆ คงเข้าใจแจ่มแจ้งกันแล้วนะว่าการใส่ผ้าอนามัยนานๆ หรือปล่อยให้อับชื้น มันส่งผลให้เกิดเชื้อราในช่องคลอดและอวัยวะเพศของเราเท่านั้น ส่วนมะเร็งปากมดลูกก็เกิดจากสาเหตุเดียวคือการติดเชื้อไวรัส HPV บรรดาเชื้อรา หรือแบคทีเรียต่างๆ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกาย จนโตเป็นเซลล์มะเร็งไม่ได้ และเราเองยังไม่เคยเจองานวิจัยใดๆ หรือรายงานชิ้นไหนเลยที่บอกว่าผ้าอนามัยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ สาวๆ ควรสนใจศึกษาข้อมูลต่างๆ แบบถี่ถ้วนรอบคอบ เพื่อจะได้ป้องกันอย่างถูกที่ถูกเวลานะจ้ะ

 


สำหรับวันนี้เราก็ได้ไขข้อข้องใจที่สาวๆ หลายคนเข้าใจผิด หรือมีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้ว ต่อไปก็คงต้องเสพข้อมูลข่าวสารกันให้รอบด้านกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ โรคภัย และการดูแลตัวเอง เพราะทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตคนเราเลยนะคะ ถ้าเราเข้าใจผิดแล้วบอกต่อคนอื่นๆ ข้อมูลที่ผิดพลาดพวกนี้ก็จะกระจายสู่สังคมกว้างอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ถึงเวลาที่สาวๆ หนุ่มๆ ต้องหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังแล้ว ถ้าใครอยากเริ่มต้นด้วยการกิน ก็ลองเข้าไปอ่าน ชวนทำ กราโนล่า พาร์เฟต์ผลไม้ สวย อร่อยง่ายๆ ได้สุขภาพ , ดูแลตัวเองแบบง่ายๆ ด้วย 7 สูตรน้ำปั่น เพื่อสุขภาพ และ อร่อยรักสุขภาพ กับ 5 เมนู อาหารคลีนปรุงง่าย แค่ใช้ไมโครเวฟ กันดู รับรองว่าได้เมนูอร่อยๆ เพื่อสุขภาพสำหรับเย็นนี้อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก www.webmd.com และ www.nccc-online.org 


avatar
by EYELINER
ดิฉันนี่แหละค่ะ ผู้หญิงเก่งรอบด้าน ไม่ว่าจะทำอาหาร ท่องเที่ยวทั่วโลก สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ รดน้ำต้นไม้ สร้างบ้าน ปลูกป่า หรือแม้แต่เดินสายสวย และล่าสุดดิฉันได้ผันตัวมาเป็นบิวตี้กูรูควบแฟชั่นนิสต้าคนใหม่ของเมืองไทย รอติดตามดีๆนะคะ ดิฉันกำลังจะกลายเป็นดาวจรัสแสง

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon