ทำไมการฝากธนาคารจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

posted: 2 years ago
ทำไมการฝากธนาคารจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

comments

ช่วงนี้กระแสเรื่อง “ดอกเบี้ยต่ำ” เป็นที่ฮือฮากันพอสมควร อาจจะเป็นเพราะมีธนาคารรายหนึ่งอยู่ๆก็ออกมาประกาศว่า “ดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์” ปรับเหลือ 0% หมายความว่าฝากธนาคารจะไม่ได้ดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว พอคนเห็นก็มีออกไปประท้วงไปถอนเงินออกบัญชีหมด ถึงขนาดบางคนโพสลงโซเซียลด่าเสียๆ หายก็มี จนทำให้ธนาคารต้องปรับดอกเบี้ยกลับมาที่เดิมในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ที่ 0.125%

purpose concept on signpost


ซึ่งถ้ามองตามความเป็นจริงแล้ว “บัญชีออมทรัพย์” ถูกออกแบบมาเพื่อฝากเงินสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นเงินในบัญชีออมทรัพย์ควรมีไม่เกิน 1 เดือนของค่าใช้จ่าย ตัวอย่างเช่นถ้าเรามีรายจ่ายเดือนนึงประมาณ 20,000 บาท เงินในบัญชีออมทรัพย์ก็ควรมี 20,000 บาทแล้วเติมใส่ทุกครั้งเมื่อครบ 1 เดือน

นั้นหมายความว่าการที่ธนาคารปรับดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ลดลงจากเดิม 0.125% เหลือ 0 % นั้นหมายความว่าถ้ายอดเงินฝากเราอยู่ที่ 20,000 บาทโดยเฉลี่ยแล้วผ่านไป 1 ปีเราก็จะได้ดอกเบี้ยทั้งหมด 25 บาท อ่านไม่ผิดแน่นอนแค่ 25 บาทเท่านั้นเอง…ดังนั้นสำหรับนักลงทุนรายย่อยแบบเราๆแล้วการที่ถูกปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์เหลือ 0% นั้นแทบไม่มีผลกระทบอะไรเลยด้วยซ้ำไป แต่ก็น่าแปลกที่คนเรากลับตื่นตูมกับข่าวนี้พอสมควร

อย่าลืมว่าจริงๆ แล้ว “บัญชีเงินฝากธนาคาร” มีหลากหลายประเภทให้เราเลือกใช้ บัญชีเงินฝากที่ได้รับความนิยมนอกจากบัญชีออมทรัพย์ก็คือ “บัญชีเงินฝากประจำ” ซึ่งดอกเบี้ยจะได้สูงกว่าออมทรัพย์และตอนที่ธนาคารประกาศดอกเบี้ยเหลือ 0% ก็ไม่ได้กระทบบัญชีอื่นๆ แต่อย่างใด เนื่องจากดอกเบี้ยที่ปรับลดไม่ได้ปรับจาก “ดอกเบี้ยนโยบาย” แต่ปรับลดเพราะเป็นแนวทางการบริหารเฉพาะของธนาคารเท่านั้น

อย่างไรก็ดีถ้าเราพูดถึงสินค้าการเงิน สินค้าที่เป็นที่นิยมก็คือ “เงินฝาก” เนี่ยแหละเป็นแหล่งที่รายย่อยๆ เอาเงินไปเก็บไว้มากที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่าก่อนปี 2540 หรือก่อนช่วงวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึง 12-15% แต่ปัจจุบันก็อย่างที่ทราบกันว่าดอกอเบี้ยเงินฝากถูกปรับลดต่ำลงมาเหลืออย่างที่เห็นในปัจจุบัน และข่าวดีก็คือแนวโน้มของดอกเบี้ยเงินฝากต่างๆ ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ นั้นหมายความว่าปัจจุบันเราเก็บเงินในธนาคารเงินเราแทบจะไม่โตอีกต่อไป

Red Fall Arrow Interest Percent Symbol. Financial Business Concept 3D Render Illustration

ตามหลัก “กฎ 72” ที่ว่า ถ้าเราเอาอัตราผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนแล้วนำไปหารเลข 72 จะได้จำนวนปีที่เงินจะเติบโตเป็น 2 เท่า ถ้าเราเอาอัตราดอกเบี้ยของบัญชีออมทรัพย์ที่ 0.125% ไปหาร 72 จะเท่ากับ 576 ปี… หมายความว่าถ้าเราเอาเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์เราต้องใช้เวลา 576 ปีเงินเราต้องโตเป็น 2 เท่าเรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่เงินจะโตเป็น 2 เท่าด้วยการฝากธนาคาร หรือแม้แต่การฝากเงินในบัญชีฝากประจำ 1 ปีที่ดอกเบี้ยเฉลี่ยเท่ากับ 1.5% เมื่อนำไปหาร 72 ก็จะเท่ากับ 48 ปี แปลว่าใน 1 ช่วงชีวิตคนเราจะทำให้เงินโตเป็น 2 เท่าได้ประมาณ 2 รอบเท่านั้น ทำให้การฝากธนาคาร ณ ปัจจุบันไม่สามารุสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้อีกต่อไป

ประกอบกับในปัจจุบันอัตรา “เงินเฟ้อ” ก็เข้ามามีผลกับชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกด้วย มาถึงตรงนี้หลายๆคนอาจจะงงว่า “เงินเฟ้อ” คืออะไร ลองมาดูตัวอย่างอธิบายน่าจะเห็นภาพมากกว่า เงินเฟ้อไม่ใช่กรณีที่เรามีเงิน 1,000,000 บาท แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี  เงินเราจะเหลือ 970,000 บาทแต่อย่างใด (กรณีที่เงินเฟ้อ 3%) แต่สิ่งที่หายไปไม่ได้หายไปในรูปตัวเงิน ตัวเงินเรายังคงมีเงิน 1,000,000 บาทนั้นแหละ แต่สิ่งที่หายไปเค้าเรียกว่า “อำนาจซื้อ” ต่างหากละ

ตัวอย่างง่ายๆ เลย ณ ปัจจุบันเงิน 1,000 บาท ซื้อ ผัดไทยจานละ 40 บาท กินได้ 25 จาน แต่ถ้าเวลาผ่านไป ราคาของผัดไทยขึ้นราคาเป็น 50 บาท จำนวนเงินเท่าเดิมแต่ซื้อได้แค่ 20 จาน หรือบางร้านก็ไม่ได้เพิ่มราคาแต่ลดปริมาณลง นี่แหละผลจาก “เงินเฟ้อ” ที่ทำให้ “อำนาจซื้อลดลง” จำนวนเงินเท่าเดิมแต่ซื้อปริมาณสินค้าได้ลดลง…. และสถิติอีกตัวนึงที่น่าสนใจก็คือ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

Changes in interest rates. Concept


ด้วยเหตุผล 2 ประการทั้ง อัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ และเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การฝากเงินกับธนาคารในปัจจุบันเป็นทางเลือกที่ถูกเลือกน้อยลง ผู้คนต่างหันมาใส่ใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น ทั้งนี้การลงทุนมีความเสี่ยงอย่าลืมศึกษาการลงทุนในดีก่อนการลงทุนทุกครั้ง เพราะการลงทุนที่เสี่ยงที่สุดก็คือเราไม่รู้ว่าเรากำลังลงทุนอะไรอยู่ ซึ่งถ้ามองอีกมุมนึงการที่เราปล่อยให้เงินเราถูกเงินเฟ้อกัดกิน ย่อมดีกว่าเราเอาเงินไปลงทุนแล้ว “ขาดทุน” ถึงแม้ว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ต้องระวังตัว แต่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวขนาดนั้น เราอยู่กับมันมานานมากๆแล้ว ค่อยๆ เรียนรู้ค่อยๆ ศึกษา เพราะเรายังคงต้องอยู่กับมันไปอีกยาวๆ


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon