รู้จักฟิล์มติดรถยนต์ ลดร้อน กรองแสง ดูแลคุณ ดูแลรถ

posted: 2 years ago
1,374 views
รู้จักฟิล์มติดรถยนต์ ลดร้อน กรองแสง ดูแลคุณ ดูแลรถ

comments

อากาศที่ร้อนอบอ้าวในบ้านเรายังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวาไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม ซึ่งจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดนั้น ก็ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะการเดินทาง ไม่ว่าจะใช้ยานพาหนะแบบไหนก็ตาม โดยวิธีที่หลายคนเลือกในการหลีกเลี่ยงความร้อนก็คือการติดฟิล์มกรองแสงที่รถยนต์ แต่ยังคงมีบางคนที่ถึงแม้ว่าจะติดฟิล์มรถยนต์แล้วก็ยังรู้สึกว่ารถยังร้อนอยู่ เป็นเพราะอะไร? คุณเลือกฟิล์มถูกแล้วหรือไม่? เราจะลองไปรู้จักกับฟิล์มติดรถยนต์ แต่ละประเภทกัน

ฟิล์มกรองแสงคืออะไร?

รู้จักฟิล์มติดรถยนต์-ลดร้อน-กรองแสง-ดูแลคุณ-ดูแลรถ-FF

ฟิล์มกรองแสงทำมาจากพลาสติกโพลีเอสเตอร์ P.E.T. (Polyethylene terephthalate) ที่มีความบาง และเหนียว สามารถนำไปติดกับกระจกได้อย่างแนบสนิท โดยที่ไม่มีรอยย่น โดยใช้กาวแบบบางใส และไม่ทำให้ภาพที่มองเห็นบิดเบือนแต่อย่างใด เมื่อนำมาติดกับรถยนต์จะช่วยกรองแสง และลดแสงสว่างที่จะส่องเข้ามาภายในห้องโดยสาร ตามจุดประสงค์หลักของมัน แต่ปัจจุบันฟิล์มกรองแสงมีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ออกเป็นหลายรูปแบบ

รู้จักฟิล์มติดรถยนต์ ลดร้อน กรองแสง ดูแลคุณ ดูแลรถ (2)
ภาพจาก : m.tradekorea.com/products/productsDetail.do?productno=558659

แต่หลายคนยังคงเข้าใจว่า ฟิล์มกรองแสงที่มีความทึบแสงมากเท่าไหร่ จะช่วยลดความร้อนได้ดี ซึ่งความจริงแล้วความเข้มของสีฟิล์มไม่ได้เป็นตัวช่วยในการลดความร้อนแต่อย่างใด แต่ขึ้นอยู่กับสารเคลือบบนฟิล์มแต่ละชนิดมากกว่า

ประเภทของฟิล์มกรองแสง

1. ฟิล์มย้อมสี

รู้จักฟิล์มติดรถยนต์-ลดร้อน-กรองแสง-ดูแลคุณ-ดูแลรถ-FFF1

เป็นฟิล์มที่มีคุณสมบัติในการลดแสงสว่างที่เข้ามาเท่านั้น แต่จะไม่สามารถลดความร้อนได้ มีอายุการใช้งานขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาผลิต อย่าง Polyester กาว สารกันรอย ส่วนใหญ่เป็นฟิล์มทั่วไป ที่ติดแล้วมีลักษณะไม่แตกต่างจากปกติมากนัก

2. ฟิล์มเคลือบละอองโลหะ

รู้จักฟิล์มติดรถยนต์-ลดร้อน-กรองแสง-ดูแลคุณ-ดูแลรถ-FFF3

เป็นฟิล์มที่ใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ นำเอาอนุภาคของโลหะมาเคลือบที่แผ่น Polyester จึงสามารถสะท้อนความร้อน และช่วยลดความร้อน ได้มากกว่าฟิล์มย้อมสี มีอายุการใช้งานนานกว่า 5-7 ปี เพราะกาว และ Polyester ที่ใช้มีคุณภาพดีกว่า ราคาสูงกว่า

3. ฟิล์มเคลือบอนุภาคโลหะ

รู้จักฟิล์มติดรถยนต์-ลดร้อน-กรองแสง-ดูแลคุณ-ดูแลรถ-FFF4

ผลิตด้วยการเหนี่ยวนำประจุไฟฟ้าในสูญญากาศให้อนุภาคโลหะ ไปเกาะติดบนแผ่น Polyester ทำให้ได้ฟิล์มที่มีความทนทาน ลดความร้อนได้มาก ประมาณ 50-70% เป็นฟิล์มชนิดที่นิยมนำไปติดตามอาคารด้วย

4. ฟิล์มกรองแสงนาโน

รู้จักฟิล์มติดรถยนต์-ลดร้อน-กรองแสง-ดูแลคุณ-ดูแลรถ-FFF2

เป็นการนำ นาโนเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการผลิตฟิล์มกรองแสง ด้วยการใช้ Nano Materials ขนาด 1 พันล้านส่วน มาเข้ากระบวนการผลิตร่วมกับแผ่น P.E.T. จนได้เป็นแผ่นฟิล์มชนิดพิเศษที่สามารถ กันคลื่นความร้อน และรังสียูวี ได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องใช้โลหะเป็นส่วนประกอบ

5. ฟิล์มนิรภัย

ภาพจาก : www.ebay.com/gds/How-to-Replace-a-Broken-Car-Window-/10000000178533035/g.html
ภาพจาก : www.ebay.com/gds/How-to-Replace-a-Broken-Car-Window-/10000000178533035/g.html

เป็นฟิล์มที่ใช้แผ่น Polyester ที่มีความหนา ตั้งแต่ 4-21 มิลลิเมตร ซึ่งหนากว่าฟิล์มชนิดอื่นๆ รวมไปถึงปริมาณของกาว ที่ให้คุณสมบัติยึดเกาะกระจกได้อย่างเหนียวแน่นมากกว่าฟิล์มชนิดอื่นๆ ซึ่งสามารถเพิ่มความหนาของแผ่นฟิล์มขึ้นได้ แล้วแต่ความต้องการ และการใช้งาน

เปอร์เซ็นต์ ของฟิล์ม

รู้จักฟิล์มติดรถยนต์-ลดร้อน-กรองแสง-ดูแลคุณ-ดูแลรถ-FFFก

ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของฟิล์มจะแตกต่างกันออกไป ในฟิล์มแต่ละยี่ห้อ อย่างที่เราเห็นบ่อยๆ ก็คือ 40, 60 และ 80 ซึ่งเป็นระดับความเข้มของฟิล์ม และอีกแบบหนึ่งก็คือแสดงค่าที่แสงผ่านได้ ตัวอย่างเช่น

ฟิล์ม 40% ในบางยี่ห้อจะหมายถึงฟิล์มใส ที่มีค่าของแสงที่ผ่านได้ประมาณ 35% ขึ้นไป เช่น ฟิล์มที่มีรหัสระบุ APL35N, POP35N, APL45NX, L80BL เป็นต้น

ฟิล์ม 60% หมายถึงฟิล์มที่แสงผ่านได้ประมาณ 20% เช่น ANL20N, ARL20C, ARL20BX, L20N, POP20N เป็นต้น

ฟิล์ม 80% เป็นฟิล์มที่เข้มที่สุด ที่แสงสามารถผ่านได้เพียง 5% เช่น ARL05C, ANL05N, POP05C, L05 Digital CTX เป็นต้น

อีกทั้งบางยี่ห้อก็อาจใช้รหัสที่เป็นเลขค่าของแสงที่สามารถผ่านได้อย่าง 5, 20 หรือ 35 เพราะฉะนั้นเพื่อความชัวร์ สามารถสอบถามทางร้านก่อนที่จะติดเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

ข้อแนะนำในการเลือกฟิล์มกรองแสง

รู้จักฟิล์มติดรถยนต์-ลดร้อน-กรองแสง-ดูแลคุณ-ดูแลรถ-F9

การเลือกฟิล์มกรองแสงให้ได้คุณภาพ นอกจากคุณภาพของ Polyester แล้ว ให้คำนึงถึงคุณภาพของกาว ที่ต้องมีความบางใส เหนียว สามารถทนทานต่อความร้อน และเย็น ภายในรถที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดอีกด้วย สามารถยึดติดกับกระจกได้ดี ไม่ลอก พอง เป็นฟองอากาศ ป้องกันรอยขีดข่วน และที่สำคัญฟิล์มที่ดีต้องไม่ใช่แค่สามารถลดแสงจ้าได้อย่างเดียว แต่ต้องมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงอาทิตย์ และลดความร้อนภายในห้องโดยสารได้ ซึ่งจะช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานเบาลง ลดการใช้พลังงาน โดยสามารถพิจารณาจากปัจจัยดังนี้ได้

1. คุณภาพ

คุณสมบัติของฟิล์มที่มีคุณภาพจะต้องมีค่า เปอร์เซ็นต์ลดความร้อน, เปอร์เซ็นต์การลดรังสี UV, เปอร์เซ็นต์สะท้อนแสง และค่าแสงที่ส่องผ่าน ที่ได้มาตรฐานจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ และเป็นไปตามมาตรฐานของ AIMCAL (ASSOCIATION OF INDUSTRIAL METALLIZERS COATERS AND LAMINATORS), ASTM (AMERICAN SOCIETY FOR TESTING AND MATERIALS) และ ASHRAE ไม่ใช่ค่าที่มาจากการโฆษณาทางการตลาด

2. มาตรฐานของผู้ผลิต

พิจารณาฟิล์มกรองแสงที่มีแหล่งที่มาชัดเจน มาจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐานสากล ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ที่ผลิตจากต่างประเทศ และออกใบประกาศนียบัตร ให้แก่ตัวแทนในประเทศไทยที่นำเข้า และจัดจำหน่าย ซึ่งลูกค้าสามารถขอเรียกเพื่อตรวจสอบได้

3. ราคา

ดูความเหมาะสมของราคา โดยฟิล์มที่เคลือบโลหะ ราคาจะสูงกว่าฟิล์มเคลือบสี ประมาณ 1-2 เท่า

4. การโฆษณา

ระวังการโฆษณาเกินจริง หรือการอวดอ้างคุณสมบัติต่างๆ โดยเฉพาะเรื่อง เปอร์เซ็นต์การลดความร้อนจากแแหล่งแสงต่างๆ เพราะความจริงเราใช้งานกับแสงอาทิตย์เท่านั้น

ประโยชน์ของการติดฟิล์มกรองแสง

  • ช่วยลดความแรงของแสงที่อาจส่องเข้าตาในขณะขับขี่ ทำให้สายตาเสีย และรบกวนทัศนวิสัยในการขับขี่
  • ช่วยลดความร้อนภายในห้องโดยสาร ช่วยประหยัดพลังงานในการเปิดเครื่องปรับอากาศ
  • ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี และเป็นการรักษาสภาพของอุปกรณ์ตกแต่งในตัวรถไม่ให้เสื่อมสภาพจากการถูกแดดเลีย
  • ฟิล์มนิรภัยจะช่วยไม่ให้เศษกระจกแตกกระจายกรณีเกิดอุบัติเหตุ

นอกจากคุณสมบัติในการกรองแสงแล้ว ฟิล์มรถยนต์ยังมีข้อดีอื่นๆ ที่ช่วยในเรื่องการขับขี่อีกด้วย และที่สำคัญต้องอย่าลืมคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยระหว่างขับขี่ด้วย เพราะสีของฟิล์มอาจกระทบกับทัศนวิสัยในการขับขี่ได้


avatar
by bugbug

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon