ทำความรู้จักกับ ระบบดาวเคราะห์ 7 ดวง ความหวังใหม่ใกล้เพียง 40 ปีแสง

posted: 1 year ago
1,382 views
ทำความรู้จักกับ ระบบดาวเคราะห์ 7 ดวง ความหวังใหม่ใกล้เพียง 40 ปีแสง

comments

เป็นประเด็นที่น่าสนใจอยู่ระยะหนึ่ง ไม่มากก็น้อย กับข่าวสารใหม่จากนาซ่า ที่ค้นพบดาวเคราะห์ใหม่ ถึง 7 ดวง ด้วยกัน  แต่หลายคนอาจจะสับสนกับภาษานักวิชาการทั้งหลายอยู่บ้าง แน่นอนว่าไม่ต้องปวดหัวอีกต่อไป เพราะวันนี้ เราจะมาอธิบายสั้นๆ ให้ได้รู้จัก และอินไปกับการค้นพบในครั้งนี้

ว่าแล้วเราไปดูกันเลยดีกว่า ว่าเจ้าดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวง นี้ มีอะไรน่าตื่นเต้น ทำไมนาซ่าถึงกับต้องออกข่าวแถลงการณ์ใหญ่โต เป็นข่าวดังไปทั่วโลกกันนะ?


เริ่มต้นการค้นพบที่น่าตื่นเต้น!

เรื่องแบบนี้ หลายคนที่อาจจะไม่ทันได้อ่านข่าวอาจจะงงกันไม่น้อย งั้นเราขอย้อนกลับไป เมื่อเวลา 1.00 น. ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย ทางนาซ่าได้ทำการแถลงข่าวถึงการค้นพบครั้งใหม่ โดยเป็นการค้นพบระบบดวงดาวขนาดเล็ก ที่อยู่ห่างออกไปราว 39-40 ปีแสง โดยเป็นที่รู้จักในชื่อ Trappist-1

สำหรับสายอวกาศ จักรวาลแล้ว  การที่เราค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอาจจะไม่ได้น่าตื่นเต้นเสียเท่าไหร่ ในเมื่อมีการค้นพบได้เป็นประจำนั่นเอง แต่การค้นพบครั้งนี้แตกต่างจากที่เคยค้นพบมา!


NjpUs24nCQKx5e1A7W7zDhMn3bXg9XAkHLmmlwvwqdX


ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ที่มีความเป็นไปได้อันหลากหลาย!

จากการแถลงข่าวของนาซ่า เราสามารถสรุปเนื้อหา ใจความสำคัญ รวมทั้งการอธิบายอย่างง่ายๆ มาให้ได้อ่านสรุปกัน โดยหลักๆ แล้ว เนื้อหานั้นจะพูดถึงสาระสำคัญดังต่อไปนี้

เจ้าระบบที่เราค้นพบล่าสุด คือ ระบบดาวเคราะห์  “TRAPPIST-1” เป็นระบบที่มีดาวฤกษ์เพียงดวงเดียว ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับระบบสุริยะ ที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์นั่นเอง ทำให้ระบบต่างๆ เอื้อต่อการเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น! ซึ่งแตกต่างจากระบบที่มีดาวฤกษ์หลายดวง

นอกจากนี้ ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวง ล้วนมีขนาดใกล้เคียงกับโลก และนี่ถือเป็นครั้งแรก ที่มนุษย์สามารถค้นพบระบบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ที่เป็นดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับดาวโลกอีกด้วย!



แล้วทำไมถึงเอื้อต่อการเกิดสิ่งมีชีวิตล่ะ ?

ปัจจัยของการกำเนิดชีวิตนั้น หลักๆ มาจากน้ำ และสิ่งที่น่าสนใจจากระบบ TRAPPIST-1 อย่างที่เราได้พูดถึงไปในหัวข้อก่อนหน้านี้แล้วว่า มีความใกล้เคียงกับระบบุสริยะของเรามากๆ

ส่วนระบบ TRAPPIST-1 นั้น จะมี ดาวแคระแดง ที่สามารถปล่อยแสงในย่านแสงสีแดงได้แล้ว ดาวแคระแดงยังมีมวล และขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์มากนัก มาทำหน้าที่เป็นดาวฤกษ์ให้แสง และความร้อนแทน

แต่ด้วยความที่ดาวแคระแดง ให้ความร้อนน้อยกว่าดวงอาทิตย์ของเรา จึงทำให้วงโคจรของดาวเคราะห์ทั้ง 7 ขยับเข้ามาใกล้กัน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ไทดัลล็อค (Tidal lock)  หรือก็คือ เหตุการณ์ที่ดาวบริวาร จะถูกแรงโน้มถ่วงของดาวหลักตรึงให้หันด้านเดียวเข้าหาดาวหลักตลอดเวลา เช่นเดียวกับดวงจันทร์ต่างๆ ในระบบสุริยะ จึงทำให้เกิดด้านกลางวันและกลางคืนขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้เราไม่ต้องกังวลไปในเรื่องของอุณหภูมิ ว่าคนจะสามารถอาศัยอยู่ได้หรือไม่ เพราะถึงแม้ดาวฤกษ์หลัก (ดาวแคระแดง) จะอยู่ใกล้กับดาวเคราะห์ทั้ง 7 ก็ตาม แต่เพราะมันเป็นดาวแคระแดงขนาดเล็ก มันจึงปล่อยพลังงานน้อยกว่าดวงอาทิตย์ของเรามากๆ


The TRAPPIST-1 system contains a total of seven planets, all around the size of Earth. Three of them -- TRAPPIST-1e, f and g -- dwell in their star’s so-called “habitable zone.” The habitable zone, or Goldilocks zone, is a band around every star (s


ดังนั้น ทาง NASA จึงให้ข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจ ว่า ด้วยอุณหภูมิเช่นนี้ ทำให้ในด้านกลางวันด้านกลางคืน อุณหภูมิไม่น่าจะสูงมากนัก และอุณหภูมิเฉลี่ยของดาวในเขตอยู่อาศัยได้ น่าจะพอๆ หรือเย็นกว่าโลกเสียอีก!

และสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ในบรรดาดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวง นี้ พบว่ามีจำนวนถึง 3 ดวง ที่อยู่ในระยะที่เอื้อต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต หรือถ้าให้อธิบายกันง่ายๆ ดาวเคราะห์จาก 3 ใน 7 ดวง อยู่ในระยะที่น้ำสามารถอยู่ในสถานะของเหลวได้

ซึ่งปกติแล้ว ดาวดวงอื่นๆ ที่ค้นพบในปัจจุบัน น้ำไม่สามารถคงอยู่ในรูปสถานะของเหลวได้ เนื่องจากดาวบางดวง อยู่ใกล้ดาวแม่ (หรือดาวฤกษ์) มากเกินไป ทำให้น้ำกลายเป็นไอไปหมด (เช่น ดาวพุธ) หรือบางดาวเคราะห์ ก็อยู่ไกลจากดาวแม่ (หรือดาวฤกษ์) มากเกินไป ทำให้ความร้อนแผ่ไปไม่ถึง น้ำจึงกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด (เช่น ดาวพูลโต)

หรือถ้าจะสรุปจบง่ายๆ อีกหน ก็คือ การโคจรของระบบ TRAPPIST-1 ทำให้เกิดด้านกลางวันด้านกลางคืน มีอุณหภูมิที่พอเหมาะ จึงเกิดข้อสันนิษฐานที่ว่า มีอุณหภูมิที่มนุษย์จะสามารถอยู่อาศัย และยังพอเหมาะที่จะให้น้ำคงอยู่ในสภาพของเหลว ซึ่งเอื้อต่อการกำเนิดชีวิต รวมไปถึงวิวัฒนาการอื่นๆ ได้ เหมือนกับโลกในยุคอดีตที่ผ่านมาหลายร้อยล้านปีนั้นเอง!


olsp5si18Vh3TTD93Im-o


เหมือนขนาดนี้ อยู่ไกลจากโลกแค่ไหนกันนะ ?

ระบบ TRAPPIST-1 นี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 39 – 40 ปีแสง ซึ่งถือว่าอยู่ไม่ไกลมากจนเกินไปนัก ทำให้สามารถสำรวจจากกล้องโทรทัศน์บนโลกได้ง่าย และในอนาคตอันไกลโพ้น หากเทคโนโลยีพร้อม ทางเราอาจสามารถเดินทางไปถึงได้

แต่ก็อาจจะมีหลายคนบอกว่า สามารถสำรวจจากกล้องโทรทัศน์บนโลกได้แบบนี้ ทำใมต้องรอให้ในอนาคตเราพร้อมก่อนล่ะ ? แน่นอนว่าถึงแม้กล้องจะสามารถส่องสำรวจได้ แต่เมื่อต้องเดินทางจริงๆ แล้ว เทียบกับเวลาโลกมนุษย์ เราต้องเดินทางนานถึง 100,000 ปี เลยทีเดียว ทำให้การสำรวจขั้นต้นนั้น ทำได้เพียงแค่ส่องสำรวจไปก่อนเท่านั้นเอง



แล้วที่ผ่านมา ทำไมนาซ่าจึงหาไม่เจอ ?

คงมีหลายคนสงสัยไม่น้อย ในเมื่อน่าสนใจ และมีความเป็นไปได้มากมายขนาดนี้ ทำไมนาซ่าถึงเพิ่งมาค้นพบเอาป่านนี้กัน คำตอบนี้ ตอบได้ง่ายมากๆ เพราะระบบ TRAPPIST-1 นั้น มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ เมื่อทำการส่องสำรวจทำให้มองข้ามไป เนื่องจากเราพยายามค้นหาดาวที่มีลำดับใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ก่อน

จนกระทั่ง เมื่อทางนาซ่าได้ส่องกล้องดูดาว Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ซึ่งอยู่ในประเทศชิลี พวกเขาจึงได้สังเกตแล้วพบว่า ดาวแคระแดงดวงนี้ น่าจะมีดาวเคราะห์ในระบบที่เคยค้นพบมาแล้ว เมื่อ พ.ค. 2016  

เมื่อนาซ่าพบการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ จึงได้มีการให้กล้องดูดาวต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งกล้อง Spitzer ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศ (เป็นกล้องโทรทัศน์ที่ลอยอยู่นอกโลก) ช่วยกันตรวจสอบ

และเมื่อตรวจสอบเบื้องต้น ครบถ้วนแล้ว สุดท้ายจึงยืนยันได้ว่า มันเป็นระบบดาวขนาดเล็ก ที่มีดาวเคราะห์ถึง 7 ดวง หนำซ้ำยังพบว่าทั้ง 7 ดวงมีขนาดใกล้เคียงกับโลก !



เรียกได้ว่าเป็นการค้นพบใหม่ที่น่าสนใจกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของมนุษย์ต่างดาวที่ถูกรื้อขึ้นมาใหม่ ทฤษฎีเรื่องจักรวาลต่างๆ ที่ถูกนำมาถกเถียงในเรื่องความเป็นไปได้ ก็เอาเป็นว่าแลกเปลี่ยนความรู้กันพอประมาณ อย่าถกกันมากไปจนกลายเป็นทะเลาะกันเลยจะดีกว่านะ

แหม ฟังดูแล้วก็น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันเนอะ ว่าจะมีอะไรอยู่ที่อีกฟากของจักรวาลกันบ้าง เอาเป็นว่าเรามาเฝ้ารอการสำรวจครั้งใหม่ ในครั้งถัดไปกันเถอะ!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon