รีวิว La La Land : ฝันของฉันวันนี้มีเพียงเธอ ฝันของเธอมีฉันบ้างหรือเปล่า

posted: 1 year ago
1,267 views
รีวิว La La Land : ฝันของฉันวันนี้มีเพียงเธอ ฝันของเธอมีฉันบ้างหรือเปล่า

comments

หากพูดถึงภาพยนตร์ที่กำลังเขย่าบัลลังก์บ๊อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกและส่องประกายเจิดจรัสมากที่สุดในนาทีนี้คงต้องยกให้เรื่อง ‘La La Land นครดารา’ ซึ่งได้ขึ้นแท่นภาพยนตร์รักมิวสิคัลแห่งปีในดวงใจของใครหลายคนไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังการันตีคุณภาพด้วยการทุบสถิติครั้งประวัติศาสตร์บนเวทีลูกโลกทองคำ ที่มีรายชื่อเข้าชิงถึง 7 สาขา และกวาดเรียบไปทั้ง 7 สาขาเลยทีเดียว (อ่านผลประกาศรางวัล คลิกที่นี่) และดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งตัวเก็งสำคัญบนเวทีออสการ์ที่น่าจับตามองอย่างมาก Rabbit Daily จะพาคุณมาสำรวจรีวิวเล็กๆ รวมถึงเกร็ดเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้กัน


ว่าด้วยเรื่องของ La La Land

รีวิวหนัง


La La Land หรือนครดารา เป็นภาพยนตร์รักมิวสิคัลร่วมสมัย ซึ่งมีกลิ่นอายของหนังเพลงในยุค 50s ที่ถูกนำมาสร้างใหม่ในสไตล์วินเทจ โดยเล่าเรื่องราวของ ‘เซบาสเตียน’ (ไรอัน กอซลิ่ง) นักเปียโนหนุ่มผู้มีความฝันที่จะทำให้ดนตรีแจ๊สกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และ ‘มีอา’ (เอ็มม่า สโตน) พนักงานร้านกาแฟในสตูดิโอที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ก็ไม่เคยออดิชั่นผ่านสักที และเมื่อทั้งคู่ได้มาพบกันก็เกิดเป็นเรื่องราวของความรักและความโรแมนติก ที่ต่างช่วยผลักดันความฝันซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้ชมต่างลุ้นเอาใจช่วยให้ความฝันของพวกเขามุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน ท่ามกลางฉากหลังของนครลอสแองเจลิส เมืองแห่งความฝันที่ไม่เคยหลับใหล ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่หนุ่มสาวผู้มีความฝันจากทั่วโลกถวิลหา แม้จะเป็นเมืองสร้างฝัน แต่บางครั้งก็ทำให้หนุ่มสาวหลายๆคนฝันสลายมาแล้วนักต่อนักเช่นกัน ส่วนไฮไลต์นั้นอยู่ที่บทสรุปตอนท้ายของเรื่องที่ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจและน่าจดจำ

  • นำแสดงโดย ไรอัน กอซลิ่ง และ เอ็มม่า สโตน ซึ่งเป็นคู่ขวัญที่เคยมีผลงานการแสดงร่วมกันในภาพยนตร์เรื่อง Crazy, Stupid, Love (2011) และ Gangster Squad (2013)
  • ผลงานกำกับและเขียนบทโดย ‘เดเมียน ชาเซลล์’ ผู้เคยฝากผลงานไว้ใน Whiplash (2014) ซึ่งไอเดียในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มีมาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเขาเลือกภาพยนตร์มิวสิคัลเป็นแนวคิดในการทำวิทยานิพนธ์
  • เดเมียน ชาเซลล์เผยว่าแรงบันดาลใจหลักของ La La Land มาจากภาพยนตร์เรื่อง The Umbrellas of Cherbourg (1964) ซึ่งเป็นหนังมิวสิคัลที่เขารักมาก มีจุดเด่นที่เพลงประกอบไพเราะและงานอาร์ตเต็มไปด้วยโทนสีสันสดใส
  • ผู้กำกับเคยยื่นโปรเจกต์เรื่อง La La Land ให้ค่ายหนังแห่งหนึ่งในฐานะภาพยนตร์ต้นทุนต่ำ แต่กลับถูกสั่งให้เปลี่ยนเอกลักษณ์ทั้งหมด รวมทั้งให้เปลี่ยนจากเรื่องราวของดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีร็อคเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ในที่สุดบทภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกตีกลับและต้องชะงักโปรเจกต์ ทำให้ชาเซลล์หันไปสร้างภาพยนตร์เรื่อง Whiplash เพื่อพิสูจน์ฝีมือจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ก่อนจะกลับมาผลักดัน La La Land อีกครั้ง

พระเอก-นางเอกที่เคมีแสนลงตัว

รีวิว-LaLaLand (5)


สำหรับการโคจรมาพบกันอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องนี้ของไรอัน กอซลิ่งและเอ็มม่า สโตน ขอบอกเลยว่าเคมีของทั้งคู่ลงตัวมากๆ เต็มไปด้วยเสน่ห์อันเหลือล้น และเติมเต็มตัวละครเอกอย่างเซบาสเตียนและมีอาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ อีกทั้งยังทำให้บรรยากาศของ La La Land สุดแสนจะโรแมนติกชวนจิกหมอน ใครๆ ก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ากอซลิ่งนี่เสน่ห์เหลือร้ายสุดๆ จากผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่อง The Big Short และ The Nice Guys ทำให้บุคลิกหน้านิ่งแต่ฮาของกอซลิ่งมีอิทธิพลมาถึงเรื่องนี้ แถมการแสดงออกทางสีหน้าและแววตาของเขาก็ชวนฝันเสียเหลือเกิน ซึ่งเมื่อได้เอ็มม่า สโตนมาประกบคู่ก็ยิ่งวิเศษไปใหญ่ โดยเฉพาะฉากการโชว์ทักษะการร้อง เต้น และเล่นเปียโน เพลงซิกเนเจอร์ของภาพยนตร์อย่าง City of Stars และ A Lovely night ก็ยิ่งกลายเป็นฉากจำแสนประทับใจของผู้ชม แน่นอนว่าทั้งคู่ก็เป็นนักแสดงคุณภาพที่เป็นตัวเก็งเข้าชิงออสการ์ประจำปีนี้

  • ก่อนหน้านี้มีการวางตัว ‘ไมลส์ เทลเลอร์’ และ ‘เอ็มม่า วัตสัน’ สำหรับรับบทคู่พระนาง แต่เอ็มม่า วัตสันติดถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Beauty and the Beast ในขณะที่ไรอัน กอซลิ่งก็ได้รับการทาบทามให้แสดงเรื่อง Beauty and the Beast แต่เขาติดถ่าย La La Land
  • แม้ว่าทางทีมงานจะเตรียมนักแสดงแทนไว้สำหรับฉากการเล่นเปียโน แต่กอซลิ่งกลับเล่นได้อย่างงดงามโดยไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทน โดยก่อนถ่ายทำกอซลิ่งต้องเรียนเปียโนวันละ 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน ขณะที่สโตนก็ต้องซ้อมเต้นรำอย่างหนัก เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด
  • เอ็มม่า สโตนได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากเวทีประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำปีล่าสุด และเธอกล่าวถึง La La Land ว่าเป็นเรื่องราวของความฝัน พร้อมส่งกำลังใจไปให้ทุกๆคนที่เคยถูกปิดประตูใส่หน้าในการทำตามฝัน ว่าให้ก้าวเดินต่อไปเหมือนเช่นตัวเธอและมีอา



องค์ประกอบศิลป์งดงามราวภาพศิลปะ

รีวิว-LaLaLand (2)


หากพูดถึงงานศิลป์และงานอาร์ตของ La La Land ก็ขอบอกว่าทำออกมาได้เนี๊ยบไร้ที่ติจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ที่ผสมผสานความร่วมสมัยกับกลิ่นอายวินเทจ และเนรมิตให้ออกมางดงามราวกับภาพศิลปะ เต็มไปด้วยโทนสีสันฉูดฉาดและสดใส ซึ่งเชื่อว่าจะถูกยกให้เป็นหนึ่งในโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์แน่นอน  อีกทั้งการจัดแสงสีที่เปลี่ยนบรรยากาศและอารมณ์ตัวละครได้ดี นอกจากนี้ตัวหนังยังแสดงความเคารพภาพยนตร์เรื่องดังในอดีตหลายๆ เรื่อง เช่น An American in Paris (1951) , Singin’ in the Rain (1952) , The Red Balloon (1956), Sweet Charity (1969) หรือแม้แต่ฉากเต้นรำ Broadway Melody of 1940 ก็ตาม ส่วนเสื้อผ้าของนักแสดงก็ถูกออกแบบมาอย่างบรรจง ทั้งความเท่ของเสื้อผ้าของหนุ่มเซบาสเตียนและความวินเทจสดใสของเสื้อผ้ามีอา ที่ยกกลิ่นอายของยุค 30s-60s มาไว้ในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางเสียงบทเพลงแจ๊สแสนคลาสสิกที่บรรเลงกล่อมผู้ชมให้เคลิบเคลิ้มไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการถ่ายแบบ Long Take ที่โชว์เทคนิคปล่อยของกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะฉากการเต้นบนทางหลวงที่ใครๆ ก็ต้องพูดถึง


เพลงประกอบดีงามปลุกพลังแห่งวิถีแจ๊ส

รีวิว-LaLaLand (1)


นอกจากบทภาพยนตร์ การแสดงที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และองค์ประกอบศิลป์ของ La La Land แล้ว สิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงเสียไม่ได้ก็คือ ‘บทเพลงประกอบ’ ที่เต็มไปด้วยความสดใด สนุกสนาน และเปี่ยมพลัง คือเพลงเพราะมากกกกก นักแสดงก็ขับร้องออกมาได้สุดธรรมชาติ แต่ละบทเพลงก็ชวนติดหู หลับตาฟังก็ยังทำให้เห็นตัวละครโลดแล่นเป็นฉากๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลง City of Stars, A Lovely Night , Someone in the Crowd และ Another Day of Sun รวมถึงเพลง ‘Start A Fire’ ที่ได้จอห์น เลเจนด์ ศิลปินรางวัลแกรมมี่มาร่วมแต่งและร้อง ยิ่งสร้างภาพของตัวละครให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ใครที่หลงรักความอิสระของท่วงทำนองแจ๊สต้องหลงรักเรื่องนี้แน่นอน ซึ่งห้วงแห่งความรักของตัวละครเอกก็แสดงให้เห็นว่าดนตรีมันสามารถขับเคลื่อนพลังใจของพวกเขาได้ นอกจากนี้ยังได้แมนดี้ มัวร์ ผู้ออกแบบท่าเต้นของรายการ So You Think You Can Dance มาช่วยเติมแต่งศิลปะการเต้นให้ประทับใจและทรงคุณค่ามากยิ่งขึ้น

ฉากการเข้าไปฟังเพลงแจ๊สในคลับของเซบาสเตียนและมีอาเป็นฉากที่เราชื่นชอบมากที่สุดฉากหนึ่งของเรื่อง การที่นางเอกไม่เคยชอบเพลงแจ๊สมาก่อน แต่กลับเปิดใจฟังแจ๊สเพราะทฤษฎีสีชมพู ซึ่งก็คือการเปิดโลกเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  คนที่เรารักชื่นชอบอะไร เราก็พลอยชอบไปด้วย ส่วนเซบาสเตียนเองก็อธิบายความรักในดนตรีแจ๊สของเขาออกมาได้อย่างอินแบบสุดๆ ราวกับเป็นสิ่งสูงสุดในชีวิตของคนๆหนึ่ง



ฝันของฉันวันนี้มีเพียงเธอ ฝันของเธอมีฉันบ้างหรือเปล่า

รีวิว-LaLaLand (13)


สรุป :

แม้ La La Land จะเป็นเรื่องของการแบกความฝันของตนเองไว้ และรอวันที่ฝันนั้นเป็นความจริง ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่กลับเป็นเรื่องสากลที่มนุษย์ทุกคนล้วนเคยสัมผัสและผ่านประสบการณ์นี้ โดยตัวละครอย่างเซบาสเตียนและมีอาได้กลายเป็นตัวแทนของความรักและความฝันของหนุ่มสาวที่ปรารถนาเติมเต็มตัวตน ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ระหว่างเส้นทางนั้นเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำ การที่ได้เจอใครสักคนที่เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจและแรงผลักดันที่คอยสนับสนุนเราให้เดินไปสู่จุดหมายนั้น การประคับประคองให้เส้นทางสองเส้นของคนสองคนมาบรรจบกันนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย

เมื่อเกิดคำถามว่าเราควรเลือกอะไรระหว่าง ‘ความรัก’ และ ‘ความฝัน’ หรือควรจะหาเส้นที่อยู่ตรงกลางเพื่อประคับประคองความสัมพันธ์นี้ แม้ใครๆ จะบอกว่าความรักนั้นสำคัญเสียเหลือเกิน แต่หลายๆ ครั้งความฝันก็ดูเหมือนจะทรงพลังและเติมเต็มตัวตนของปัจเจกได้มากกว่า แต่ก็แน่นอนว่าการมุ่งสู่ฝันอย่างโดดเดี่ยวอาจทำให้หนทางเหมือนจะยาวไกลมากกว่าการที่ได้เจอคนที่เป็นเรื่องบันดาลใจดีๆ เช่นเดียวกับเซบาสเตียนและมีอาที่เมื่อได้ตกหลุมรักกันท่ามกลางนครแห่งดาราที่ถูกขับขานผ่านเสียงเพลงแล้ว ต่างก็พยายามสานฝันของกันและกัน

บางครั้งเซบาสเตียนก็เหมือนจะหลุดไปอยู่ในจินตนาการมากเกินไป จนต้องให้มีอาเป็นคนดึงเขากลับมาและผลักดันเขาสู่หนทางคว้าฝันบนเส้นทางโลกแห่งความจริง ในขณะที่มีอาเองก็อาจยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ซึ่งเซบาสเตียนก็ได้กลายเป็นกำลังใจสำคัญที่เคียงข้างและเตือนสติให้มีอาฮึดสู้อีกครั้ง สุดท้ายไม่ว่าการตัดสินใจมุ่งคว้าหนทางแห่งความฝันของคนทั้งคู่จะเป็นอย่างไร แต่ทั้งคู่จะก้าวไปสู่จุดฝันไม่ได้เลย หากไม่ได้รับแรงผลักดันของอีกฝ่ายเป็นส่วนผสม แม้บางครั้งจะเกิดการตั้งคำถามต่อเส้นทางฝันว่ามันขึ้นอยู่กับ ‘โชคชะตา’ หรือ ‘เจตจำนงเสรีของมนุษย์‘ กันแน่ ?

ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะเลือกให้ความรักหรือความฝันขับเคลื่อนชีวิต แต่ทุกการตัดสินใจเราก็จะทำได้ภายในปัจจัยที่เราควบคุมมันได้เพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตามไม่ว่าฝันและคนเคียงข้างฝันจะดำเนินไปบนเส้นทางเดียวกันหรือไม่ เราก็ควรใช้ชีวิตซะเถอะ ! ให้เหมือนกับท่วงทำนองบทเพลงแจ๊สที่จะพาเราหลุดพ้นและล่องลอยจากห้วงพันธนาการดำดิ่งไปในนครแห่งดารา ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วคุณจะตกผลึกประเด็นอะไรจาก La La Land ก็ตาม แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ช่างน่าจดจำและงดงามในฐานะประสบการณ์แห่งความฝันของมนุษย์ทุกคนอย่างแน่นอน

“ทุกคนมีความฝันนำทางชีวิต และจะมีใครสักคนอยู่เบื้องหลังแรงบันดาลใจนั้นเสมอ”



LLL d 09 _1798.NEF


รีวิว-LaLaLand (8)


รีวิว-LaLaLand (16)


LLL d 35_5707.NEF


สำหรับใครที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้ว รู้สึกประทับจิตประทับใจกับ La La Land เสียเหลือเกิน Rabbit Daily ก็ชวนมา ตามรอยหนังดังแห่งปีกับ 10 สถานที่ถ่ายทำ La La Land ในนครลอสแองเจลิส นครดาราแห่งความฝันของทุกแรงบันดาลใจ City of Stars…


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon