ลงทุนตราสารหนี้อย่างมืออาชีพด้วย Duration

posted: 1 year ago
ลงทุนตราสารหนี้อย่างมืออาชีพด้วย Duration

comments

เมื่อนึกถึงเวลาที่เราจัดพอร์ตการลงทุน สินทรัพย์การลงทุนหลักที่เรามักจะจัดสรรเข้ามาในพอร์ตก็คือ “ตราสารทุน” และ “ตราสารหนี้” ตราสารทุนก็คือ “หุ้น” ที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ก็มีทั้งทางเลือกการลงทุนในหุ้นโดยตรงเองและการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็เป็นทางเลือกที่นิยมเช่นกัน แต่ถ้าเราพูดถึง “ตราสารหนี้” การลงทุนโดยตรงใน พันธบัตรบาล T-bill หรือแม้แต่หุ้นกู้โดยตรง ต้องยอมรับว่านักลงทุนรายย่อยเข้าถึงการลงทุนได้ยากมากเพราะข้อจำกัดเยอะ ทั้งเรื่องจำนวนเงินและการเข้าถึง ดังนั้นการลงทุนในตราสารหนี้จึงนิยมลงทุนผ่าน “กองทุนรวมตราสารหนี้” มากกว่า



แล้วทีนี้เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะเลือกลงทุน “กองทุนตราสารหนี้” กองทุนไหนดี? ถ้าเอาแบบในเบื้องต้นเราสามารถดูผลตอบแทนของกองทุนรวมได้เลยว่า กองทุนรวมกองไหนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า ก็สามารถเลือกกองทุนนั้นได้เลย

แล้วก็จะเกิดคำถามต่อมาอีกว่า แล้วถ้าผลตอบแทนใกล้เคียงกันล่ะ? เราจะเลือกกองทุนไหนดี เราก็มาดูที่ค่าธรรมเนียมให้การบริหารจัดการได้ว่ากองทุนไหนต่ำกว่าก็สามารถเลือกกองทุนนั้นได้หรือง่ายๆ ว่าให้ดูที่ “ผลตอบแทนสุทธิ” (ผลตอบแทนหลังหักค่าธรรมเนียม) แต่ถ้าผลตอบแทนสุทธิยังใกล้เคียงกันอีกเราต้องมาดูที่ “Duration” ของกองทุนนั้นๆ แล้วล่ะว่าเป็นเท่าไหร่

Old pocket watch on financial newspaper

ถ้าเอาแบบง่ายๆ Duration ก็คือระยะเวลาเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ตเฉลี่ยกันทั้งหมด ถ้าค่ายิ่งสูงแปลว่าอายุคงเหลือของตราสารหนี้คงเหลือที่อยู่ในพอร์ตนั่นเอง ลองนึกถึงเวลาที่เราให้ใครจะสักคนยืมเงินเราไปโดยคิดดอกเบี้ย 10% ต่อปี แล้วคนแรกกู้ 1 ปี อีกคนกู้ 2 ปี เป็นเราก็คงอยากให้คนที่ยืม 1 ปีกู้มากกว่าเพราะเงินต้นจะถูกจ่ายคืนมาเร็วกว่า นั่นหมายความว่า Duration ของกองทุนถ้ายิ่งน้อยแปลว่าความเสี่ยงยิ่งน้อย ยิ่งมากความเสี่ยงยิ่งมากนั่นเอง แล้วถ้ากองทุนมี “ผลตอบแทนสุทธิ” เท่ากันให้เลือกกองทุนที่มี Duration ที่สั้นกว่าโดยเราสามารถดู Duration ของกองทุนตราสารหนี้ได้จาก Fund Fact Sheet (แต่ตัวจะค่อนข้างเล็กจะหายากพอสมควร) หรือในเว็บไซต์ของบลจ.นั้นๆ ก็มีให้ดูได้เช่นกัน

แต่วิธีการดู Duration แบบเปรียบเทียบนั้นจะมีเงื่อนไขก็คือ “อัตราดอกเบี้ยนโยบายต้องคงที่” แล้วจริงๆ แล้วถ้าแนวโน้มของ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” อยู่ใน “ขาลง” แนะนำว่าเราควรซื้อกองทุนที่มี Duration ที่ยาวๆ จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ลองมาดูตัวอย่างดูกัน สมมติอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 5% ต่อปี แล้วมีตราสารหนี้อยู่ 2 แบบ
1. ลงทุน 1,000 บาท ผลตอบแทน 5% อายุ 2 ปี
2. ลงทุน 1,000 บาท ผลตอบแทน 5% อายุ 5 ปี

Financial report

ถ้าเราเอาแต่ยึดกว่าเลือกตราสารหนี้ที่ผลตอบแทนเท่ากันให้เลือกระยะเวลาที่สั้นกว่า เราก็อาจจะพลาดได้ตรงที่ว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยเป็น “ขาลง” ลองคิดดูว่าถ้าระหว่างที่เราลงทุนตราสารหนี้อยู่ อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีการปรับลดลงจาก 5% เป็น 3% นั่นหมายความว่าตราสารหนี้ทุกฉบับที่ออกมาหลังจาก “อัตราดอกเบี้ยลดลง” ก็จะให้อัตราผลตอบแทนที่ลดลง นั่นหมายความถ้าตราสารหนี้อายุ 2 ปี แล้วหมดอายุก่อนแล้ว เราต้องการลงทุนต่ออีก จากเดิมเราลงทุนได้ผลตอบแทนที่ 5% เราจะได้ผลตอบแทนที่ 3% แทน



แต่ถ้าเราเลือกลงทุนตราสารหนี้ที่ระยะเวลา 5 ปี หลังจากผ่านไป 2 ปี เมื่อตราสารหนี้แบบแรกหมดอายุ เงินลงทุนของเราที่ลงทุนในตราสารหนี้แบบที่สองยังได้ผลตอบแทนที่ 5% อยู่เท่าเดิม นั่นหมายความว่าตราสารหนี้แบบที่สองยังคงให้ผลตอบแทนที่ 5% อยู่ จะทำให้ความต้องการของตราสารหนี้ที่ยังให้ผลตอบแทน 5% มี “ราคา” เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมที่ซื้อขายราคา 1,000 บาทราคาจะเพิ่มสูงขึ้นนั่นเองเพราะตราสารหนี้ตลาดในปัจจุบันให้ผลตอบแทนที่ 3% เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนมี 2 ส่วนก็คือ “ส่วนต่างกำไร” และ “ดอกเบี้ย/เงินปันผล” ดอกเบี้ยเท่าเดิมแต่ “ส่วนต่างกำไร” มากขึ้นเราก็ได้กำไรมากขึ้นถ้าเราขายตราสารหนี้ฉบับนั้นออกจากพอร์ต

แปลว่าถ้าเราพอรู้แนวโน้มคร่าวๆ ของ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เราก็จะสามารถทำกำไรในส่วนของตราสารหนี้ได้มากขึ้น แต่อย่าลืมว่าถ้าเราคาดเดาผิดพลาดเราก็จะได้กำไรน้อยลงหรืออาจจะขาดทุนในปีนั้นจากากรลงทุนตราสารหนี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon