ลงทุน ยังไงให้ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ?

posted: 4 years ago
1,554 views
ลงทุน ยังไงให้ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ?

comments

ลงทุนให้รวย

ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกสิ่งขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตรอบด้านเต็มไปด้วยการแข่งขัน แม้แต่การตอบสนองความต้องการที่อาจไม่ได้มีแค่เพียงปัจจัยสี่อีกต่อไป ผลักดันให้เราต้องดิ้นรนในการใช้ชีวิตมากกว่าเดิม เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ การออมเงินไว้กับธนาคารให้ผลตอบแทนที่แน่นอน แต่อาจไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับโลกในยุคนี้ หลายคนจึงหันมามอง การ ลงทุน ในรูปแบบต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่า ในระยะเวลาที่สั้นกว่า ทั้งนี้เราอาจพิจารณาการ ลงทุน เหล่านี้สำหรับเป็นทางเลือกในการเพิ่มผลกำไรให้แก่เงินทุกเม็ดที่เรามีให้ได้ความคุ้มค่ามากที่สุด

Viriyah Insurance

ประกันชีวิต

เป็นวิธีการที่บุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมกันเฉลี่ยภัยอันเนื่องมาจาก การตาย การสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ และการสูญเสียรายได้ในยามชรา โดยเมื่อบุคคลใดประสบภัยเหล่านั้น จะได้รับเงินเฉลี่ยช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว โดยบริษัทประกันชีวิตจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการนำเงินก้อนดังกล่าวไปจ่ายให้แก่ผู้ได้รับภัย ทั้งนี้ผู้ ลงทุน หลายคนอาจเลือก ลงทุน ในระยะยาวกับการทำประกันชีวิต เพราะนอกจากจะให้ผลตอบแทนที่แน่นอน มีความเสี่ยงน้อยแล้ว ยังได้รับความคุ้มครองในลักษณะดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นอีกด้วย ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน อาจเลือกทำประกันชีวิตจาก 2 รูปแบบต่อไปนี้

  1. แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) คือ ประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับประโยชน์ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือมีชีวิตอยู่ในวันที่สัญญาครบกำหนด การประกันชีวิตแบบนี้จะมีระยะเวลาประกันที่แน่นอน เช่น สัญญาจะมีผลบังคับจนกระทั่งผู้เอาประกันมีอายุครบ 60 ปี เป็นต้น ถ้าหากผู้เอาประกันเสียชีวิตภายในช่วงเวลาที่สัญญายังมีผลบังคับ บริษัทประกันชีวิตก็ต้องจะจ่ายเงินให้ผู้รับผลประโยชน์เท่ากับจำนวนทุนประกัน หรือหากผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่เมื่อครบอายุของสัญญา บริษัทประกันฯ จะต้องจ่ายเงินคืนเท่ากับทุนประกันหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุไว้
  2. แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance) หรืออาจเรียกว่า “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” คือการประกันชีวิตที่บริษัทประกันฯ ตกลงว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเป็นประจำให้แก่ผู้เอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวันที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยทั่วไปเงินได้ประจำจะจ่ายเป็นปีทุกๆ ปี จนครบตามเงื่อนไขของสัญญา

Bangkok Insurance

ทั้งนี้เงินที่ได้ตามสัญญากรมธรรม์ประกันชีวิต จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งหมายความว่าผู้ ลงทุน จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนครบทุกบาท ทุกสตางค์ นอกจากนี้แล้วเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายไปนั้นก็ยังสามารถนำไปหักลดหย่อนในการคำนวณรายได้เพื่อชำระภาษีตอนสิ้นปีได้ด้วย

มาลงทุนกันดีกว่า

กองทุนรวม

คือ เครื่องมือในการ ลงทุน ที่มีประสิทธิภาพ (investment vehicle) สำหรับผู้ลงทุนรายย่อย มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนนั้นๆ ได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ ปัจจุบันมีกองทุนให้ผู้ลงทุนเลือกมากมาย ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อกองทุนใดๆ ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้

  1. ความเสี่ยง: เนื่องจากผู้ ลงทุน แต่ละคนมีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน หากยังไม่แน่ใจว่าตนเองสามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับใด ผู้ ลงทุน สามารถทำ “แบบประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน” ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้จัดทำไว้ให้ได้ สำหรับผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย อาจเลือกซื้อกองทุนรวมจำพวก กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund), กองทุนรวมตราสารหนี้ (General Fixed Income Fund), กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว (Long-Term Fixed-Income Fund), กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-Term Fixed-Income Fund) และ กองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds)
  2. ระยะเวลาในการลงทุน: เนื่องจากกองทุนแต่ละประเภทมีระยะเวลาในการลงทุนที่มากน้อยต่างกัน ผู้ลงทุนต้องคำนึงถึงเงินต้นทุนที่นำมาลงทุนว่าเงินส่วนนี้มีความจำเป็นต้องนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้หรือไม่ สำหรับกองทุนรวมที่มีระยะเวลาในการลงทุนสั้น อาทิ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) และ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-Term Fixed-Income Fund) เป็นต้น
  3. ผลตอบแทน: แน่นอนว่าผู้ลงทุนทุกคนย่อมต้องการผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ผลตอบแทนที่สูงมักมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงด้วยเช่นกัน และบางครั้งอาจหมายถึงการต้องลงทุนในระยะยาวด้วย ดังนั้นผู้ ลงทุน จึงควรศึกษาปัจจัยข้างต้นไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายและความต้องการของตนเอง สำหรับตัวอย่างกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูง ได้แก่ กองทุนรวมตราสารทุน (Equity Fund) และ กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ (Sector Fund) เป็นต้น

การลงทุนมีหลายอย่าง

หุ้น

เป็นหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่เมื่อเราลงทุนในหุ้นของบริษัทใด เราก็จะมีสถานะเป็น “เจ้าของ” ของบริษัทนั้น ซึ่งมีทั้งโอกาสได้รับกำไรหากกิจการของบริษัทดำเนินไปได้ดี แต่ก็มีโอกาสขาดทุนได้เช่นกันหากการดำเนินกิจการมีปัญหา เพราะการซื้อหุ้นคือการเข้าไปร่วม ลงทุน ในบริษัทผ่านการเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการดังกล่าว ซึ่งมีการออกและเสนอขาย “หุ้น” ต่อประชาชนทั่วไป เพื่อนำเงินที่ขายหุ้นได้ไปลงทุนในกิจการของบริษัท รวมทั้งได้นำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ทั้งนี้การลงทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น แต่ก็มีโอกาสที่ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนสูงด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากผู้ลงทุนสามารถยอมรับความเสี่ยงทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้กับการ ลงทุน ประเภทนี้ การตัดสินใจเลือกซื้อหุ้นแต่ละตัว อาจพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้

  1. ข้อมูลในอดีต: เน้นดูในด้านอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ (เช่นค่า PE, ROE, ROA, D/E) ของบริษัทนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอัตราส่วนทางการเงินพวกนี้จะเป็นตัวบอกผลงานของตัวหุ้น ผลงานของตัวบริษัทในอดีตว่า ผู้บริหารทีฝีมือดี มีการดำเนินงานมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หรือเติบโตมาตลอดหรือไม่ จะเป็นการเสริมความมั่นใจว่าเราถือหุ้นได้ถูกตัว
  2. ข้อมูลปัจจุบัน: ตรวจสอบสถานะของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะในด้านงบการเงิน ว่ามีเงินสดอยู่เท่าไหร่ มีหนี้สินเท่าไหร่ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เราว่า หุ้นของหรือตัวบริษัทมีความแข่งแกร่งมากน้อยเพียงใด มีความพร้อมต่อการ ลงทุน เพิ่มหรือการขยายโครงการในอนาคตตามที่ทางบริษัทได้เคยออกมาประกาศไว้หรือไม่
  3. แนวโน้มในอนาคต: โดยเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ และดูแนวโน้มตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคในธุรกิจของบริษัทที่เราสนใจลงทุนอยู่ ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่า บริษัทแห่งนี้มีเปอร์เซ็นต์การเติบโตอยู่ในระดับไหน
  • การดูแนวโน้มตลาด ลองวิเคราะห์หาข้อมูลว่า ตลาดในธุรกิจที่บริษัทที่เราสนใจจะร่วม ลงทุน มีแน้วโน้มที่จะเติบโตไปเรื่อยๆ หรือไม่ หรือว่าตลาดอิ่มตัวแล้ว ถ้าตลาดมีแน้วโน้มโตได้อีก หุ้นของบริษัทที่อยู่ในตลาดนั้นๆ ก็น่าจะสามารถโตขึ้นอีกได้เช่นกัน
  • การดูแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค โดยสำรวจจากแนวโน้มใหญ่ๆ (Mega Trends) ว่าเป็นไปในแนวทางไหน เช่น คนรุ่นใหม่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น คนชอบความสะดวกและเข้าร้านสะดวกซื้อมากขึ้น สังคมบ้านเรามีผู้สูงอายุมากขึ้น รถยนต์เพิ่มมากขึ้นจากโครงการรถคันแรก เป็นต้น

จากนั้นจึงดูว่าบริษัทได้ออกแบบธุรกิจเพื่อรองรับกับพฤติกรรมที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในระยะยาวหรือไม่ ถ้าบริษัทจับแนวโน้มเหล่านี้ได้ หุ้นตัวนั้นก็จะเติบโตได้รวดเร็ว และแน่นอนว่านั่นหมายถึงการทำกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อีกมากมายเช่นกัน

ผู้ที่มีความสนใจในการ ลงทุน รูปแบบต่างๆ สามารถศึกษาข้อมูลของหุ้นตัวที่ต้องการร่วมลงทุนได้จาก “หนังสือชี้ชวน” ที่บรรดาบริษัทจดทะเบียนทำขึ้นเพื่อบอกรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับหุ้น เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจบริษัท แผนการดำเนินงานในอนาคต ความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท และราคาหุ้นในอนาคต ฐานะการเงินของบริษัท และผลการดำเนินงานที่ผ่านมา จำนวนหุ้นที่ออกเสนอขาย วิธีการคำนวณ ราคาขาย และความสมเหตุสมผล รวมไปถึงวิธีการจัดสรรหุ้น เป็นต้น โดยข้อมูลหนังสือชี้ชวนนี้สามารถหาได้จากเว็บไซต์บริษัทผู้ออกเสนอขายเว็บไซต์ ก.ล.ต. หรือขอหนังสือชี้ชวนได้จากตัวแทนจำหน่ายหุ้นนั้นๆ นอกจากนี้แล้ว การติดตามข่าวสารของบริษัทนั้นๆ ทุกวัน ก็สามารถช่วยให้นักลงทุนทราบความเคลื่อนไหวของบริษัท และสามารถนำไปประกอบการพิจารณาลงทุนได้อย่างชาญฉลาดในอนาคต

จะเห็นได้ว่าการลงทุนเพื่อสร้างผลกำไรให้งอกเงยนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ที่หยิบยกมานี้เป็นเพียงการ ลงทุน ส่วนหนึ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตามผู้ที่ต้องการลงทุนควรศึกษาหาข้อมูลในส่วนที่ต้องการ ลงทุน ให้ถี่ถ้วนและสำรวจว่าตนเองมีข้อจำกัดใดบ้างในการลงทุนแต่ละครั้ง


avatar
by admin

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon