สิ่งที่ควรรู้ในการ ลดหย่อนภาษี

posted: 10 months ago
สิ่งที่ควรรู้ในการ ลดหย่อนภาษี

comments

ใกล้สิ้นปีเข้าไปทุกทีแล้ว หลายๆ คนอาจจะเฝ้ารอถึงช่วงเทศกาลทั้งคริสต์มาส และปีใหม่ อ๊ะๆ อย่ามัวแต่ เที่ยว ช้อป กิน จนเพลินล่ะ เพราะปลายปีก็นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลา ที่มนุษย์เงินเดือนอย่าเราๆ จะได้เวลาต้องเตรียมตัวเสียภาษีแล้วนะสิ!

ก่อนที่จะเตรียมตัวไปยื่นแบบฯเสียภาษีในช่วงต้นปี 2018 นี้ เรามาทวนกันหน่อยดีกว่าว่า มีอะไรที่เราควรรู้และใช้ในการช่วยลดหย่อนภาษีได้บ้าง จะมีอัพเดตเพิ่มเติมไหม ? มาดูกันดีกว่า


1.ใครบ้าง ที่ปี 2561 นี้ เข้าเกณฑ์เสียภาษี

สำหรับเกณฑ์ของปีนี้ ผู้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี เราสามารถแยกได้สองแบบคือ


คนโสด

  • หากมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) เพียงประเภทเดียว จะต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 120,000 บาท

 

  • หากมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) และมีเงินได้ประเภทอื่นด้วย หรือกรณีมีเฉพาะเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินได้จากการจ้างแรงงาน จะต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 60,000 บาท

คนมีคู่

  • หากมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) เพียงประเภทเดียว จะต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 220,000 บาท

 

  • หากมีเงินได้จากการจ้างแรงงาน (เงินเดือน ค่าจ้าง) และมีเงินได้ประเภทอื่นด้วย หรือกรณีมีเฉพาะเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินได้จากการจ้างแรงงาน จะต้องยื่นแบบภาษีเมื่อมีเงินได้เกิน 120,000 บาท


2. แล้วใครรอด ไม่ต้องเสียภาษีบ้างนะ

หากใครที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ต่อ ปี จะถือว่าได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี แน่นอนว่า ทางการอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวได้มากถึง 160,000 บาท หากหักลบแล้วอยู่ในเกณฑ์ 150,000 ปี ก็อาจไม่ต้องเสียภาษี


3. กลุ่มที่ถูกยกเว้นภาษีปีนี้ มีใครบ้างนะ ?

  • ผู้พิการ

กรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้พิการ ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยไทย ได้รับยกเว้นเงินได้พึงประเมิน 190,000 บาท ไม่ต้องนำไปเสียภาษี

  • ผู้สูงอายุ

กรณีเป็นผู้สูงอายุ มีอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปี จะได้รับยกเว้นเงินได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาท ในปีภาษีนั้น


และในกรณีมีเครดิตภาษีเงินปันผล สำหรับคนที่ลงทุนในหุ้น สามารถใช้ยกเว้นภาษีได้ตามสัดส่วนที่ได้รับจากเงินปันผล  

โดยแนะนำให้สมัครสมาชิกที่เว็บไซต์ ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แล้วดาวน์โหลดเอกสารไปใช้ยื่นสรรพากรโดยที่ไม่ต้องคำนวณให้ยุ่งยาก หรือหากยื่นภาษีทางออนไลน์ ก็สามารถดาวน์โหลดไฟล์ไปใส่ในเว็บไซต์ยื่นภาษีออนไลน์ของกรมสรรพากรได้เลย



4. มีอะไรที่ลดหย่อนภาษีได้บ้าง ?

สำหรับใครที่รู้ตัวแน่ๆ ว่ารายได้เกิน หรือใครที่อยากจะลองคำนวนเองก่อนถึงวันจ่ายภาษีจริงๆ ก็สามารถหักลดคำนวนจากรายการต่อไปนี้ ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ดังต่อไปนี้

ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล ใช้ลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาท ทันทีที่ยื่นแบบภาษีฯ

ค่าลดหย่อนจากคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ใช้ลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาท สำหรับสามี-ภรรยาที่จดทะเบียนสมรส โดยคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้แต่เลือกนำมาคำนวณภาษีพร้อมกัน ไม่ต้องแยกยื่น

ค่าลดหย่อนบุตร ที่ยังมีชีวิตอยู่ คนละ 30,000 บาท

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ลดหย่อนจาก บิดา-มารดา (ตัวเอง) แล ะบิดา-มารดา คู่สมรส ได้คนละ 30,000 บาท มากสุดคือ 4 คน ไม่เกิน 120,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือ บิดา-มารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท



ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ หักค่าลดหย่อน คนละ 60,000 บาท

เบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป) สำหรับการขอลดหย่อนด้วยการซื้อประกันชีวิตนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 กรณีก็คือ ประกันชีวิตแบบทั่วไป ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท

เบี้ยประกันสุขภาพ เป็นตัวช่วยลดหย่อนภาษีที่อนุมัติมาใหม่ๆ ในปี 2560 เลย โดยเราสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 มาลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท แต่เมื่อรวมเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรจะประกาศกำหนดต่อไป

ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรส หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ บิดามารดาของผู้มีเงินได้และคู่สมรสต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เกิน 30,000 บาท

ประกันสังคมสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน โดยลดหย่อนได้ตามจริงเท่าที่จ่ายไป มีเพดานสูงสุดอยู่ที่ปีละ 9,000 บาท



กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF หักค่าลดหย่อนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมระยะยาวต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน แต่ไม่รวมถึงกรณีผู้มีเงินได้ไถ่ถอนหน่วยลงทุนรวมหุ้นระยะยาว เพราะทุพพลภาพหรือตาย

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ใช้หักลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหากเราเป็นคนหนึ่งที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็สามารถนำจำนวนเงินที่จ่ายไปตามจริง แต่ไม่เกินปีละ 10,000 บาท มากรอกลดหย่อนภาษีได้ ส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท ซึ่งไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้างให้หักจากเงินได้

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการใช้ลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับกองทุนอื่นๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ก็ต้องไม่เกิน 500,000 บาท



เงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาทุกคนสามารถใช้ใบรับเงินนี้นำมาเป็นหลักฐานยื่นลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่นก่อนหักลดหย่อนเงินบริจาค เช่น หากเราบริจาคเงินให้สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด 2,000 บาท ก็จะสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า คือ 4,000 บาท

เงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์, การจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน, เงินบริจาคในการจัดให้คนพิการ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก,โครงการฝึกอบรมอาชีพ หรือศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนในกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม, เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการกีฬา และกองทุนยุติธรรม เป็นต้น โดยหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง



เงินบริจาคทั่วไป สามารถนำเงินบริจาคส่วนอื่นๆ มาช่วยลดหย่อนภาษีได้แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่น ที่สำคัญ ต้องเป็นรายชื่อมูลนิธิ และองค์กรการกุศลที่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนเงินบริจาคได้เท่านั้น

เงินบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถนำใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อ-นามสกุลมายื่นเป็นหลักฐานลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เช่น บริจาคไป 1,000 บาท ก็สามารถกรอกลดหย่อนภาษีได้ 1,500 บาท และต้องเคยบริจาคในวันที่ทางการกำหนดเท่านั้น

ค่าซ่อมแซมบ้านและรถที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยโดยจะแยกเป็นกรณีไป เช่น กรณีซ่อมบ้านลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือกรณีซ่อมรถ ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท แต่ต้องใช้เงินในการซ่อมแซมบ้านในระยะวันที่กำหนด และต้องเป็นระยะเวลาที่ทางการกำหนดเท่านั้น  



5. อยากใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่ม โปรแกรมไหนที่น่าสนใจบ้าง

หลายๆ คนอาจจะคำนวนแล้วรู้สึกว่า รายได้สุทธิของตัวเองก็สุ่มเสี่ยงกับการเสียภาษีอยู่ดี จะให้ใช้จ่ายยังไงกันนะ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และใช้ลดหย่อนภาษีได้!

จริงๆ ที่น่าสนใจรองลงมาอีกอย่างคือ กองทุน RMF และ LTF ในแง่ของการออม และการลงทุนต่อในอนาคต ซึ่งเหมาะกับผู้ที่เคยศึกษาเรื่องกองทุนมาบ้าง

และอีกส่วนที่น่าใช้จ่ายเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจมากๆ สำหรับปีนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการทำประกันชีวิต เพราะมีการแยกทั้งประกันชีวิตแบบทั่วไป ประกันชีวิตแบบบำนาญ และของใหม่มาแรงในปีนี้อย่าง ประกันสุขภาพ ที่สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพมาช่วยลดหย่อนภาษี แถมได้สองต่อด้วยการดูแล เป็นหลักประกันให้กับตัวเอง และคนในครอบครัวอีกด้วย



และสำหรับใครที่อยากจะทำเพิ่ม หรือไม่มีแต่อยากทำ เราก็ขอแนะนำ ประกันชีวิตจาก  บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ที่มีแบบประกันให้คุณเลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย จะออมเพื่อครอบครัวลูกหลาน หรือจะออมเพื่อใช้ชีวิตในวัยเกษียณ แม้แต่อยากจะออมระยะสั้นๆ เพื่อนำเงินไปลงทุนในอนาคตก็ย่อมได้ กับแบบประกันทั้ง 4 อย่าง


ทำ 1 ได้ 2 สะสมทรัพย์ และรับความคุ้มครองชีวิต จ่ายสั้น 7 ปี รับเงินจ่ายคืนต่อเนื่อง จ่ายเบี้ยแค่เดือนละ 843 บาท 7 ปี แต่คุ้มครองนานถึงอายุครบ 90 ปี (ผู้เอาประกันภัยเพศหญิง อายุ 31 ปี สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท)


ออมสั้น คุ้มครองนาน มีเงินจ่ายคืนทุกปี ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ออมง่ายๆ มีเงินจ่ายคืนให้ทุกปี เริ่มต้นออมเดือนละ 1,980 บาท แค่ 7 ปี แต่คุ้มครองนานถึง 14 ปี (ผู้เอาประกันภัยเพศหญิง อายุ 30 ปี สุขภาพแข็งแรง จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท)


เกษียณแล้วยังไงก็สบาย ด้วยเบี้ยเริ่มต้นแค่ 300.80 บาท/เดือน คุ้มครองตั้งแต่ก่อนเกษียณ ด้วยความคุ้มครองชีวิตสูงสุดถึง 250,000 บาท หลังเกษียณ 60 ปี ก็ยังได้รับเงินบำนาญทุกปี จนอายุครบ 85 ปี รับรองการจ่ายบำนาญให้ถึง 15 ปี (ผู้เอาประกันภัยเพศหญิง อายุ 20 ปี สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท)


ออมเงินให้อยู่หมัด เริ่มต้นออมเพื่อวันข้างหน้าอย่างชาญฉลาด เบี้ยเริ่มต้นแค่วันละ 58 บาท ออมสั้นแค่ 5 ปี แต่คุ้มครองนานถึง 10 ปี รับเงินจ่ายคืนทุกปี (ผู้เอาประกันภัยเพศหญิง อายุ 30 ปี สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท)



อยากจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกันแบบง่ายๆ แถมได้รับประโยชน์คืนให้กับตัวเอง หรือสร้างหลักประกันให้ชีวิตในวัยเกษียณ หรือเพื่อครอบครัว อย่าลืมคิดถึง  บมจ.เมืองไทยประกันชีวิตกันล่ะ!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon