มาตรการภาษีลดหย่อนลูกคนที่ 2 เป็น 6 หมื่นบาทจูงใจจริงหรือ?

posted: 1 year ago
มาตรการภาษีลดหย่อนลูกคนที่ 2 เป็น 6 หมื่นบาทจูงใจจริงหรือ?

comments

ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ในอีก 33 ปีข้างหน้าประชากรสูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่าจำนวนประชากรสูงวัยในปัจจุบันถึง 2 เท่าครึ่ง ขณะที่สัดส่วนประชากรเอเชียวัยทำงานปัจจุบันอยู่ระดับสูงสุด และจะลดลงไปในหลายทศวรรษหน้า จนร่วงลงไปแตะระดับร้อยละ 0 ภายในปี 2593



อย่างไรก็ตามปัญหาปรับตัวเข้าสู่สังคมสูงวัยถือว่ามีความท้าทายเป็นพิเศษสำหรับเอเชีย เพราะในหลายพื้นที่ของภูมิภาคนี้ มีประชากรที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยรายได้ต่อหัวประชากรในระดับที่ค่อนข้างต่ำ กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยบางประเทศกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว

ส่วนในประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะทำให้แรงงานหายไปจากระบบ ส่งผลต่อภาพรวมของการจัดเก็บรายได้ ขณะที่ภาระรายจ่ายจะสูงขึ้น หนึ่งในมาตรการรองรับคือการส่งเสริมให้คนไทยมีลูกมากขึ้น

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังศึกษามาตรการที่เป็นไปได้ เพื่อสนับสนุนให้คนมีลูกกันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรได้เพิ่มค่าลดหย่อนทางภาษี โดยให้สามารถนำบุตรมาหักเป็นค่าหย่อนทางภาษีได้คนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนบุตร จากเดิมให้ค่าลดหย่อนบุตรเพียงคนละ 15,000 บาท และจำกัดจำนวนบุตรที่จะได้รับค่าลดหย่อนไม่เกิน 3 คน แนวทางต่อไป สศค. กำลังพิจารณาว่าจะเพิ่มค่าลดหย่อนการมีบุตรคนที่สองเป็น 60,000 บาท จากปัจจุบันได้เพียง 30,000 บาท

ปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงไทยนิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้นทำให้แต่งงานน้อยลง ดังนั้นอัตราการเพิ่มประชากรไทยจึงลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.4 ในปี 2558 จากร้อยละ 2.7 ในปี 2513 ซึ่งในอีก 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีการดำเนินการใด จะส่งผลให้อัตราการเพิ่มประชากรไทยจะเท่ากับร้อยละ 0.0 หรือไม่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเลย

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังพบปัญหาการเกิดน้อยด้อยคุณภาพร่วมด้วย โดยในปี 2558 พบอัตราการตายมารดาอยู่ที่ 20 ต่อการเกิดมีชีพแสนคน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการตกเลือด มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กร้อยละ 39 ทารกคลอดก่อนกำหนดร้อยละ 10.4 ทารกเสียชีวิตจากภาวะพิการแต่กำเนิดร้อยละ 7 ขณะที่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนยังน้อยเพียงร้อยละ 23.9

ส่วนอัตราการเกิดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 700,000 คนต่อปี ในขณะที่อัตราการตายอยู่ที่ 300,000 – 400,000 คนต่อปี และในอนาคต ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากจะเสียชีวิตลง ทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น แต่อัตราการเกิดน้อยลงจนมาเท่ากันในที่สุด

ทั้งนี้รัฐบาลจึงได้จัดโครงการส่งเสริมให้คนไทยมีบุตรมากขึ้น โดยบูรณาการหลายหน่วยงานให้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้คนไทยมีลูก ครอบคลุมตั้งแต่ระยะก่อนสมรส ก่อนมีบุตร ตั้งครรภ์ และหลังคลอด พร้อมปรับปรุงแก้ไขสิทธิลาคลอดเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตร มาตรการทางภาษีช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตร เป็นต้น

โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการจัดสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายนี้โดยได้จัดสรรงบประมาณกว่า 2.6 พันล้านบาท ภายใต้งบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อดูแลหญิงตั้งครรภ์ทั่วประเทศ ซึ่งได้จัดสิทธิประโยชน์ฝากครรภ์อย่างน้อย 5 ครั้ง ภายในระยะเวลา 9 – 10 เดือน สามารถเข้ารับบริการฝากครรภ์ได้ที่หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งฟรี



ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้จัดโครงการ “สาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ ด้วยวิตามินแสนวิเศษ” โดยเตรียมยาเม็ดวิตามินรวมเหล็กและโฟลิกให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 20 – 34 ปี กินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างน้อย 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ จะช่วยลดภาวะพิการแต่กำเนิดของทารกลงได้ นอกจากนี้ยังมียาน้ำแขวนตะกอนธาตุเหล็กสำหรับเด็ก กินสัปดาห์ละครั้ง ป้องกันภาวะโลหิตจางในกลุ่มเด็กปฐมวัย, ยาเม็ดวิตามินรวมเหล็ก ไอโอดีน และโฟลิก กินทุกวันตลอดการตั้งครรภ์


เมื่อรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญเช่นนี้แล้ว เราเองในฐานะที่เป็นประชากรคนไทยจึงต้องมีการวางแผนในการดำเนินชีวิตในวันข้างหน้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพร่างกาย หรือการวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณจึงเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มต้นให้เร็วที่สุดเช่นกัน


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon