ก่อนลดหย่อนภาษีด้วย “ประกันชีวิต” อย่าลืมคิดถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้…

posted: 1 year ago
ก่อนลดหย่อนภาษีด้วย “ประกันชีวิต” อย่าลืมคิดถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้…

comments

“ประกันชีวิต” ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายๆ คนน่าจะเห็นผ่านตาบ่อยขึ้นทั้งในสื่อทั่วไป อย่างเดินห้างก็อาจจะเจอออกบูธหรือแม้แต่สื่อ Social ตาม page facebook ต่างๆ เพราะว่า ประกันชีวิตได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีจาก “สรรพากร” นั่นเอง ทำให้หลายๆ คนตั้งใจจะซื้อเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ผู้ขายก็ออกมาทำตลาดกันเยอะในช่วงนี้ แต่การใช้ “ประกันชีวิต” ลดหย่อนภาษีอย่าลืมว่ามีสิ่งที่ต้องตรวจสอบด้วยทุกครั้ง



1. เงื่อนแบบประกันชีวิตที่ได้รับลดหย่อน

– เบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาทแรกสามารถนำไปลดหย่อนได้
– ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป
– บริษัทประกันนั้นต้องประกอบธุรกิจในไทย
– เงินคืนหรือเงินปันผลต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปีในแต่ละปี

แต่ก็ยังมีประกันชีวิตแบบบำนาญที่สามารถลดหย่อนเพิ่มเติมได้จากประกันชีวิตแบบทั่วไปโดยมีเงื่อนไขดังนี้

– ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
– แต่เมื่อนับรวมกับ RMF และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. แต่ห้ามเกิน 500,000 บาท
– เช่นกันว่าอายุกรธรรมต์ต้องเกิน 10 ปีขึ้นไป
– มีการจ่ายเงินคืนออกมาอย่างต่อเนื่อง(มีบำนาญทุกปี)
– กำหนดระยะของผลประโยชน์ชัดเจน

แต่ถ้าใครไม่มีความจำเป็นเรื่อง “ทุนประกัน” สักเท่าไหร่ แล้วอยากได้ “เงินบำนาญ” ก็ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญรวม 300,000 บาทสำหรับลดหย่อนภาษีได้เลย แต่เราจะใช้สิทธิส่วนประกันชีวิตทั้งหมด 300,000 บาทไม่ได้ (ประกันชีวิตแบบบำนาญสวมสิทธิประกันชีวิตได้ แต่ประกันชีวิตสวมสิทธิประกันชีวิตแบบบำนาญไม่ได้)



2. วิธีดูผลตอบแทนของประกันชีวิตให้ดูจาก IRR เท่านั้น

หลายๆ ครั้งที่ผู้ขายจะใช้วิธีการโฆษณาว่า ได้รับผลตอบแทนสูง 6%++ เช่นเราจ่ายปีละ 100,000 บาทแล้วจะได้รับเงินคืน 6,000 บาททุกปี ก็เลยโปรโมทว่าได้รับผลตอบแทน 6% ต่อปี ทั้งๆทีความเป็นจริงไม่ใช่เลย เพราะเมื่อเราจ่ายเบี้ยปีที่ 2 เสร็จเราก็ยังได้เงินคืน 6,000 บาทเท่าเดิม แต่เงินจ่ายออกสุทธิเราจ่ายออกไป 200,000 บาทแล้วแต่ผลตอบแทนยังคงได้ 6,000 บาทนั่นแปลว่าผลตอบแทนจะเหลือ 3% เท่านั้น

แล้วถ้าจ่ายเบี้ยปีที่3 เข้าไปอีกแปลว่าเงินต้นเท่ากับ 300,000 บาท แต่ผลตอบแทนยังคงได้ที่ 6,000 บาท นั่นหมายความว่าผลตอบแทนจากเงินคืนไม่ได้ ดังนั้นควรระวังคำโฆษณาจากผู้ขายด้วย เพราะเราต้องดูจากผลตอบแทนของกรมธรรม์จาก IRR เท่านั้น จะทำให้เราสามารถคำนวณผลตอบแทนเมื่อรวมผลประโยชน์ทางภาษีเข้าไปด้วยแล้วได้(ซึ่งวิธีการคำนวณสามารถศึกษาเพิ่มเติมและคำนวณผ่าน Excel ได้เลย)

เนื่องจากด้วยพอร์ตการลงทุนของประกันชีวิตจะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงไม่ได้ ดังนั้นแหล่งการลงทุนจะลงทุนได้แค่ “ตราสารหนี้” เป็นส่วนใหญ่ทั้งของรัฐและเอกชน ดังนั้นทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตจะอยู่ที่ประมาณ 3-4% เท่านั้นเอง แล้วเมื่อหักค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าประกันภัยออก ทำให้ผลตอบแทนของกรมธรรม์จะเหลือเพียง 1-2% โดยเฉลี่ยเท่านั้น

Money Growth

การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้เราเหลือเงินออมมากยิ่งขึ้น แต่อย่าลืมดู “แก่น” ของสินค้าทางการเงินนั้นด้วย แล้วการซื้อประกันชีวิตไม่ควรเกิน 10-15% (ทั้งประกันชีวิตและประกันสุขภาพ) ของรายได้ทั้งปีเพราะเบี้ยประกันเป็นภาระระยะยาว การจ่ายมากจนเกินอาจจะเกิดปัญหาได้ภายหลัง เพราะการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์ คนที่เสียผลประโยชน์ก็คือตัวเราเอง

สุดท้ายเรื่องการใช้สิทธิลดหย่อนไม่ใช่การที่เราเอาเอาไปหักภาษีได้เลย ตัวอย่างการคำนวณเช่น สมมติปีนี้รายได้ 1,000,000 บาท แล้วเราไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลย มีเพียงค่าลดหย่อนส่วนตัวและค่าใช้จ่ายเท่านั้น เงินได้สุทธิจะเท่ากัน 910,000 บาท เราจะเสียภาษีทั้งหมด 97,000 บาท แต่ถ้าเราซื้อประกันชีวิต 100,000 บาท สรรพากรจะประเมินว่าเรามีเหลือ 810,000 บาท แล้วเราจะเสียภาษีทั้งสิ้นเหลือ 77,000 บาท

แต่หลายคนเข้าใจผิดว่าการลดหย่อนภาษีคือการที่เราเสียภาษี 97,000 บาท แล้วเราซื้อประกันชีวิต 100,000 บาท จำทำให้ปีนั้นเราไม่เสียภาษีเลย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดมากๆ เพราะถ้ายื่นภาษีผิดเราอาจจะมีปัญหาในอนาคตได้ แล้วค่าปรับเรื่องภาษีก็สูงถึงเดือนละ 1.5% ต่อเดือน จะเสียค่าปรับเท่ากับบัตรเครดิตเลย


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon