“ลอยกระทง” ปีนี้ เมาไม่ลอย เมาไม่ขับ ช่วยลดอุบัติเหตุ

posted: 1 year ago
“ลอยกระทง” ปีนี้ เมาไม่ลอย เมาไม่ขับ ช่วยลดอุบัติเหตุ

comments

ปีนี้วันลอยกระทง ตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 ถือว่าเป็นกิจกรรมแรกที่จัดขึ้นหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช โดยนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้จัดงานแต่พอสมควร เพื่อรักษาประเพณี และได้ห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลลอยกระทง เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ที่เกิดจากการเล่นดอกไม้เพลิง การจุดและปล่อยพลุ โคมลอย โคมไฟ อยู่บ่อยครั้ง จึงได้กำชับไปยังกระทรวงมหาดไทยให้กวดขันจังหวัดออกประกาศหลักเกณฑ์การจุดและปล่อยพลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น



จากสถิติเทศกาลลอยกระทงในปีที่ผ่านมา (2559) มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 189 ราย บาดเจ็บ 19,869 ราย และอุบัติเหตุทางน้ำเสียชีวิต 48 ราย ดังนั้นเทศกาลลอยกระทงปีนี้ มูลนิธิเมาไม่ขับร่วมกับ บริษัท เอพีฮอนด้า จำกัด บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ “ลอยกระทงเมาไม่ลอย เมาไม่ขับ” โดยเลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ นพ.แท้จริง ศิริพานิช กล่าวว่า ที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้จัดกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงการขับขี่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล ปีใหม่ สงกรานต์ หรือไม่มีเทศกาลพยายามรณรงค์อย่างต่อเนื่อง แต่ปรากฏว่าตัวเลขอุบัติเหตุทางถนนไม่ลดลง ซึ่งยังมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุโดยเสียชีวิตคาที่ 30 ราย ทั้งนี้เมื่อรวมตัวเลข ผู้ประสบเหตุในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว 60 ราย ทำให้ทั้งปีคนไทยตายจากอุบัติเหตุหลักหมื่นราย ซึ่งมากกว่าผู้ประสบเหตุน้ำท่วมในแต่ละปีที่มีตัวเลขหลักร้อย

อย่างไรก็ตาม วิธีการรณรงค์เรื่องอุบัติเหตุอย่างเดียวไม่ทำให้ตัวเลขของผู้เสียชีวิตทางถนนลดลง ดังนั้นทุกภาคส่วนทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น แม้งานลอยกระทงจะจัดในพื้นที่ของวัด เป็นเขตห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ร้านอาหาร เช่น ร้านข้าวต้ม ร้านก๋วยเตี๋ยวตามพื้นที่ริมถนน มักฝ่าฝืนกฎหมายแอบขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่มีใบอนุญาตทำให้เกิดช่องโหว่ จึงอยากให้ช่วยกันตระหนักว่าเมาไม่ควรขับขี่ และไม่ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เชื่อว่าคนไทยสามารถเปลี่ยนแปลงค่านิยมนี้ได้ หากคนในสังคมส่วนใหญ่ร่วมกันต่อต้านหยุดพฤติกรรมคนเมาแล้วขับ หรือใช้ความเร็วเกิน ซึ่งมีตัวอย่างคนไทยที่ไปขับรถในต่างประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น สามารถขับรถตามข้อบังคับการใช้กฎหมายของประเทศนั้นๆ ได้

ด้านกรุงเทพมหานครห่วงใยความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลงานลอยกระทงพบว่า ริมแม่น้ำเจ้าพระยามีการจัดงานลอยกระทงทั้งหมด 9 จุด กทม.จึงได้สำรวจโป๊ะและท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองต่างๆ เพื่อดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน โดยริมแม่น้ำเจ้าพระยามีโป๊ะและท่าเรือ จำนวน 241 ท่า มีสภาพปกติสามารถใช้ได้ จำนวน 190 ท่า ที่ชำรุดมีอยู่จำนวน 51 ท่า ในส่วนของคลองมีโป๊ะและท่าเรือจำนวน 181 ท่า มีสภาพปกติสามารถใช้ได้ จำนวน 125 ท่า ชำรุด จำนวน 56 ท่า โป๊ะและท่าเรือที่มีสภาพปกติสามารถใช้ได้

อย่างไรก็ดี กทม.ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจและเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอยู่ประจำทุกจุดเพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พร้อมทั้งติดตั้งป้ายแสดงจำนวนสูงสุดที่โป๊ะและท่าเรือรับได้อย่างชัดเจนเพื่อแจ้งเตือนประชาชน ส่วนโป๊ะและท่าเรือที่มีสภาพชำรุดได้ติดตั้งป้ายห้ามใช้งานในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นเหตุสาธารณภัย สามารถแจ้งเพื่อขอความช่วยเหลือได้ทางโทรศัพท์สายด่วนหมายเลข 199 และ 1555 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับ บริเวณท่าน้ำวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดลอยกระทงที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาลอยกระทงเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เนื่องจากเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติไทย จึงเป็นที่ศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ และยังเชื่อกันว่าหากมาลอยกระทงและทำบุญขอพร ณ วัดดังกล่าว นอกจากจะเกิดสิริมงคลแก่ตนเองแล้ว สิ่งที่ปรารถนามักสัมฤทธิ์ผลตามที่อธิษฐานอีกด้วย ทำให้มีผู้คนหลั่งไหลมาทำบุญและลอยกระทง เป็นจำนวนมาก ในปีที่ผ่านๆ มา

โดยพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.โฆษก สตช. ได้เดินทางไปตรวจความพร้อมตามแผนการรักษาความปลอดภัยและดูแลนักท่องเที่ยวเทศกาลลอยกระทง ณ ท่าน้ำวัดอรุณราชวรารามฯ พบว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและวัยรุ่นบางคนยังแต่งกายเหมาะสมกับสถานที่ และอาจมีการละเล่นดอกไม้เพลิง หรือกรูกันลงไปยังโป๊ะเพื่อลอยกระทงพร้อมๆ กัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ และยังพบว่ามีนักท่องเที่ยวถูกล้วงกระเป๋าหรือถูกเอาเปรียบในการใช้บริการต่างๆ อีกด้วย จึงจัดให้มีการเดินรณรงค์และแจกแผ่นพับประชาสัมพันธ์มาตรการ “3 ห้าม 3 ควร 3 ไม่” คือ ประกอบด้วย มาตรการ 3 ห้าม คือ

1. ห้ามเล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด โคมลอย ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรืออาจเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท
2. ห้ามยิงปืนขึ้นฟ้าโดยไม่มีเหตุอันควร (มีโทษทั้งจำทั้งปรับ)
3. ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนทาง ในขณะขับขี่ หรือโดยสาร หรือบนรถ (มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรการ 3 ควร คือ 1. ควรระมัดระวังการใช้บริการโป๊ะ ท่าเทียบเรือ โดยเฉพาะในที่ที่มีคนมากๆ 2. ควรกำชับบุตรหลานให้ระมัดระวังการถูกหลอกไปในทางที่มิชอบ 3. ควรรื่นเริงบนพื้นฐานของการสืบสานประเพณีไทย

มาตรการ 3 ไม่ คือ 1.ไม่แต่งกายล่อแหลมต่อมิจฉาชีพ 2.ไม่ควรปล่อยให้เด็กไปเที่ยวงานตามลำพัง 3.ไม่ควรไปเที่ยวหรือมั่วสุมในสถานอโคจร

มาตรการ 3 ระวังคือ 1.ระวังถูกล้วงกระเป๋า 2.ระวังเด็กและเยาวชนถูกล่อลวงไปล่วงละเมิดทางเพศ 3. ระวังอุบัติเหตุ ทางน้ำและอัคคีภัย



ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายผู้บริโภคในช่วงเทศกาลลอยกระทงปี 2560 จาก 1,199 ตัวอย่าง พบว่ามูลค่าการใช้จ่ายในวันลอยกระทงปีนี้อยู่ที่ 9,928.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3% และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว ซึ่งเป็นไปตามค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 2 เดือน

จากผลสำรวจในครั้งนี้พบว่า ปีนี้ประชาชนมีการวางแผนออกมาลอยกระทง 92.9% เนื่องจากเป็นประเพณี เพื่อขอพร เศรษฐกิจดีขึ้น มีรายได้ดีขึ้นและเป็นการผ่อนคลายความเครียด ส่วนที่ไม่ลอยเพราะอยู่ในช่วงโศกเศร้า ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย กลัวอันตรายและเศรษฐกิจไม่ดีมีเพียงแค่ 6.6% นอกจากนี้แล้วพบว่า 67.9% มีแผนไปลอยกระทงในสถานที่ที่มีการจัดงาน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วนเพียง 34.7% เท่านั้น


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon