ลอยตัวก๊าชหุงต้ม ตามราคาตลาดโลก แล้วใครได้ – ใครเสีย

posted: 1 year ago
ลอยตัวก๊าชหุงต้ม ตามราคาตลาดโลก แล้วใครได้ – ใครเสีย

comments

หากย้อนกลับไปช่วงหลายปีก่อน น้ำมันมีราคาที่แพงมาก จนประชาชนหันมาใช้ก๊าซแอลพีจีเนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า จึงส่งผลเสียเกิดขึ้น เพราะจากการที่ใช้ก๊าซแอลพีจีมากขึ้นในหลากหลายภาคส่วน ที่นอกเหนือจากก๊าซแอลพีจี (หุงต้ม) ปัญหาการลักลอบจำหน่ายก๊าซแอลพีจีให้กับประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดน ในช่วงที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทำให้ระหว่างราคาน้ำมัน และก๊าซแอลพีจี มีความแตกต่างสูงมากเกือบ 4 เท่าตัว ทำให้ปริมาณความต้องการใช้ที่นอกเหนือจากภาคครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น จนปริมาณที่ผลิตได้ในประเทศมีไม่เพียงพอจึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ



ทั้งนี้หลังจากที่ได้ประกาศลอยตัวราคาขายก๊าซแอลพีจี (ก๊าชหุงต้ม) ตามตลาดโลก ไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยนายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า มั่นใจว่าจะไม่กระทบค่าครองชีพประชาชน เนื่องจากมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยอุดหนุนส่วนต่าง และกรมการค้าภายใน ยังมีการประกาศราคาแนะนำขายปลีก รวมทั้งจะมีการกำหนดราคาเพดานที่เหมาะสม หากราคาขายปลีกในตลาดโลกปรับขึ้นสูงมาก
ปัจจุบันราคาก๊าซแอลพีจี ในตลาดโลกยังอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่มีผลกระทบต่อราคาอาหารปรุงสำเร็จ และไม่มีเหตุผลที่ร้านค้าหรือผู้ประกอบการใช้เป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นราคา ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานยังมีมาตรการ ดูแลผู้มีรายได้น้อย และร้านค้า โดยมีส่วนลดการซื้อก๊าซหุงต้ม ซึ่งหากพบร้านค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569

ซึ่งขณะนี้ราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจี อยู่ที่กิโลกรัมละ 20.49 บาท กรมการค้าภายใน ได้ประกาศราคาแนะนำขายปลีกก๊าซหุงต้มบรรจุถังขนาด 15 กิโลกรัม ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ จำหน่ายปลีกในราคาไม่เกินถังละ 343 บาท รวมค่าบริการขนส่งถึงสถานที่ของผู้ซื้อ ระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร แต่ไม่รวมค่าบริการขนส่งขึ้นบนอาคารสูง

โดยแนวโน้มราคาก๊าชแอลพีจีในตลาดโลกช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบัน ซึ่งราคา ณ เดือนกรกฎาคม 2560 อยู่ที่ 355 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพราะปริมาณความต้องการใช้ในตลาดโลกขณะนี้ยังไม่สูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงฤดูหนาว อาจทำให้ราคาในช่วงนั้นปรับสูงขึ้นบ้าง ส่งผลให้ราคาก๊าชแอลพีจีในประเทศไม่รวมค่าการตลาดช่วงครึ่งปีหลัง จะเฉลี่ยอยู่ที่ 20.49 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม หากราคาแอลพีจีตลาดโลกปรับสูงขึ้นผิดปกติ กรมธุรกิจพลังงาน ก็มีมาตรการดูแล ด้วยการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

สำหรับอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2560 เพิ่มขึ้น 0.17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากติดลบมา 2 เดือนต่อเนื่อง โดยนางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า เงินเฟ้อทั่วไปที่สูงขึ้น ปัจจัยหลักมาจากหมวดพลังงานสูงขึ้น 0.73% จากราคาน้ำมัน เชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศที่เร่งตัวสูงขึ้นตาม ราคาตลาดโลก โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบ ตลาดโลกปีนี้น่าจะอยู่ที่ 45-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ 7 เดือนแรกของปี 2560 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.60% เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีกำลังซื้อดีขึ้น



ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินอัตราเงินเฟ้อช่วงครึ่งหลังของปีนี้ว่า มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามแนวโน้มราคาเชื้อเพลิง รวมทั้งเข้าสู่ช่วงเปิดเทอม ทำให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นและค่าไฟเริ่มมีการปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปีนี้ไว้ที่ 0.7-1.7% ภายใต้สมมติฐานจีดีพีขยายตัว 3-4% ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 45-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในกรอบ 34-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศลอยตัวก๊าซแอลพีจีไปแล้ว พ่อค้าแม่ขายจะมีการฉกฉวยอากสปรับขึ้นราคาค่าอาหารกันหรือไม่ ดังนั้นจึงต้องวอนภาครัฐเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระนี้ต้องตกมาอยู่ที่ผู้บริโภคต่อไป


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon