ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย รัฐหนุนมีลูกคนที่ 2 ให้สิทธิ์ลดภาษีเพิ่ม 3 หมื่น

posted: 9 months ago
ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย รัฐหนุนมีลูกคนที่ 2 ให้สิทธิ์ลดภาษีเพิ่ม 3 หมื่น

comments

เมื่อจำนวนผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ เนื่องจากทุกวันนี้ด้วยหน้าที่การงานที่เร่งรีบบวกกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะไม่มีลูก ทำให้อัตราการเกิดจึงต่ำลงเรื่อย ๆ รวมถึงวิวัฒนาการทางการแพทย์ล้ำหน้ามากขึ้น ประชากรไทยจึงมีชีวิตที่ยืนยาวมากยิ่งขึ้น ดังนั้นอัตราการเสียชีวิตในแต่ละปีก็ลดลงตามไปด้วย



จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่าปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดของประชากรลดลง และภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเป็น 30% ของประชากรในปี 2579 ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงได้เล็งเห็นความสำคัญจึงออกมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการมีบุตร โดยปรับเพิ่มค่าลดหย่อนให้คนไทยที่มีลูกคนที่ 2 เพื่อเป็นการจูงใจอยากให้คนไทยมีลูกเพิ่ม แม้ว่ารัฐบาลจะต้องสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 2,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการมีบุตร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี 2561 ที่จะต้องยื่นรายการในปี 2562 เป็นต้นไป หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้เสียภาษีสามารถลดหย่อนลูกคนแรกได้ 30,000 บาทต่อปี แต่หลังจากนี้ไปหากมีบุตรคนที่ 2 จะได้รับการลดหย่อนภาษีได้เพิ่มอีก 30,000 บาทต่อปีภาษี รวมได้รับลดหย่อนเพิ่มเป็น 60,000 บาทต่อปีภาษี มีผลใช้บังคับในปีภาษี 2561 เพื่อยื่นแบบรายการเสียภาษีในปี 2562 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ จากมาตรการดังกล่าว ยังสามารถนำค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตร มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริงสำหรับการตั้งครรภ์ไม่เกิน 60,000 บาท แต่ถ้าหากฝากครรภ์คาบเกี่ยวระหว่างปีภาษีให้แบ่งค่าใช้จ่ายตามจริงในปีนั้น ๆ แต่รวมกันทั้งฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรไม่เกิน 60,000 บาท

ขณะเดียวกันมาตรการภาษีดังกล่าว ยังได้เล็งเห็นว่า อยากให้พ่อแม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเด็กแรกเกิด หรือเด็กอ่อน จึงส่งเสริมให้จัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการเพื่อเป็นสวัสดิการของลูกจ้าง พนักงาน สำหรับสถานประกอบการของบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยสามารถนำรายได้ตามที่จ่ายจริง หักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่าตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้จะเริ่มในรอบบัญชี วันที่ 1 มกราคม 2561 – 31 ธันวาคม 2563 ทั้งนี้ รัฐอาจจะเสียรายได้จากตรงนี้ปีละ 20 ล้านบาท หรือไม่เกิน 60 ล้านบาท ใน 3 ปีแรก โดยบริษัทที่ได้รับสิทธิจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติว่าด้วยการจัดให้มีศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการปี 2560 ซึ่งมีเอกชนขอตั้งศูนย์ 82 แห่ง และได้รับอนุญาตให้ตั้งได้เพียง 11 แห่งเท่านั้น

นอกจากนี้แล้ว ปัจจุบันโรงพยาบาลของรัฐมีรายได้ 253,389 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 242,324 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 11,065 ล้านบาท และโรงพยาบาลจำนวน 413 แห่งประสบปัญหาขาดทุน รวมเป็นเงิน 4,374 ล้านบาท จึงต้องการใช้เงินจากส่วนอื่นมาช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น เงินบริจาคของส่วนต่างๆจากทุกภาคส่วนเพื่อช่วยบรรเทางบประมาณของรัฐบาลได้บางส่วน ดังนั้นเงินบริจาคสถานพยาบาล หักลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมิน ขณะที่ภาคเอกชนหักลดหย่อนได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ เพื่อส่งเสริมให้ช่วยกันบริจาคเงินช่วยเหลือสถานพยาบาลทั้งของรัฐต่อไป



ด้านนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร. ให้ความสำคัญกับการดูแล พัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกจ้างและครอบครัว การส่งเสริมและสนับสนุนสถานประกอบกิจการให้จัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กเพื่อผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบกิจการและชุมชน นิคมอุตสาหกรรม หน่วยงานก่อสร้างและรัฐวิสาหกิจ เป็นแนวทางหนึ่งที่ กสร.ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพราะเล็งเห็นว่าการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น เข้มแข็ง ส่งผลต่อพัฒนาการทาง ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของบุตรผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งเป็นการลดความวิตกกังวล ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรของผู้ใช้แรงงาน โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน มีสถานประกอบกิจการที่จัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กแล้ว 60 แห่ง เด็กได้รับการเลี้ยงดู 1,258 คน

ทั้งนี้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็ก เพื่อเป็นสวัสดิการของลูกจ้างสำหรับสถานประกอบกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายเพื่อจัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบกิจการสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายได้ตามที่จ่ายจริง และสามารถหักได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งใช้ได้กับค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 นับเป็นโอกาสที่ดีของนายจ้างที่จะจัดสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง และสามารถลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย กสร.จึงขอเชิญชวนสถานประกอบกิจการที่มีความพร้อม และสนใจจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก สามารถสอบถามได้ที่ กองสวัสดิการแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 0 2245 6774


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon