Earth Day 22 เมษายน : ร่วมฉลองวันคุ้มครองโลก ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ใครๆก็ทำได้

posted: 2 years ago
Earth Day 22 เมษายน : ร่วมฉลองวันคุ้มครองโลก ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ใครๆก็ทำได้

comments

วันที่ 22 เมษายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันคุ้มครองโลก (Earth Day) เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนเห็นความสำคัญโลกที่เราอาศัยอยู่  และตระหนักถึงความเลวร้ายของมลพิษที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ ทั้งหลายที่รวมกันเป็นโลกกลมๆ ที่เราอาศัยอยู่กันใบนี้

hand-globeความเป็นมาของวันคุ้มครองโลก

วันคุ้มครองโลก (Earth Day) เริ่มมาจากแนวคิดของ เกยลอร์ด เนลสัน (Gaylord Nelson) สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากตอนนั้น อเมริกาเป็นผู้นำเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น การตัดไม้ทำลายป่า ปล่อยน้ำเสีย และอากาศเสียก็มีมากขึ้น วุฒิสมาชิกเนลสันเลยเสนอให้ ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ประกาศเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ และมีการออกแคมเปญรณรงค์ทั่วประเทศโดยมีการออกทัวร์เป็นใน 11 รัฐเป็นเวลา 5 วัน ต่อมาได้มีการผลักดันให้มีการชุมนุมแสดงความคิดเห็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในระดับประชาชนขึ้น จนทำให้เกิดเป็นกระแสตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติในหมู่ชาวอเมริกัน จนวันที่ 22 เมษายน 1970 ชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน ได้ออกมาชุมนุมในเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและการเพิ่มขึ้นของมลภาวะ ทำให้รัฐสภาออกพระราชบัญญัติแก้ไขมลพิษในอากาศและจัดตั้งสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น ต่อมาโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nation Environment Program หรือ UNEP) จึงประกาศให้วันที่ 22 เมษายน ของทุกปี เป็นวันคุ้มครองโลก

Earth Day 2016

สำหรับวันคุ้มครองโลกในปีนี้  โดย UNEP กำหนดให้ธีมให้เป็น “Trees for the Earth!” โดยปีนี้ถือเป็นปีแรกของการเริ่มนับถอยหลัง 5 ปีที่จะครบรอบ 50 ปีของวันคุ้มครองโลก ในปี 2020 โดยได้มีการวางแผนที่จะปลูกต้นไม้ให้ได้ 7,800 ล้านต้นทั่วโลก ภายในปี 2020 เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง เพราะทุกวันนี้มีการตัดต้นไม้ทั่วโลกมากกว่า15,000 ล้านต้น หรือหากคิดเป็นพื้นที่ก็จะมีต้นไม้ถูกตัดในพื้นที่ขนาดประมาณ 48 สนามฟุตบอลในทุกๆวินาที

ธงวันคุ้มครองโลก (Earth Day Flag) ออกแบบโดย John McConnell
ธงวันคุ้มครองโลก (Earth Day Flag) ออกแบบโดย John McConnell

ประเทศไทยกับวันคุ้มครองโลก

ประเทศไทยได้เริ่มจัดให้มีการรณรงค์วันคุ้มครองโลกขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2533 โดยโรงเรียนสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา หรือ U.S.A. และได้มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้มีความตระหนักถึงผลของการตัดไม้ทำลายป่า และการทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อหาทุนเข้ามูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร เพื่อใช้ในการปกป้องรักษาผืนป่าในประเทศไทยอีกด้วย

การปลูกต้นไม้

ช่วยกันดูแลโลก จากเรื่องง่ายๆใกล้ตัว 

  • รู้หรือไม่ว่า คนไทยมีการทิ้งขยะรวมกันทั่วประเทศถึง 26 ล้านตันต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการทำลายขยะไม่ว่าจะเป็นการฝังกลบ หรือการเผากำจัด ล้วนทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการนำขยะมารีไซเคิล (Recycle) หรือ การนำขยะที่ยังพอใช้ได้อยู่กลับมาใช้ใหม่ (Reuse) จะช่วยให้ปริมาณขยะลดลง โดยเฉพาะขยะบางชนิดที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เมื่อปริมาณขยะลดลง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและทำลายขยะก็จะลดลงตามลงไปด้วย
  • ถุงพลาสติกที่เราใช้ๆกันอยู่ทุกวัน ใช้เวลาย่อยสลายตามธรรมชาตินานถึง 450 ปี หรือหากนำไปเผาก็จะทำให้เกิดสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ดังนั้น หากทุกคนเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกเพียงแค่คนละ 1 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านถุงต่อปี
  • การแยกขยะก่อนทิ้ง นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะจากการนำขยะไปรีไซเคิลแล้ว ยังจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในชุมชน การนำเอาขยะที่สามารถนำมาแปรรูปให้เป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น การทำโคมไฟจากขวดพลาสติก หรือ การทำโต๊ะจากกล่องนม หรือของใช้ประดับบ้านต่างๆ เห็นมั้ย นอกจากจะช่วยโลกแล้ว ยังจะได้ช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย
  • คนไทยใช้กระดาษเฉลี่ย3.9 ล้านตัน หรือคนละประมาณ 60 กิโลกรัมต่อไป ทำให้ต้นไม้ถูกตัดถึง 66.3 ล้านต้นต่อปี เท่ากับว่าต้นไม้จะถูกโค่นลงทุกๆ 126 ต้นต่อนาที เพื่อนำมาผลิตกระดาษให้เพียงพอกับความต้องการของคนทั้งประเทศ ดังนั้น หากทุกคนช่วยกันประหยัดกระดาษโดยการใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า จะช่วยรักษาต้นไม้ได้ 1.3 ล้านต้นต่อปี และหากเราหันมาใช้ผ้าเช็ดหน้าแทนกระดาษทิชชู่ จะช่วยรักษาต้นไม้ได้อีก 3.3 ล้านต้นต่อปี
  • จากข้อมูลของมูลนิธีโลกสีเขียว พบว่า คนไทยสร้างขยะจากกล่องโฟมเฉลี่ย 2.3 กล่องต่อวันต่อคน นั่นหมายถึงในแต่ละวันมีกล่องโฟมที่ถูกทิ้งให้เป็นขยะรวมกันไม่น้อยกว่า 138 ล้านกล่อง โดยกล่องโฟมพวกนี้จะใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 100 ปี นอกจากนี้ในกล่องโฟมยังประกอบด้วยสารที่มีชื่อว่า สารสไตรีน (Styrene) และ เบนซิน (Benzene) ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อถูกความร้อนอาจจะละลายไปปะปนกับอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้น หากเปลี่ยนจากการใช้กล่องโฟมมาเป็นกล่องบรรจะอาหารแบบที่สามารถล้างแล้วนำมาใช้ได้ใหม่ นอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังปลอดภัยกับสุขภาพด้วยนะ

Rabbit Daily ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเชิญชวนทุกคนมาช่วยกันดูแลโลกของเราให้สวยงามน่าอยู่ยิ่งๆ ขึ้นไป

 


avatar
by pajaree

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon