5 ขั้นตอน จีบหนุ่มในโรงเรียน แบบเนียนๆ ให้ได้ผล

posted: 1 year ago
2,575 views
5 ขั้นตอน จีบหนุ่มในโรงเรียน แบบเนียนๆ ให้ได้ผล

comments

ความรักนั้นไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุนั้นก็สามารถมีความรักกันได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าปัจจัยต่างๆ รวมถึงสภาพแวดล้อมในความรักของคนสองคนอาจแตกต่างกันตามช่วงของวัยเท่านั้น ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องการจีบหนุ่มในโรงเรียน ก็คือในช่วงวัยมัธยมของเด็กที่อายุประมาณ 13-18 ปี นั่นเอง

จากประสบการณ์ที่ได้พบเจอมาจากคนรอบข้างและตามทรรศนะของผู้เขียนเองซึ่งเป็นผู้ชาย เชื่อสิว่าโดยปกติแล้ว เปอร์เซ็นต์ในเรื่องการที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายจีบผู้ชายก่อนนั้นจะมีโอกาสจีบติด มากกว่าผู้ชายเป็นฝ่ายจีบผู้หญิงก่อน และยิ่งเป็นวัยมัธยมที่ยังเป็นความรักแบบ Puppy Love แล้วล่ะก็ ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าทุกคนอยากทราบว่าต้องทำอย่างไร เรามีวิธีง่ายๆ มาฝาก



1. เปิดตัวอย่างเซียน แนบเนียนให้เป็นธรรมชาติ

5 ขั้นตอน จีบหนุ่มในโรงเรียน แบบเนียนๆ ให้ได้ผล


ถ้ารู้สึกชอบใครสักคนมากๆ จนอยากจะจีบเขาคนนั้นมาเป็นแฟน แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ต้องทำเลยคือ การเริ่มทำความรู้จัก ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก ยิ่งเป็นฝ่ายหญิงเข้าไปจีบหนุ่มในโรงเรียนก่อนด้วยแล้ว เชื่อสิว่าเขาคนนั้นคงไม่แสดงทีท่ารังเกียจหรือปฏิเสธตั้งแต่แรกหรอก เพียงแต่สาวๆ อาจจะต้องทำให้แนบเนียนสักนิด แค่เดินเข้าไปหาเขาคนนั้น พูดคุยทักทายตามปกติ ถ้ามีเรื่องชวนคุยอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็คุยไป โดยให้มีความเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ต้องพยายามคุยแค่เรื่องที่เขาชอบอย่างเดียว หรือพูดแต่เรื่องที่เราชอบอย่างเดียว เพราะมันจะทำให้บทสนทนาน่าเบื่อ และนำมาสู่การตัดบทได้

ซึ่งการคุยโต้ตอบกันเรื่องสัพเพเหระทั่วไปอย่างเป็นธรรมชาติ มีความจริงใจ รวมถึงอิริยาบถต่างๆ ประกอบการพูดคุย เช่น รอยยิ้ม หรือเสียงหัวเราะ ยิ่งเป็นวัยมัธยมที่มีความสดใสตามวัยของตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์น่าเข้าหา และน่าดึงดูดใจด้วยตัวมันเอง โดยที่ไม่ต้องไปทำอะไรเวอร์วังอลังการมากมาย เรื่องง่ายๆ แค่นี้แหละ ก็สามารถเป็นความประทับใจเมื่อแรกพบ หรือเฟิร์สอิมเพรสชั่น ที่ดีมากๆ เกินกว่าที่คาดไว้เสียอีก แต่ที่สำคัญคือ อย่าพยายามทำตัวให้ดูเด่นจนเกินไป เพื่อดึงดูดความสนใจจากหนุ่มคนนั้น เพราะมันอาจทำให้เขาหนีห่างออกไปแทน ดังนั้นแค่ทำอะไรที่ดูเรียบง่าย และเป็นธรรมชาติตามที่ตัวเองเป็นก็พอ


2. เพิ่มระดับความสนิทด้วยการใกล้ชิดเธอ

การเรียนย่อมมีบางวิชาที่ต้องทำงานกลุ่ม สาวๆ ควรใช้โอกาสนี้ในการอยู่กลุ่มเดียวกับหนุ่มที่ตัวเองชอบ เพื่อจะได้ทำงานกลุ่มด้วยกัน อย่างน้อยก็จะได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับเขามากกว่าเดิม จากนั้นถ้ามีการบ้านที่ต้องทำ ก็อาจจะชวนเขาไปทำการบ้านด้วยกัน ถ้ามีติวหนังสือวิชาต่างๆ ก็ชวนเขามาติวด้วยกัน หรือถ้ามีเรียนพิเศษก็ชวนไปเรียนด้วยกันก็ได้ เพื่อที่จะได้เพิ่มระดับความใกล้ชิดระหว่างตัวเองกับเขาคนนั้น

เมื่อมีเรื่องให้สนิทสนมกันมากขึ้น ก็จะได้มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้นตามไปด้วย แต่ทุกอย่างทั้งหมดนี้ต้องทำด้วยความแนบเนียน อย่ากระโตกกระตาก เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ถูกมองในด้านลบด้วย ว่าเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ชายมากจนเกินงาม ซึ่งในวัยนี้การเข้าหาด้วยเรื่องเรียนอย่างเนียนๆ เป็นวิธีเพิ่มระดับความใกล้ชิดสนิทสนมอย่างดีที่สุด แต่ก็ต้องอย่าลืมโฟกัสที่เรื่องเรียนกันด้วยเนาะ


3. เป็นห่วงเป็นใยพาหัวใจไหวหวั่น

5 ขั้นตอน จีบหนุ่มในโรงเรียน แบบเนียนๆ ให้ได้ผล (2)


เราชอบเขาอยู่แล้วจริงมั้ย? ดังนั้นการแสดงความเป็นห่วงเป็นใยย่อมเป็นเรื่องที่ไม่แปลกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะต้องแสดงความห่วงใยต่อเขามากขึ้นอีกระดับหนึ่ง ประมาณว่ามากกว่าขั้นเพื่อน แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นแฟน เพราะตอนนี้เรายังเป็นแค่คนที่ชอบเขาเท่านั้น จึงเป็นการแสดงความห่วงใยที่สื่อให้เขาคนนั้นรับรู้ได้ว่า ‘ผู้หญิงคนเนี้ย กำลังชอบเรานะ’ แต่ยังไม่ต้องยิงให้ตรงประเด็นโดยการบอกชอบเขาไปตรงๆ เลย เพราะมันจะดูโผงผางเกินไป ซึ่งอาจทำให้เจ็บหนักกลับมาได้

แต่การแสดงออกถึงความห่วงใยในแบบที่กล่าวมาข้างต้น เช่น เวลาที่เขาไม่สบายลาป่วยอยู่บ้าน ก็คอยช่วยเหลือเขา โดยการบอกเขาว่าวันนี้เรียนอะไรบ้าง ถ้ามีการเลคเชอร์ระหว่างเรียน ก็ให้เขายืมเลคเชอร์ แต่ไม่ต้องถึงขั้นจดเลคเชอร์แทนเขา อาจคอยช่วยเหลือเขาเวลาทำการบ้าน แต่ไม่ต้องทุ่มสุดตัวถึงขั้นทำการบ้านแทนเขา เป็นต้น ต้องจำไว้ว่าทุกอย่างที่ทำนี้ต้องอยู่ในความพอดี อย่าให้เยอะเกินไป เพราะไม่งั้นเราอาจตกเป็นของตายตั้งแต่แรก หรือเขาอาจตกลงคบกับเราเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวก็เป็นได้ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันก็เป็นเหมือนกับหลักการน้ำซึมบ่อทราย ค่อยๆ ซึมเข้าไปเรื่อยๆ จนเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตเขา ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ต้องหวั่นไหวกันบ้างล่ะ



4. เช็คเรทติ้ง มาแบบนิ่งๆ แต่อ่านเกมขาด

หลังจากผ่านมาทุกขั้นตอนแล้วตอนนี้ก็ถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เราต้องเช็คสัญญาณจากเขาคนนั้นกันบ้าง ง่ายก็คือๆ ลองสังเกตพฤติกรรมและปฏิกิริยาที่เขาตอบโต้กลับมาว่าไปในทิศทางไหนอย่างนิ่งๆ เพื่อจะได้อ่านเกมให้ขาด เพราะด้วยธรรมชาติของผู้ชายส่วนใหญ่แล้วจะมีความเป็นสุภาพบุรุษแฝงอยู้ในตัวไม่มากก็น้อย ดังนั้นเวลาที่เขารับรู้ว่ามีสาวมาชอบเขาและพยายามจีบเขาอยู่ แต่เขาไม่ได้รู้สึกชอบ และรู้สึกว่าเธอคนนั้นไม่ควรจะล้ำออกมาจาก Friend Zone ล่ะก็ เขาจะแสดงออกทางการกระทำมากกว่าการพูดออกไปตรงๆ เพื่อไม่ให้ผู้หญิงเสียความรู้สึกมากเกินไป

ยกตัวอย่างเช่น เขาอาจจะปฏิเสธแบบอ้อมๆ ด้วยการอยู่เป็นกลุ่มกับเพื่อนตลอด ไม่ว่าจะติวหนังสือ ทำการบ้าน รวมถึงการไปไหนมาไหนกันก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่แบบสองต่อสอง หรือพอเริ่มสนิทกันมากจนเขารู้สึกได้ว่ามันเริ่มเกินคำว่าเพื่อน แล้วเขาเริ่มมีการตีตัวออกห่างไปเรื่อยๆ นั่นแหละคือการบอกปฏิเสธแบบรักษาน้ำใจของผู้ชาย ซึ่งเชื่อว่าทุกคนย่อมมีสัญชาตญาณที่สามารถรับรู้และประเมินผลได้อยู่แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นมีท่าทีไปในทางบวกหรือทางลบ พอสาวๆ รู้ว่าท่าทีของเขาเป็นไปในทิศทางไหน ก็ค่อยปฏิบัติการขั้นสุดท้ายต่อไป


5. ถึงคราวปิดจ็อบ ถ้าไม่ฟอร์มท็อปก็แค่เท

5 ขั้นตอน จีบหนุ่มในโรงเรียน แบบเนียนๆ ให้ได้ผล (3)


หลังจากเช็คเรทติ้งจนพอที่จะประเมินสถานการณ์ได้แล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางไหน ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ต้องปิดจ็อบกันสักที ในขั้นตอนนี้ขอบอกก่อนเลยว่ามันต้องใช้ การวัดใจ ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ยังไงการได้พูดออกไป ก็ดีกว่าเก็บเงียบไว้ในใจตลอดกาล เพราะฉะนั้นสาวๆ ก็ลองพูดออกไปเลยว่า ‘เราชอบเธอนะ คบกันมั้ย’ ซึ่งผลที่ออกมาอาจสมใจอยาก หรือไม่เป็นไปตามที่ตัวเองหวังไว้ก็ได้ ดังนั้นคิดซะว่า ถ้าผลออกมาดีเราก็ได้กำไร แต่ถ้าผลออกมาไม่ดีก็ถือว่าเสมอตัวไปแล้วกัน ส่วนใครที่คิดไตร่ตรองดูแล้ว ว่าไม่ควรพูดออกไปจะดีกว่า ก็ไม่ควรมาเสียใจทีหลังนะจ๊ะ เพราะว่าเธอได้เลือกทำไปแล้ว

ยังไม่จบเท่านี้ บางครั้งอาจมีเคสเพิ่มเติมอีกเรื่องคือ ผู้ชายบางคนอาจยังไม่รู้ใจตัวเอง ว่ารู้สึกชอบฝ่ายหญิงไปแล้วเหมือนกัน พอบอกปฏิเสธผู้หญิงไปแล้ว อาจเพิ่งมารู้สึกหลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นเริ่มนิ่งเงียบไปจากชีวิต และกลับมาเป็นฝ่ายตามจีบหรือขอคบผู้หญิงแทน ซึ่งถ้าเกิดคดีพลิกมาเป็นรูปแบบนี้ล่ะก็ สาวๆ คงต้องตัดสินใจกันเองแล้วล่ะว่าจะทำยังไงต่อไป


อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องการจีบหนุ่มในโรงเรียนก่อนนั้น ถ้าทำให้มันอยู่ในความพอดี ก็จะไม่เป็นเรื่องที่ดูเกินงาม ส่วนเรื่องความรักในวัยเรียนนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่ว่าเหล่านักเรียนทั้งหลายต้องรู้จักจัดสรรปันส่วนในเรื่องของเวลาให้ลงตัว รู้ว่าควรแบ่งเวลาให้กับการเรียนเท่าไหร่ และแบ่งเวลาให้กับความรักเท่าไหร่ ที่สำคัญอย่าทุ่มให้กับความรักมากเสียจนละเลยเรื่องการเรียน เพราะถ้ามันอยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ทุกอย่างมันก็จะดีงามตามท้องเรื่องไปเอง และที่อยากจะฝากไว้อีกอย่างคือ สำหรับวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่มีอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ดังนั้นถ้าผิดหวังในความรัก หรืออกหักจากคนรัก คนที่ชอบ ก็อย่าคิดทำร้ายตัวเองกันเลยเนาะ อย่าลืมว่าชีวิตของเรามีเรื่องให้ทำอีกตั้งเยอะแยะ แถมยังต้องพบเจอเรื่องราวต่างๆ รวมถึงผู้คนอีกมากมายเลยนะจ๊ะ


avatar
by เฟิ้ม
v(^_^)v

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon