อย่าให้จม.ผิดซองแย่งซีนทั้งงาน เวทีออสการ์ส่งข้อความอะไรถึงการเมืองสหรัฐฯ ?

posted: 1 year ago
อย่าให้จม.ผิดซองแย่งซีนทั้งงาน เวทีออสการ์ส่งข้อความอะไรถึงการเมืองสหรัฐฯ ?

comments

ความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์บนเวทีออสการ์สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อเกิดเหตุการณ์ ‘จดหมายผิดซอง’ กับรางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เมื่อวอร์เรน เบตตี และ เฟย์ ดันอเวย์ สองนักแสดงรุ่นเก๋าประกาศชื่อของ La La Land ว่าคือผู้คว้ารางวัลออสการ์ไปครอง ทีมงานและนักแสดงขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์บนเวทีเกือบ 2 นาที ก่อนจะเกิดเหตุการณ์เงิบรับประทานกันทั้งงาน เพราะมีการส่งซองประกาศผลรางวัลผิดพลาด และผู้ชนะตัวจริงคือ Moonlight ! เหตุดังกล่าวจึงกลายเป็นฉากที่แย่งซีนทุกสิ่งทุกอย่างในค่ำคืนนั้นไป สื่อทุกสำนักรวมทั้งผู้ชมทั่วโลกต่างจดจ้องติดตามประเด็นนี้ จนอาจลืมเกร็ดสำคัญหลายเหตุการณ์ที่เวที ‘ออสการ์ 2017’ พยายามที่จะส่งข้อความถึงการเมืองสหรัฐอเมริกาและบริบทของสังคมโลกในปัจจุบัน

ออสการ์จดหมายผิวซอง




Rabbit Daily จะพาคุณไปย้อนวิเคราะห์ถึงประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากการประกาศรางวัลผิดพลาด ที่จะทำให้คุณเล็งเห็นสิ่งที่คนภาพยนตร์หลายคนแสดงออกบนเวทีออสการ์ทั้งในแง่การเสียดสีและการกล่าวสุนทรพจน์เพื่อส่งข้อความถึงการเมืองสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เอ๊ะ! ออสการ์เป็นเพียงแค่เรื่องราวของวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แล้วมันจะเชื่อมโยงอะไรไปถึงการเมืองและบริบทสังคมฮอลลีวู้ดล่ะ ?

เวทีออสการ์ 2017


พิธีกรทวิตหาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

Jimmy Kimmel ทวิตหาทรัมป์


แม้ว่าจำนวนผู้ชมทั่วโลกที่รับชมถ่ายทอดสดการมอบรางวัลออสการ์ประจำปีนี้จะมีประมาณ 32.9 ล้านคนทั่วโลก ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์  แต่พิธีกรชื่อดัง ‘จิมมี่ คิมเมล’ ซึ่งรับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการออสการ์ประจำปีนี้ก็เล่นมุกเสียดสีการเมือง โดยการทวิตสดๆ บนเวทีถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างเสียงฮือฮาให้แก่ผู้มาร่วมงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2014 และ 2015 ประธานาธิบดีทรัมป์เคยแสดงความคิดเห็นต่องานออสการ์ว่าเป็นงานที่ไร้สาระ และเขาก็จะไม่ชมการถ่ายทอดอย่างแน่นอน


ผู้กำกับชื่อดังชาวอิหร่านประกาศไม่เข้าร่วมงานออสการ์

Asgar Farhadi


ผู้กำกับชื่อดังชาวอิหร่าน ‘อัสการ์ ฟาร์ฮาดี’ (เคยได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อปี 2012 จากผลงานภาพยนตร์เรื่อง ‘A Seperation’) ประกาศไม่เข้าร่วมงานประกาศผลรางวัลออสการ์ สืบเนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่กีดกันมุสลิมจาก 7 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา ได้แก่ อิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน แม้ฟาร์ฮาดีจะได้รับสิทธิพิเศษละเว้นก็ตาม หลังจากผลงานภาพยนตร์ The Salesman ของเขาได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ประจำปี 2017 นอกจากนี้นักแสดงนำหญิงของเรื่องก็ตัดสินใจไม่เข้าร่วมงานออสการ์เช่นเดียวกัน


Zootopia แอนิเมชั่นดีกรีออสการ์ที่มีดีมากกว่าการ์ตูน

zootopia


หากใครเคยชมภาพยนตร์แอนิเมชั่นอย่าง Zootopia ผลงานของวอลต์ดิสนีย์แอนิเมชั่นสตูดิโอส์ คงประทับใจในความน่ารักของเหล่าตัวการ์ตูนสัตว์ที่มีหน้าตาน่ารัก และ Zootopia ก็สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมมาครองได้อีกด้วย แต่ทราบหรือไม่ว่าสิ่งที่แอนิเมชั่นเรื่องนี้ต้องการเสนอคือ ประเด็นเรื่องเชื้อชาติและความเท่าเทียมในสังคม โดยตั้งชื่อเรื่องเลียนแบบคำว่า Utopia ซึ่งเป็นสังคมในอุดมคติของมนุษย์ ขณะที่ทีมผู้สร้างขึ้นรับรางวัลบนเวทีพวกเขาก็กล่าวถึงไอเดียที่นำมาสร้างแอนิเมชั่นเรื่องนี้ว่า ต้องการสร้างเรื่องราวที่แสดงถึงความเท่าเทียมของมนุษย์นั่นเอง โดยสะท้อนถึงสังคมที่แม้ว่าทุกคนจะมีความแตกต่างกันแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ หากยอมรับและให้ความเคารพซึ่งกันและกัน


The Salesman คว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

ทีมงาน The Salesman


เป็นไปตามความคาดหมายเมื่อภาพยนตร์ฝีมือของ อัสการ์ ฟาร์ฮาดี ผู้กำกับชาวอิหร่านสามารถคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ประจำปี 2017 มาครองได้สำเร็จ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เป็นประเด็นร่วมสมัย และยังสะท้อนเรื่องสิทธิและความไม่เท่าเทียมทางเพศในวัฒนธรรมอิหร่านอีกด้วย ไฮไลต์ที่ทุกคนจับตามองคือวินาทีที่ตัวแทนของผู้กำกับขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์บนเวที ซึ่งอย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าผู้กำกับเขาไม่มาร่วมงาน เนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยฟาร์ฮาดีได้ฝากข้อความมาถึงเวทีออสการ์มีใจความว่า “การไม่มาร่วมงานของผมนั้นเป็นการแสดงความเคารพต่อเพื่อนร่วมชาติ และพี่น้องมุสลิมในอีก 6 ประเทศทั่วโลกที่ถูกย่ำยีจากนโยบายกีดกันชาวมุสลิมเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา” พร้อมย้ำว่าภายใต้กล้องถ่ายหนัง ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ภาพยนตร์ทำให้คนที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนามีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันซึ่งสุนทรพจน์ดังกล่าวได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องโรงละครดอลบี เธียเตอร์


Suicide Squad อุทิศรางวัลให้ผู้อพยพ

Suicide Squad อุทิศรางวัลให้ผู้อพยพ


ภาพยนตร์เรื่อง Suicide Squad คว้ารางวัลออสการ์ สาขาแต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยมไปครอง โดย Alessandro Bertolazzi หนึ่งในทีมงานแต่งหน้าได้ขึ้นกล่าวบนเวทีว่า ขอมอบรางวัลนี้ให้แก่ผู้อพยพทุกคน เพราะตัวเขาเป็นชาวอิตาลี ที่เข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นตัวเขาก็เป็นผู้อพยพเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าพูดเช่นนี้ก็เป็นการส่งข้อความถึงการเมืองสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายกีดกันผู้อพยพ และเวทีออสการ์ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เขาสามารถสื่อออกไปได้ว่า แม้แต่แวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ต้องขับเคลื่อนด้วยคนที่คุณเรียกว่า ‘ผู้อพยพ’ นั่นแหละ


The White Helmet เรียกร้องทั่วโลกสนใจซีเรีย

The White Helmet


ภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลออสการ์คือ The White Helmets ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของกลุ่มอาสาสมัครที่ยืนหยัดใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสมรภูมิสงครามเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในซีเรีย โดยทำงานยึดคำขวัญที่ว่า ‘To save a life is to save all of humanity’ ตัวแทนจากภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ได้กล่าวเรียกร้องให้ทุกคนตระหนักถึงสงครามนองเลือดในซีเรีย และต้องการให้สงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 6 ปีนั้นสิ้นสุดลง แน่นอนว่าสหรัฐฯ เองก็ได้เข้าแทรกแซงสงครามในซีเรีย ซึ่งต้องมาจับตามองการดำเนินนโยบายต่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์กันว่า จะสามารถสร้างสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศและมีบทบาทในการลดความรุนแรงของสงครามในซีเรียได้หรือไม่


Oscar so white ?

Mahershala Ali-Viola Davis


หลังจากที่ปีที่แล้วเวทีออสการ์ถูกวิจารณ์ว่า ‘Oscar so white’ หรือเป็นเวทีสำหรับนักแสดงผิวขาว ทำให้ทางออสการ์เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการผิวสีเพื่อให้มีความหลากหลายทั้งทางเชื้อชาติและทางเพศสภาพ โดยในปีนี้ผู้ชมจะได้เห็นภาพยนตร์ที่แสดงนำโดยนักแสดงผิวสีเข้าชิงรางวัลออสการ์หลายสาขา ประเด็นเรื่องสีผิวก็เหมือนจะดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น และผลการตัดสินก็ทำให้ ‘วิโอลา เดวิส’ นักแสดงผิวสีวัย 51 ปี จากภาพยนตร์เรื่อง Fences กลายเป็นนักแสดงแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม และ ‘มาเฮิร์ซชาล่า อาลี’ นักแสดงผิวสีวัย 43 ปีจากภาพยนตร์เรื่อง Moonlight ก็ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมเช่นกัน ทั้งสองคนได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจดีๆ เกี่ยวกับการทำหน้าที่ศิลปินที่ถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ของตัวละครสื่อไปถึงผู้ชม


Moonlight หนังชูประเด็นเพศทางเลือก คว้ารางวัลใหญ่สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

Moonlight คว้าออสการ์


แม้หลายๆ คนจะบอกว่า Moonlight ผลงานกำกับของ แบร์รี่ เจนกินส์ คือภาพยนตร์ม้ามืดที่คว้าออสการ์ไปนอนกอด ปาดหน้าภาพยนตร์มิวสิคัลยอดนิยม ที่เปรียบเสมือนจดหมายรักถึงฮอลลีวู้ดอย่าง La La Land แต่เรามองว่า Moonlight นั้นคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2017 ไปครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี Moonlight เล่าเรื่องราวการก้าวผ่านช่วงวัยรุ่นของเกย์ผิวสีในเมืองไมอามี ภาพยนตร์ได้พาไปสำรวจชีวิตอันเปราะบางและละเอียดอ่อนของตัวละคร ทั้งประเด็น ‘เกย์ : เพศทางเลือก’ และ ‘ชาวผิวสี’ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่สังคมสหรัฐฯ กำลังให้ความสนใจมากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา เพราะมีบริบททางการเมืองปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สืบเนื่องจากการดำเนินนโยบายทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์นั่นเอง ทั้งประเด็นการกีดกันผู้อพยพผิวสี ต่อต้านพี่น้องชาวมุสลิม และเหยียดหยามเพศทางเลือก ซึ่งทำให้ผู้คนทั่วโลกกังขาและแทบไม่อยากเชื่อว่านโยบายเหล่านี้จะถูกกำหนดขึ้นเป็นกฎหมายในประเทศที่ขนานนามตัวเองว่า ‘ดินแดนแห่งเสรีภาพ’ เพราะฉะนั้นการที่ออสการ์ชู Moonlight ให้เป็นสุดยอดภาพยนตร์แห่งปีก็เหมือนเป็นการตบหน้านโยบายทางการเมืองดังกล่าว แม้รัฐจะกีดกัน แต่สำหรับออสการ์ในฐานะเวทีของศิลปินกลับเชื่อมั่นว่าศิลปะคือสิ่งที่เชื่อมโยงคนทุกเพศทุกเชื้อชาติไว้ด้วยกัน

โดยส่วนตัวแล้วมองว่า แม้ La La Land จะเป็นภาพยนตร์ที่ปลุกกระแสมิวสิคัลให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง โดยเล่าประเด็นร่วมสมัยอย่างความรักและความฝัน มีวิธีการเล่าที่ชาญฉลาด ทำให้ผู้ชมประทับใจและจดจำ แต่ในขณะเดียวกันออสการ์ก็ต้องการมองหาจุดเด่นและความแปลกใหม่ที่เข้ากับบริบทสังคมในขณะนั้น และที่สำคัญต้องสร้างอิทธิพลต่อวงกว้างอย่างภาพยนตร์เรื่อง Moonlight ที่มีเนื้อหาการต่อสู้ที่หนักแน่น การชูประเด็นเพศทางเลือกและชาติพันธุ์ และยังถือเป็นการส่งข้อความนัยถึงชุมชนชาวผิวสีทั่วโลกที่ถูกค่านิยมเรื่องสีผิวเหยียดหยามโดยที่พวกเขาไม่มีทางเลือก ดังนั้น Moonlight จึงเป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่ดีกรีออสการ์ที่แม้แต่แฟนๆทีม La La Land ยังต้องร่วมยินดี


รางวัลออสการ์บอกอะไรกับเรา ?

ออสการ์บอกอะไรกับเรา


ต้องยอมรับว่ารางวัลออสการ์ก็เป็นส่วนหนึ่งในการการันตีคุณภาพของภาพยนตร์ และจะสร้างความนิยมให้ภาพยนตร์แต่ละเรื่องในอนาคต เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าก่อนการประกาศผลรางวัลออสการ์ ทีมงานของภาพยนตร์ที่ได้เข้าชิงทั้งผู้กำกับและทีมนักแสดงจะต้องทำงานประชาสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้นเพื่อขยายฐานแฟนคลับ อาจจะมีการปล่อยกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นถึงการทุ่มเท รวมถึงเปิดเผยเบื้องหลังการถ่ายทำเพื่อให้กลายเป็นไวรัลบนโลกอินเตอร์เน็ต (ที่เห็นได้ชัดคือภาพยนตร์เรื่อง La La Land ที่มีการปล่อยวิดิโอเบื้องหลังการถ่ายทำ ทั้งเทคนิคลองเทค การหมุนกล้อง รวมถึงการฝึกซ้อมการแสดงอย่างหนักของนักแสดง และเผยเรื่องราวดราม่ากว่าจะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาได้) ซึ่งการทุ่มเทเหล่านี้นอกจากโหมกระแสดีกรีภาพยนตร์เข้าชิงออสการ์แล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่ามหาศาลให้แก่ภาพยนตร์ เพราะหากภาพยนตร์ได้รับรางวัลขึ้นมา นั่นหมายถึงชื่อเสียงและรายได้จากการจัดทำดีวีดีบลูเรย์ มีตัวแทนจัดจำหน่ายภาพยนตร์ซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในประเทศต่างๆ อีกนัยหนึ่งนักแสดงเองก็สามารถอัพค่าตัวเพิ่มได้ด้วย

ภาพยนตร์เรื่อง Moonlight เองก็กลายเป็นกระแสท่ามกลางการเมืองร้อนๆ ในสหรัฐฯ อาจกล่าวได้ว่าประเด็นเรื่องผิวสี เพศสภาพและเชื้อชาติเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อวงกว้าง แต่การที่ภาพยนตร์สักเรื่องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนผิวสีและเพศทางเลือกนั้น ก็เปรียบเสมือนการส่งสารถึงบริบทสังคมโลก อีกทั้งยังลบข้อครหาที่ออสการ์เคยถูกโจมตีว่าเป็นพื้นที่สำหรับคนผิวขาวได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้นภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่ยังเป็นตัวกำหนดเทรนด์และกระแสของแวดวงอุตสากรรมบันเทิงที่มีอิทธิพลอย่างมาก เป็นอีกพื้นที่ของคนบันเทิงได้แสดงออกถึงจุดยืนและทัศนคติต่อสถานการณ์ปัจจุบัน สุดท้ายนี้รางวัลออสการ์จึงต้องพยายามสร้างคุณค่าให้ตัวเองในฐานะศิลปิน และต้องทำตัวให้ทันสมัยอิงกระแสบริบทสังคมโลกด้วยนั่นเอง


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon